ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 642 ร่วมมือกันแสดงละครตบตา
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 642 ร่วมมือกันแสดงละครตบตา
บทที่ 642 ร่วมมือกันแสดงละครตบตา
“กองทัพเวยเซิ่งมีสิทธิ์อะไรมาปิดประตูเมือง?”
ชายอ้วนสวีถามพลางกระทืบเท้า
“กองทัพเวยเซิ่งบอกว่ามีคนพบทหารม้าเกาเหยวียนอยู่นอกเมือง” ผู้ดูแลตอบ
“ทหารม้าเกาเหยวียน?” ขุนนางทั้งหลายต่างตกใจ “ตอนนี้จะทำอย่างไรดี?”
ว่ากันว่าตานจูและก่าต๋าผู้เป็นผู้นำมีความสัมพันธ์เหมือนครอบครัว ในศึกที่ต้าหม่างพัว ตานจูถูกต้าจ้วงและโหวจื่อนำกลุ่มชุดเกราะดำบุกค่ายและฆ่าตัดหัว มีความเป็นไปได้สูงมากว่าก่าต๋าอาจนำคนมาแก้แค้น
ตอนนี้จินเฟิงและองค์หญิงเก้าไม่อยู่ในซื่อชวน ชิ่งซินเหยาก็ถูกพวกเขาปลดออกจากตำแหน่ง ใครจะมาต่อกรกับที่ทหารม้าเกาเหยวียน?
หรือจะพึ่งขันทีคนนั้น?
พวกขุนนางเก่งแต่วางแผนแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น แต่พอให้นำทัพออกรบก็ไม่เป็นโล้เป็นพาย
“กงกง ไม่ทราบว่าให้ชิ่งซินเหยามานำทัพได้หรือไม่?”
ตระกูลเซี่ยเป็นคนแรกที่เสนอ
“ทุกท่านอย่าตื่นตระหนก!” ก่อนที่ขันทีจะตอบ ชายเคราแพะรีบพูดขึ้นก่อน “เรื่องยังไม่กระจ่างชัด!”
จากนั้นก็หันไปมองผู้ดูแลตระกูลสวี “ทหารม้าเกาเหยวียนปรากฏตัวตั้งแต่เมื่อใด? เจ้าเห็นกับตาหรือไม่?”
“เพิ่งปรากฏตัวเมื่อเช้านี้ ซ่อนตัวอยู่ในป่าห่างจากประตูเมืองทางเหนือประมาณหนึ่งลี้ เมื่อถูกกองทัพเวยเซิ่งที่ออกลาดตระเวนพบเข้า ก็รีบหนีไปทันที กองทัพเวยเซิ่งส่งทหารม้าสองกองไปไล่ตาม หลังจากนั้นเมิ่งเทียนไห่ก็สั่งปิดประตูเมือง”
ผู้ดูแลตระกูลสวีตอบ “แม้ข้าจะไม่ได้เห็นกับตา แต่ตอนนั้นทหารยามบนกำแพงเมืองทางเหนือต่างก็เห็น ข้าได้ส่งคนไปสืบดูเป็นพิเศษ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความจริง”
“ข้าก็ส่งคนไปสืบถามมาเช่นกัน ได้ความว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ”
ผู้ดูแลอีกสองสามคนก็เอ่ยปากขึ้นมา
“ใต้เท้าโจว ทหารม้าที่พบเห็นเมื่อเช้านี้ต้องเป็นหน่วยลาดตระเวนที่ก่าต๋าส่งมาสืบข่าวแน่ ๆ กองทัพใหญ่จากเกาเหยวียนอาจจะตามมาถึงในไม่ช้า พวกเราควรจะถอยทัพ!”
ชายอ้วนสวีกล่าวว่า “ไม่อย่างนั้นรอให้กองทัพใหญ่จากเกาเหยวียนมาล้อมเมือง ต่อให้พวกเราอยากหนีก็หนีไม่พ้นหรอก!”
ผู้มีอิทธิพลคนอื่น ๆ รีบพยักหน้าเห็นด้วย
ชนเผ่าที่เกาเหยวียนนั้นดุร้ายและชำนาญศึก การลงมือก็โหดเหี้ยม
หากซื่อชวนถูกโจมตีแตก ต่อให้ก่าต๋าไม่ฆ่าล้างเมือง ก็คงจะสังหารผู้มีอิทธิพลอย่างพวกเขาเพื่อระบายความแค้น
หัวหน้าขันทีก็ขมวดคิ้วแน่น
ในตอนนี้เขารับหน้าที่รักษาการโจวมู่แห่งซื่อชวนอยู่ ก่อนหน้านี้จินเฟิง องค์หญิงเก้า และชิ่งซินเหยาต่างก็รบชนะศึก หากฝ่ายเขาแพ้ไป ก็ไม่มีทางชี้แจงได้เลย
เพียงแต่หัวหน้าขันทีเคยชินกับการรักษาสีหน้าให้นิ่งสงบในวังมานาน ถึงแม้ในใจจะยุ่งเหยิง แต่ก็ไม่ได้ตื่นตระหนกเหมือนเหล่าผู้มีอำนาจ
จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ผู้มีอำนาจทุกคนจะตื่นตระหนก เพราะใบหน้าของชายเคราแพะยังคงสงบนิ่ง
เขาลูบเคราครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วหันไปทางขันที “กงกง โปรดส่งคนไปตามชิ่งซินเหยาและเมิ่งเทียนไห่หน่อยเถิด!”
“ใช่ ไปตามชิ่งซินเหยากับเมิ่งเทียนไห่!”
บรรดาผู้มีอิทธิพลราวกับคว้าฟางช่วยชีวิตไว้ได้ ต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย “พวกเขาเคยต่อต้านทหารม้าจากเกาเหยวียนมาแล้ว ในเมื่อองค์หญิงเก้าและจินเฟิงไม่อยู่ ก็ต้องให้พวกเขาขึ้นแนวหน้าไปก่อน!”
หัวหน้าขันทีมองชายเคราแพะอย่างลึกซึ้ง รู้สึกว่าเจตนาที่เขาไปตามชิ่งซินเหยาและเมิ่งเทียนไห่นั้นอาจจะไม่เหมือนกับที่พวกผู้มีอิทธิพลคนอื่นคิด
แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่ส่งสัญญาณให้องครักษ์ไปตามตัวพวกเขามา
ส่วนคนอื่นก็ไม่ได้เข้าไปในห้อง เพียงแต่รออยู่ที่หน้าประตู
สถานที่ที่พวกเขาจัดการประชุมลับนั้นอยู่ไม่ไกลจากจวนตระกูลชิ่ง องค์รักษ์ของหัวหน้าขันทีก็กลับมาอย่างรวดเร็ว
“เรียนกงกง คนของตระกูลชิ่งบอกว่า ชิ่งซินเหยาได้ยินข่าวว่ากองทัพจากเกาเหยวียนบุกโจมตี เป็นเหตุให้เขาโกรธจนหมดสติ ตอนนี้ยังไม่ฟื้น!”
“ชิ่งซินเหยายังหนุ่มยังแน่น ทั้งยังเป็นชายชาติทหาร จะหมดสติง่าย ๆ ได้อย่างไร?”
ชายอ้วนสวีตะโกนว่า “กงกง เขาต้องแกล้งทำเป็นหมดสติแน่ ๆ!”
“ถึงเจ้าจะรู้ว่าเขาแกล้งทำ แล้วจะทำอย่างไรได้?”
หัวหน้าขันทีชำเลืองมองชายอ้วนสวีอย่างไม่พอใจ “หรือเจ้าจะไปบังคับให้เขาออกไปนำทัพให้ได้?”
สิทธิและหน้าที่ต้องมาคู่กัน
ตอนนี้ชิ่งซินเหยาไม่ใช่โจวแห่งซื่อชวนแล้ว การต่อต้านทหารม้าเกาเหยวียนจึงไม่เกี่ยวอะไรกับเขา
ถึงแม้ซื่อชวนจะถูกทหารม้าเกาเหยวียนทำลายจนย่อยยับ ฝ่าบาทก็ไม่สามารถเอาเรื่องเขาได้
ตอนนี้ถึงแม้ทุกคนจะอยากคืนตำแหน่งโจวมู่ให้เขาก็เป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะการแต่งตั้งและถอดถอนโจวมู่ ต้องให้ฝ่าบาทและทั้ง 6 กรมลงนามรับรอง แน่นอนว่ามันไม่ทันการณ์
ดังนั้นตำแหน่งโจวมู่นี้ถึงจะร้อนแรงแค่ไหน พวกเขาก็ต้องช่วยขันทีรักษาไว้
ผู้มีอำนาจคนอื่น ๆ ต่างมีสีหน้าเศร้าหมอง แต่ชายเคราแพะกลับแย้มยิ้ม
“ใต้เท้าโจว ท่านนึกอะไรออกหรือ?” หัวหน้าขันทีถาม
“ข้านึกบางอย่างออก แต่ยังไม่แน่ใจนัก” ชายเคราแพะส่ายศีรษะ
“ถึงจุดนี้แล้ว เจ้าคิดอะไรออกก็ว่ามา อย่ามัวแต่เล่นทำท่าลึกลับนักเลย”
เพิ่งจะเร่งเร้าเสร็จ องค์รักษ์ที่ไปตามหาเมิ่งเทียนไห่ก็กลับมาแล้ว
เขากำลังจะเอ่ยปากพูด ชายเคราแพะก็ยกมือห้ามไว้
“เมิ่งเทียนไห่ออกนอกเมืองไปไล่ตามทหารม้าเกาเหยวียนแล้วหาตัวไม่เจอชั่วคราวใช่หรือไม่?” ชายเคราแพะมององค์รักษ์ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“ใต้เท้าโจวรู้ได้อย่างไร?” องค์รักษ์ชะงักไปครู่หนึ่ง “คนของกองทัพเวยเซิ่งบอกมาเช่นนั้น”
“”ฮ่าๆๆ ข้าเข้าใจแล้ว!” ชายเคราแพะลูบเคราก่อนจะหัวเราะลั่น
หัวหน้าขันทีถอนหายใจยาวและคลายคิ้วที่ขมวดแน่นออก
“ใต้เท้าโจว ถึงเวลานี้แล้ว ท่านยังจะมาทายปริศนาอะไรอีก!”
ชายอ้วนสวีตบขาพลางกล่าว “ท่านเข้าใจสิ่งใดกันแน่?”
“จริง ๆ แล้วไม่มีทหารม้าเกาเหยวียนเลย ทุกอย่างเป็นการสมรู้ร่วมคิดระหว่างชิ่งซินเหยากับเมิ่งเทียนไห่ต่างหาก!”
“ไม่มีทหารม้างั้นหรือ?”
“ใช่ ไม่มี!”
“แล้วที่กองกำลังป้องกันเมืองเห็นคือสิ่งใด?”
“คงจะเป็นกองทัพเวยเซิ่งปลอมตัวมา ใครจะไปรู้ล่ะ” ชายเคราแพะตอบ “แต่มันไม่สำคัญแล้ว”
“ตบตาพวกเราหรือ?” ชายอ้วนสวีตกใจ “การปิดประตูเมืองไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ชิ่งซินเหยาและเมิ่งเทียนไห่แสดงบทบาทนี้เพื่อสิ่งใดกัน?”
“อาจจะเพื่อถ่วงเวลาให้องค์หญิงเก้าก็ได้”
ชายเคราแพะกล่าวว่า “องค์หญิงเก้าคงยังไม่ได้รับพระราชโองการ จึงต้องใช้กลยุทธ์นี้ให้กองทัพเวยเซิ่งปิดประตูเมือง เพราะตั้งใจตัดการติดต่อระหว่างพวกเรากับภายนอก”
“เป็นไปไม่ได้” ชายอ้วนสวีกล่าวว่า “ถึงปิดประตูเมือง แต่พวกเรายังมีนกพิราบส่งสารอยู่นะ”
“เจ้ามีนกพิราบนอกเมืองหรือ?” ชายเคราแพะเหล่ตามองถาม “ถึงจะมี แล้วมีกี่ตัวเชียว?”
การใช้นกพิราบส่งสารก็สะดวกดี แต่ข้อมูลที่ส่งได้ในแต่ละครั้งมีจำกัด อีกทั้งจำนวนนกพิราบที่พวกเขาเลี้ยงไว้ก็ไม่มาก ข้อดีที่สุดคือใช้ส่งข้อความในระยะไกล
ระหว่างในเมืองกับนอกเมืองใกล้ขนาดนี้ กว่าจะมัดกระดาษที่ขานกพิราบ ขี่ม้าส่งจดหมายออกไปน่าจะเร็วกว่า
ดังนั้นบรรดาผู้มีอิทธิพลแทบไม่มีใครมีนกพิราบนอกเมืองเลย
“ถ้าเช่นนั้น กงกงสั่งให้เปิดประตูเมืองก็พอสิ?” ชายอ้วนสวีกล่าว
“ตามกฎหมาย ต้องให้โจวมู่และแม่ทัพออกคำสั่งพร้อมกันจึงจะเปิดประตูเมืองใหม่ได้”
ชายเคราแพะกล่าวว่า “เมิ่งเทียนไห่หนีไปแล้ว กงกงเปิดประตูเมืองไม่ได้หรอก”
“แล้วถ้ากงกงไม่ได้สั่ง เมิ่งเทียนไห่จะปิดประตูเมืองเองได้อย่างไร?”
“ใต้เท้าสวี ว่าง ๆ ก็ลองอ่านกฎหมายดูบ้างสิ!”
ชายเคราแพะเหล่มองชายอ้วนสวีอย่างไม่อยากสนใจ
ผู้ดูแลของชายอ้วนสวีทนดูต่อไปไม่ไหว จึงเข้าไปอธิบายข้างเขาเบา ๆ
ต้าคังไม่มีดาวเทียม กว่ากองกำลังป้องกันเมืองจะพบศัตรูด้วยตาเปล่า ศัตรูก็มาถึงใต้กำแพงเมืองแล้ว
หากวิ่งไปขออนุญาตโจวมู่อีกและเดินตามขั้นตอนให้ครบ ศัตรูอาจยึดประตูเมืองไปแล้วก็ได้
ดังนั้น เมื่อแม่ทัพของกองกำลังป้องกันเมืองพบศัตรู เขาจึงมีสิทธิ์ตัดสินใจปิดประตูเมืองก่อนได้
ส่วนการเปิดประตูเมืองอีกครั้งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนนัก ต้องให้โจวมู่และแม่ทัพของกองกำลังป้องกันเมืองร่วมมือกัน เพื่อป้องกันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทรยศและแอบเปิดประตูเมืองให้ศัตรูเข้ามา
“อ๋อ เป็นเช่นนี้นี่เอง!”
ชายอ้วนสวีฟังคำอธิบายของผู้ดูแลจบ ก็หัวเราะพลางกล่าวว่า “การปิดประตูเมืองโดยพลการและรายงานสถานการณ์เท็จล้วนเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต ดูท่าองค์หญิงเก้าคงร้อนใจจริง ๆ ถึงได้ใช้กลยุทธ์เช่นนี้!”
**แอดจะอัพให้ล่วงหน้านะครับ วันเสาร์ จะไม่ได้อัพนิยายครับผม