ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 641 ปิดประตูเมือง
บทที่ 641 ปิดประตูเมือง
“ข้าหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น!”
แม้จินเฟิงจะเข้าใจว่าองค์หญิงเก้ามีเหตุผลที่มั่นใจเช่นนี้ แต่เขาก็ไม่อยากรอนานไปกว่านี้แม้แต่ชั่วขณะเดียว “องค์หญิง หากช้าไปอาจเกิดเรื่อง พวกเราควรออกเดินทางโดยเร็ว”
แต่ใครจะรู้ว่าองค์หญิงเก้าไม่เพียงไม่ได้ออกเดินทาง แต่กลับนั่งลงเสียอย่างนั้น “ซาลาเปาลูกนี้ดูไม่เลว ข้ารอจนหิวแล้ว ชิ่นเอ่อร์ เอามาให้ข้าชิ้นลูกแล้วกัน”
ได้ยินองค์หญิงเก้าพูดเช่นนั้น ใบหน้าของกวานเสี่ยวโหรวที่เพิ่งกลับมาเป็นปกติก็กลับกลายเป็นสีแดงระเรื่ออีกครั้ง
จินเฟิงก็พูดไม่ออก
ในฐานะผู้ชายสายงานช่าง จินเฟิงชอบพูดและทำอะไรตรงไปตรงมา ไม่ค่อยชอบเดาความหมายแฝงในคำพูดของคนอื่น
แต่องค์หญิงเก้าพูดจาตรงไปตรงมามากเกินไป แม้แต่กวานเสี่ยวโหรวยังฟังออก เขาเองก็ย่อมเข้าใจ
นี่เป็นการตำหนิว่ารอนานไป…
องค์หญิงเก้าไม่ใช่คนไร้มารยาท ในเมื่อทำเช่นนี้ย่อมมีความมั่นใจเต็มที่แล้ว
คิดถึงตรงนี้จินเฟิงก็ไม่ร้อนใจแล้ว
เขาลากเก้าอี้มานั่งข้างกวานเสี่ยวโหรว ตักโจ๊กให้นางไปพลางพูดไปพลางว่า
“ข้ากับเสี่ยวโหรวเป็นสามีภรรยากัน อีกทั้งอยู่ห่างกันมานาน การได้สนิทสนมกันสักหน่อยเป็นเรื่องธรรมดา!
พวกเราตกลงกันว่าจะออกเดินทางตอนเช้า ข้าก็ไม่ได้มาสาย ที่ต้องรอนานเป็นเพราะพระองค์มาเช้าไป จะโทษคนอื่นไม่ได้หรอก”
พูดจบเขาก็จูบที่แก้มของกวานเสี่ยวโหรวอย่างท้าทาย
“สามี เจ้าอยากตายหรือไร!”
เมื่อถูกจูบต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ กวานเสี่ยวโหรวก็รู้สึกอับอายและโกรธเคือง นางจึงหยิกจินเฟิงเบา ๆ แล้วลุกขึ้นหมายจะวิ่งหนี
แต่เนื่องจากนางนั่งอยู่ด้านในสุดและถูกจินเฟิงขวางทางไว้ นางจึงไม่สามารถหนีไปไหนได้ ได้แต่ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ
ถังเสียวเป่ยกลอกตาไปมา บ้างมองไปที่จินเฟิง บ้างมองไปที่องค์หญิงเก้า
ถึงแม้นางจะไม่พบความผิดปกติใด ๆ แต่สัญชาตญาณบอกนางว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างจินเฟิงกับองค์หญิงเก้าแน่นอน
แต่ถังเสียวเป่ยก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าเรื่องระหว่างทั้งสองนั้นใหญ่โตเพียงใด
พูดง่าย ๆ ก็คือนางไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดำเนินมาถึงขั้นไหนแล้ว
กวานเสี่ยวโหรวเป็นคนซื่อ ๆ ไม่ทันสังเกตเจตนาที่แฝงอยู่ในคำพูดของจินเฟิง ทว่าเมื่อครู่ถังเสียวเป่ยกลับฟังออก
น้ำเสียงของจินเฟิงกำลังประกาศด้วยอำนาจอย่างชัดเจนว่ายืนหยัดเคียงข้างกวานเสี่ยวโหรว และเตือนองค์หญิงเก้าว่ากวานเสี่ยวโหรวต่างหากคือภรรยาที่แต่งงานด้วย
ต่อให้องค์หญิงเก้าจะเป็นองค์หญิงก็ตาม ก็อย่าหวังท้าทายตำแหน่งของกวานเสี่ยวโหรว หากต้องการเข้ามาในบ้านหลังนี้ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎของบ้านหลังนี้
สิ่งนี้ทำให้ถังเสียวเป่ยซาบซึ้งใจยิ่งนัก
สิ่งที่จินเฟิงทำไม่เพียงแต่ปกป้องกวานเสี่ยวโหรวเท่านั้น แต่ยังเท่ากับปกป้องนางด้วย
หลังจากยืนยันความคิดนี้แล้ว สัญชาตญาณความอยากรู้ของถังเสียวเป่ยก็อดที่จะเริ่มทำงานไม่ได้
นี่คือองค์หญิงผู้เข้มแข็งอย่างองค์หญิงเก้านะ ถูกจินเฟิงสั่งสอนราวกับสั่งสอนอนุภรรยาตัวน้อย นางต้องโกรธแน่ ๆ
ถังเสียวเป่ยอยากให้ใครสักคนยกน้ำชากับจานขนมเข้ามา เพื่อจะได้กินขนมไปด้วย ดูละครไปด้วย
แต่สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจก็คือ องค์หญิงเก้าไม่ได้โมโหอะไรแต่กลับแสดงท่าทางเหมือนสาวน้อยอ่อนหวานอย่างที่ไม่เคยเห็น นางหันไปมองค้อนจินเฟิงอย่างงอน ๆ แล้วทิ้งตะเกียบลงพลางพูดอย่างอ้อนว่า “ก็ข้ามาเร็วไปหน่อยนี่นา!”
จินเฟิงไม่สนใจสายตาดุดันของชิ่นเอ๋อร์ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย “รู้ว่าผิดก็ดีแล้ว มากินข้าวเถิด!”
!!!
ชิ่นเอ๋อร์กำหมัดแน่นจนเกิดเสียงดังของข้อกระดูก
เป่ยเชียนสวินที่นั่งกินโจ๊กอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา เห็นสถานการณ์เช่นนั้น จึงลากเก้าอี้มานั่งข้าง ๆ จินเฟิง
นางไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่ก้มหน้ากินโจ๊กต่อ
ชิ่นเอ๋อร์เห็นดังนั้นก็ยิ่งโกรธ นางมองไปรอบ ๆ แล้วเหวี่ยงขาเตะต้าหลิวที่กำลังดูเรื่องราวอยู่จนกระเด็นออกไป
ต้าหลิวล้มลงก้นกระแทกพื้นและกลิ้งไปไกลกว่าหลายเมตร พร้อมกับสีหน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
ตัวเองกำลังใส่ใจเรื่องตรงหน้าอย่างตั้งใจ เหตุใดจู่ ๆ ถึงมาอยู่ที่หน้าประตูได้ล่ะ?
ใครบอกเขาได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?
“เจ้าเตะข้าทำไม?”
ต้าหลิวเอ่ยถามด้วยความไม่พอใจ
“อยากจะต่อสู้กับเจ้าสักหน่อยไม่ได้หรือ?”
ชิ่นเอ๋อร์ชำเลืองมองเขา “ดูท่าทางแล้ว เจ้ายังไม่ยอมแพ้สินะ จะให้ต่อสู้อีกสองสามครั้งหรือไม่ล่ะ?”
“ข้ายอมแล้วแม่นาง! ข้ายอมแพ้! ข้าไม่คู่ควรที่จะต่อสู้กับท่านหรอก!”
ต้าหลิวยอมแพ้ในทันทีพร้อมประสานมือคารวะยอมรับความพ่ายแพ้
เมื่อวานนี้เขาไปขวางทางนางไว้ในป่าเล็ก ๆ นางคงยังมีความโมโหอยู่ในใจ หากนางมีเหตุผลที่จะลงมือ เขาคงโดนนางทุบจนแหลกไปแล้ว
ชิ่นเอ๋อร์ส่งเสียงหึในลำคอ แล้วหันหน้าไปทางอื่น
“สวรรค์ วันเวลาเหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใดนะ!”
ต้าหลิวทุบพื้นพลางโอดครวญ
ก่อนหน้านี้เขาโดนเป่ยเชียนสวินเตะไปทีหนึ่ง ตอนนี้ก็โดนชิ่นเอ๋อร์เตะอีก
เขาแทบจะกลายเป็นเป้าซ้อมแทนห้จินเฟิงแล้ว
ผู้คุ้มกันภัยที่ยืนอยู่หน้าประตูหัวเราะเบา ๆ เพราะเขาเคยถูกต้าหลิวแกล้ง
เมื่อเห็นต้าหลิวจ้องมองตน เขาก็รีบกลั้นหัวเราะ
แต่ก็สายไปเสียแล้ว
“ใครใช้ให้เจ้าไม่ใส่หมวก!”
ต้าหลิวลุกขึ้นเตะก้นผู้คุ้มกันทีหนึ่ง แล้วเดินกลับเข้าไปด้านในด้วยความโมโห
คราวนี้ไม่กล้ายืนอยู่ที่ประตูอีกแล้ว เขาจึงหามุมที่ไกลจากชิ่นเอ๋อร์ที่สุด
จินเฟิงเข้าใจหลักการที่ว่าเล่นแต่พอดี เมื่อเห็นว่าต้าหลิวไม่เป็นไร เขาจึงยิ้มแย้มคีบซาลาเปาใส่ชามขององค์หญิงเก้า “เชิญเสวยซาลาเปาพ่ะย่ะค่ะ!”
องค์หญิงเก้าฉวยโอกาสนี้กลับมาสู่ท่าทางปกติพร้อมพูดยิ้ม ๆ ว่า “ขอบคุณท่านอาจารย์มาก!”
“ไม่ต้องเกรงใจ”
จินเฟิงเอ่ยถามว่า “ทรงมีแผนการอย่างไรหรือ?”
เมื่อพูดถึงเรื่องสำคัญ สีหน้าขององค์หญิงเก้าก็เคร่งขรึมขึ้น
นางวางตะเกียบลงแล้วกล่าวว่า “การวางแผนการใหญ่ก็เหมือนกับการปรุงอาหาร ต้องไม่ใจร้อนเป็นอันขาด ดังนั้น ตอนนี้พวกเราต้องใจเย็นและรอคอยอย่างสงบ”
“รออะไรหรือ?” จินเฟิงขมวดคิ้วถาม
“รอข้อความตอบกลับจากท่านพี่ซินเหยา”
องค์หญิงเก้ากล่าวว่า “พวกคนเหล่านี้เป็นตัวแทนของแต่ละตระกูล พลังที่ใช้ได้นั้นน่ากลัวยิ่งนัก หากพวกเราไม่ลงมือก็ไม่เป็นไร แต่หากลงมือแล้วต้องใช้วิธีการอย่างเด็ดขาดเท่านั้น
มิเช่นนั้นหากพวกเขาอาจหนีกลับเมืองหลวงได้ ต่อให้เป็นเจ้า ข้า หรือแม้แต่ฝ่าบาทจะจัดการพวกมัน ก็ต้องคิดให้ดีเสียก่อน”
“ในเมื่อองค์หญิงกล่าวเช่นนี้ ก็คงมีแผนการที่รัดกุมแล้ว?”
“ในการรับมือกับพวกคนเหล่านี้ ใครก็ไม่กล้าพูดว่ามีแผนการที่รัดกุม มันก็อาจมีร่องรอยบ้าง”
องค์หญิงเก้าส่ายหน้า “ข้าได้ส่งสารไปยังซื่อชวนแล้ว ส่วนจะใช้การได้หรือไม่ ต้องรอดูคำตอบจากท่านพี่ซินเหยาเสียก่อน ดังนั้นจึงต้องรอสักหน่อย”
เมื่อได้ยินดังนั้น จินเฟิงจึงพยักหน้าเบา ๆ
พวกคนที่จ้องจะเล่นงานต้องส่งคนมาจับตาดูหมู่บ้านแน่ ๆ ทันทีที่พวกเขาขยับตัว อีกฝ่ายก็จะรู้ได้อย่างรวดเร็ว
หากอีกฝ่ายเริ่มหลบหนี แผนการก็เท่ากับล้มเหลว
จินเฟิงก็กังวลเรื่องนี้เช่นกันตอนที่ทบทวนแผนการในตอนเช้า
เดิมทีเขาวางแผนจะให้ผู้คุ้มกันภัยปลอมตัวเป็นขบวนขนส่งสินค้าและแอบหลบหนีออกจากหมู่บ้าน
แต่วิธีนี้ถูกจับได้ง่ายเกินไป จินเฟิงลังเลใจอยู่ตลอดว่ามันจะใช้ได้หรือไม่
ในเมื่อองค์หญิงเก้ามีแผนอื่น จินเฟิงจำต้องอดทนรอชิ่งซินเหยาตอบกลับมาก่อน
…
ภายในเมืองซื่อชวน เหล่าผู้มีอิทธิพลที่โต้เถียงกันมาทั้งเช้า ในที่สุดก็ตกลงรายละเอียดทั้งหมดของแผนได้ภายใต้การควบคุมของหัวหน้าขันที
หัวหน้าขันทีถามทุกคนอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนเข้าใจหน้าที่ของตนเอง จึงประกาศปิดประชุม
เหล่าผู้มีอิทธิพลออกมาจากจุดประชุมลับ ยังไม่ทันได้ลงมือทำตามแผน ผู้ดูแลของแต่ละคนก็รีบวิ่งมาหา
“ใต้เท้า แย่แล้ว กองทัพเวยเซิ่งปิดประตูเมืองแล้ว!”
**แอดจะอัพให้ล่วงหน้านะครับ วันเสาร์ จะไม่ได้อัพนิยายครับผม