ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 644 มาตรการรุนแรง
บทที่ 644 มาตรการรุนแรง
ธนูหัวนกหวีดเพิ่งปรากฏในต้าคังไม่นาน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายหรือกฎของกองทัพก็ยังไม่ได้กำหนดข้อบังคับใดๆ จึงเป็นช่องว่างทางกฎหมาย
นั่นหมายความว่า หากเมิ่งเทียนต้องการ เขาก็สามารถปล่อยลูกธนูออกไปได้ทุกเมื่อ ไม่มีใครห้ามได้
แม้ขันทีจะรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะตำหนิเมิ่งเทียนไห่ได้
ขณะนี้ประตูเมืองเปิดแล้ว เมื่อเห็นองค์หญิงเก้าเข้าเมือง ขันทีจึงต้องข่มความกังวลในใจ แล้วนำคนไปต้อนรับ
“ข้าน้อยขอถวายบังคมองค์หญิง!”
ขันทีไม่ได้ปฏิบัติตามธรรมเนียมในวังโดยการคุกเข่าคำนับองค์หญิงเก้า และไม่ได้เรียกตัวเองว่าข้ารับใช้เหมือนในวัง แต่เรียกตัวเองว่าข้าน้อย
นี่เป็นการเตือนองค์หญิงเก้าว่า ตอนนี้เขามีตำแหน่งเป็นผู้รักษาการโจวมู่
โจวมู่คือเจ้าเมือง ตามธรรมเนียมแล้วองค์หญิงเก้าควรลงจากม้าเพื่อตอบรับการคำนับ
แต่น่าเสียดายที่องค์หญิงเก้าไม่สนใจวิธีการของขันทีเลย นางยังคงขี่ม้าศึกอยู่ เพียงแต่เหลือบมองเขาอย่างเหยียดหยาม
ในดวงตาของขันทีมีแววโหดเหี้ยมวาบผ่าน แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรองค์หญิงเก้าได้มากนัก จึงต้องไปลงโทษจินเฟิงแทน
“จินเฟิง เจ้าไม่รู้จักกฎเกณฑ์หรือ? ผู้คุ้มกันภัยห้ามนำดาบเข้าเมือง ไม่รู้หรืออย่างไร? พวกเจ้า ไปเก็บดาบของพวกเขามา แล้วค้นตัวให้ดี ๆ อีกรอบ!”
“รับทราบ!”
นายกองทหารท้องถิ่นได้ยินดังนั้นจึงรีบนำคนเข้าไปทันที
จินเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย ในใจของเขาอยากจะสั่งหารคนตรงหน้าให้สิ้น
หากทหารท้องถิ่นกล้าแตะต้องดาบของเขาจริง ๆ เขาจะต้องชักดาบฆ่าคนเป็นแน่!
น่าเสียดายที่องค์หญิงเก้าไม่ให้โอกาสจินเฟิงชักดาบ นางก็เอ่ยเสียงเย็น “หยาบคาย! ท่านอาจารย์จินเป็นหัวหน้าองครักษ์ของข้า พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นองครักษ์ส่วนตัวของข้า!”
พูดจบก็มองไปที่ต้าหลิว “ผู้ใดบังอาจปลดดาบพวกเจ้าออก ก็เท่ากับหมายมั่นปองร้ายต่อข้า ฆ่าได้โดยไม่ต้องไต่สวน!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ต้าหลิวเลียริมฝีปาก ยั่วเย้าพลางโบกนิ้วไปทางนายกองทหารท้องถิ่น “เข้ามาสิ!”
ผู้คุ้มกันภัยคนอื่น ๆ ต่างก็จับด้ามดาบเตรียมพร้อมต่อสู้!
แม้ผู้คุ้มกันภัยจะมีจำนวนไม่มาก แต่กลับมีพลังเหนือกว่าทหารท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง
นายกองทหารท้องถิ่นตกใจจนไม่กล้าเข้าไปใกล้ และหันหลังกลับไปมองที่ขันที
ขันทีเพิ่งนึกได้ว่าจินเฟิงยังมีตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์ขององค์หญิงเก้าอีกด้วย
เห็นว่าทำอะไรจินเฟิงไม่ได้ ก็ได้แต่โบกมือเรียกนายกองทหารท้องถิ่นกลับมา
เล่ห์กลเล็กๆ น้อย ๆ เช่นนี้ องค์หญิงเก้าไม่แม้แต่จะเหลือบมองและไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับขันทีนานนัก
รอจนกระทั่งนายกองทหารท้องถิ่นถอยไปอีกด้าน นางจึงเอ่ยถามว่า “ชายอ้วนสวี่กับพวกอยู่ที่ใด?เรียกออกมาให้หมด”
“องค์หญิงหมายความว่าอย่างไร? ข้าน้อยฟังไม่เข้าใจ”
ขันทีแกล้งทำเป็นงงงวย
“ฟังไม่เข้าใจก็ช่าง”
องค์หญิงเก้าไม่อยากพูดมากกับเขา ก่อนจะโบกมือไปทางฉินหมิง “หัวหน้าฉิน จับตัวเขาไปไว้ที่อื่นก่อน รอให้คนมาครบแล้วค่อยสอบถามพร้อมกัน”
“องค์หญิง จ๋าเจียคือทูตสวรรค์ที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้ง และยังเป็นตัวแทนของโจวมู่แห่งซื่อชวน พระองค์ไม่มีสิทธิ์จับข้า!”
ขันทีเห็นฉินหมิงพาคนเข้ามาจับตัวเองจริง ๆ จึงรีบหยิบป้ายทองจากเอว “จ๋าเจียมีป้ายทองพระราชทานจากฝ่าบาท ใครกล้าแตะต้องข้า?”
ฉินหมิงเห็นดังนั้นก็หยุดฝีเท้าทันที
ป้ายทองที่ฮ่องเต้พระราชทานด้วยพระหัตถ์ ก็เท่ากับเขาเป็นตัวแทนของฮ่องเต้
ฉินหมิงไม่กล้าแตะต้องเขาจริง ๆ
องค์หญิงเก้าหัวเราะเสียงเย็นก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้าศึก
“ท่านอาจารย์ ขอยืมดาบหน่อย”
เมื่อนางไปที่ด้านข้างของจินเฟิง เขาก็ปลดดาบทมิฬจากหลังม้าศึกให้ทันที
“องค์หญิงคิดจะทำสิ่งใด?”
ขันทีถอยหลังไปสองก้าวด้วยความตกใจ พลางชูป้ายทองขึ้นอีกครั้ง
องค์หญิงเก้าขยับข้อมือก่อนจะหมุนฝักดาบและใช้แรงทั้งหมดฟาดใส่หน้าขันทีอย่างแรง!
!!!
ฟันหลุดออกจากปากของขันทีสองซี่ และตัวเขาก็อยู่ในอาการงุนงงหลังถูกฟาด
ก่อนที่เขาจะล้มก้นกระแทกพื้นและป้ายทองในมือก็หล่นไปข้างหนึ่ง
องค์หญิงเก้าเดินไปเก็บป้ายทอง แล้วเก็บใส่กระเป๋าอย่างไม่ใส่ใจ “เอาล่ะ ตอนนี้จับได้แล้ว!”
จินเฟิง ฉินหมิง ชิ่นเอ๋อร์ ……
ทุกคนต่างมีสีหน้าไม่อยากเชื่อสายตา เช่นเดียวกับขันทีที่ถูกตบ
พวกเขาไม่คิดเลยว่าองค์หญิงเก้าจะลงมือแย่งป้ายทองด้วยตนเอง และยิ่งไม่คิดว่านางจะลงมือตบคนด้วยตัวเอง!
ที่จริงแล้ว องค์หญิงเก้าก็ไม่มีทางเลือก
เพราะมีป้ายทองพระราชทานจากฮ่องเต้ นอกจากนางแล้ว ผู้ที่อยู่ ณ ที่นี้ไม่มีใครกล้าแตะต้องขันที
มิเช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการทำร้ายฮ่องเต้ พูดให้ร้ายแรงหน่อยก็คือการกบฏ
ถึงแม้องค์หญิงเก้าจะเป็นผู้ลงมือ แต่เรื่องนี้ภายหลังก็ยากที่จะอธิบายกับฮ่องเต้
“เจ้า…เจ้ากล้าดียังไงถึงแย่งป้ายทองพระราชทาน แล้วยังกล้าตบจ๋าเจีย!”
ขันทีจ้องมององค์หญิงเก้า “เจ้ารอดูเถิด ข้ากลับไปเมืองหลวงเมื่อใด จะต้องไปขอความเป็นธรรมต่อหน้าฝ่าบาทให้ได้!”
“หัวหน้าฉิน ข้าไม่อยากได้ยินเสียงของมันอีกแล้ว!”
องค์หญิงเก้ากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ปิดปากเสียเจ้าเสียเถิด!”
ฉินหมิงเตะเข้าที่ปากขันที
เขาสวมรองเท้าใส่ออกรบพิเศษของซีเหอวาน ที่พื้นรองเท้ามีแผ่นเหล็ก เตะเพียงครั้งเดียวฟันหน้าของขันที ก็หลุดออกไปอีกหลายซี่
จมูกก็ยุบลงทันที เห็นได้ชัดว่ากระดูกจมูกหัก
ขันทีโกรธจัด และตะโกนใส่นายกองทหารท้องถิ่นว่า “พวกเจ้ายังยืนงงอยู่ทำไม จัดการเลยสิ จับตัวคนบ้านี่ที่กล้าทำร้ายจ๋าเจียผู้เป็นตัวแทนราชสำนักมาลงโทษให้ได้!”
“ผู้ใดกล้าก็เข้ามา!”
ต้าหลิวชักธนูออกมาทันที และเล็งไปที่นายกองทหารท้องถิ่น “หากเจ้าขยับแม้แต่นิด ข้าจะส่งเจ้าไปเยี่ยมบรรพบุรุษเดี๋ยวนี้!”
นายกองทหารท้องถิ่นตกใจจนไม่กล้าขยับเขยื้อน
ทั้งเมืองซื่อชวนรู้กันดีว่าผู้คุ้มกันภัยของสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนล้วนเป็นนักฆ่าตัวยง โดยเฉพาะต้าหลิว ผู้นำองครักษ์ของจินเฟิง ยิ่งเป็นมือสังหารชั้นยอด
นายกองไม่สงสัยเลยว่าต้าหลิวกล้าฆ่าเขาจริง ๆ หรือเปล่า
ถึงแม้ขันทีจะสัญญาผลประโยชน์มากมายให้เขา ทั้งยังรับปากว่าจะพากลับเมืองหลวงด้วย แต่เขาก็ต้องมีชีวิตรอดเพื่อตามไปกับขันทีสิ
เมื่อนายกองไม่ยอมนำทัพ ทหารท้องถิ่นคนอื่น ๆ ก็ลังเลใจ
ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเผชิญหน้ากัน เมิ่งเทียนไห่ก็นำกำลังหลายร้อยนายบุกเข้ามา
กองทัพเวยเซิ่งถูกขันทีตีกระจัดกระจายไปตามกำแพงเมืองทั่วทุกทิศ บังเอิญมีสองสามกองร้อยที่ประจำการอยู่แถวนั้น เมื่อได้ยินเสียงธนูหัวนกหวีดที่เมิ่งเทียนไห่ยิงขึ้น ก็รีบมารวมตัวกันทันที
“คุ้มกันองค์หญิง!”
เมิ่งเทียนไห่ตะโกนสั่ง ทหารกองทัพเวยเซิ่งหลายร้อยนายก็ล้อมวงจินเฟิงและองค์หญิงเก้า พร้อมพรรคพวกไว้ตรงกลาง
กองทัพเวยเซิ่งเป็นกำลังชั้นยอดของชิ่งซินเหยา พวกเขาผ่านการฝึกฝนจากศึกที่ต้าหม่างพัวมาแล้ว พวกเขาหลักร้อยนายก็พอจะต้านทานทหารท้องถิ่นนับพันได้สบาย
ทหารท้องถิ่นใต้บังคับบัญชาของนายกองมีเพียงร้อยนาย เมื่อเห็นกองทัพเวยเซิ่งหลายร้อยนายจ้องมา พวกเขาหลายคนยังไม่ทันได้ลงมือก็ตัวสั่นขาอ่อนไปก่อนแล้ว
“ทิ้งดาบลงแล้วคลานลงกับพื้น ไม่อย่างนั้นถือว่าตั้งใจจะปองร้ายองค์หญิง!”
เมิ่งเทียนไห่ตะโกนใส่ทหารท้องถิ่นว่า “ข้าจะนับถึงสิบ ผู้ใดไม่คุกเข่าลงกับพื้น ข้าจะสังหารเสียให้หมด!”
ผลปรากฏว่ายังไม่ทันที่เขาจะนับ ทหารท้องถิ่นทั้งหมดก็โยนดาบทิ้งและคุกเข่าลงกับพื้นอย่างว่าง่าย
เมิ่งเทียนไห่หัวเราะเยาะ ก่อนจะแบ่งคนออกไปเก็บดาบของทหารท้องถิ่นมารวมกัน
“เอาล่ะ จับตัวพวกมันไป!”
องค์หญิงเก้าพยักหน้าให้เมิ่งเทียนไห่
เมิ่งเทียนไห่รับคำหยิบประทัดท่อเดี่ยวออกมาจากกระเป๋าม้า
ฟิ้ว! ปัง!
ประทัดพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ถึงแม้ตอนกลางวันจะไม่มีสีสัน แต่เสียงระเบิดกลับดังไปไกล
ครู่ต่อมา ที่เมืองซื่อชวนก็มีประทัดลูกหนึ่งพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า คงจะเป็นการตอบรับเมิ่งเทียนไห่
“ท่านอาจารย์ เชิญเถิด เมื่อพวกเราจะไปถึงจวนตระกูลชิ่ง คาดว่าชายอ้วนสวีกับพวกเขาคงถูกจับตัวส่งมาถึงแล้ว”
องค์หญิงเก้ายิ้มน้อย ๆ ให้ จินเฟิงก่อนจะขี่ม้าไปข้างหน้า
จินเฟิงมองแผ่นหลังขององค์หญิงเก้าอย่างซาบซึ้ง “หากนางไม่ลงมือ ก็คงไม่มีอะไร แต่เมื่อนางลงมือแล้ว ก็จับทุกคนได้หมด ช่างเป็นวิธีการที่รวดเร็วดุจสายฟ้าแลบจริง ๆ!”
จับตัวคนได้แล้ว ต่อไปก็ต้องดูว่าองค์หญิงเก้าจะกล้าฆ่าพวกเขาหรือไม่!