ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 643 กลับสู่ซื่อชวน
บทที่ 643 กลับสู่ซื่อชวน
“ใต้เท้าสวี องค์หญิงเก้ามีฝีมือขนาดนั้น แน่นอนว่าพระองค์ไม่ปล่อยให้ท่านจับผิดได้หรอก”
หัวหน้าขันทีเอ่ยขึ้นว่า “เมื่อเมิ่งเทียนไห่กลับมา เขาต้องบอกแน่ ๆ ว่าพวกเขาไล่ตามศัตรูไม่ทันและปล่อยให้ศัตรูหนีไปได้ พวกเราไม่มีทางพิสูจน์ได้เลย”
“ช่างมันเถิด ขอแค่ทหารม้าจากเกาเหยวียนไม่มาก็พอแล้ว”
ชายอ้วนสวีพูดอย่างไม่ยี่หระ
“ข้าบอกแล้วไง ก่อนมาที่นี่ข้าสืบข่าวมาดีแล้วว่าก่าต๋าไม่มีทีท่าจะยกทัพมาเลย แล้วจะมาได้ยังไงกัน?”
คนของตระกูลเซี่ยพูดเสริม
ก่อนมาที่นี่พวกเขาเข้าใจสถานการณ์ในชวนสู่เป็นอย่างดีและยังวางสายลับไว้ตามแนวชายแดนด้วย
หากก่าต๋ายกทัพมาคงปิดบังพวกเขาได้ยาก
เมื่อครู่ที่ได้ยินข่าวว่าพบทหารม้าจากเกาเหยวียน พวกเขายังคิดว่าก่าต๋านำทัพอ้อมผ่านสายลับของพวกเขา แล้วยกทัพมาจากทางอื่นถึงได้ตกใจกลัวขนาดนั้น
ตอนนี้ฟังคำวิเคราะห์ของชายเคราแพะจบ บรรดาผู้มีอิทธิพลก็คลายความกังวลลง
ส่วนผลกระทบจากการปิดประตูเมือง พวกเขาไม่สนใจเลยสักนิด
แค่ติดสินบนพวกทหารท้องถิ่นจากกองกำลังป้องกันเมืองสักสองสามคน ถึงเวลาถึงแม้จะอยู่ในเมืองก็สามารถส่งข่าวไปนอกเมืองได้เช่นกัน
“ทุกท่านอย่าได้ประมาทเชียว”
ชายเคราแพะเตือนว่า “ที่ชิ่งซินเหยาใช้กลอุบายเช่นนี้ แสดงว่าองค์หญิงเก้าเริ่มโต้กลับแล้ว ทุกท่านก็ทำตามแผนเดิม รีบลงมือโดยเร็วเถิด อย่าให้เกิดเรื่องอีก”
“ใช่ รีบขายข้าวออกไปแล้วไปกันเถิด ชวนสู่ทั้งชื้นทั้งหนาวเหน็บ ข้าไม่มาอีกแล้วล่ะ”
เหล่าผู้มีอำนาจต่างพากันพยักหน้า จากนั้นก็แยกย้ายกันไป
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม ผู้ดูแลของแต่ละตระกูลก็ส่งคำสั่งของพวกเขาไปยังนอกเมือง
สายลับที่แต่ละตระกูลฝึกฝนมาก็เริ่มลงมือทันที
ฝูงนกพิราบนำสารบินไปยังที่ซ่อนตัวของโจรท้องถิ่นทั่วชวนสู่
โจรท้องถิ่นบางกลุ่มที่ตอบสนองได้ไว ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันนั้นก็เริ่มจัดคนขนอาหารไปยังยุ้งฉางของคหบดีท้องถิ่น
และในที่สุดองค์หญิงเก้าที่ประทับอยู่ซีเหอวานก็ได้รับจดหมายตอบกลับจากซื่อชวนแล้ว
ชิ่งซินเหยาประจำการอยู่ที่ซื่อชวนมาหลายปี การกระทำเล็ก ๆ น้อยๆ ของพวกผู้มีอิทธิพลไม่มีทางรอดพ้นสายตาของเขาไปได้
“หากพวกเขาเอาความคิดนี้ไปใช้เพื่อชาติและประชาชน แผ่นดินต้าคังจะตกต่ำถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?”
องค์หญิงเก้าส่งจดหมายให้จินเฟิงทันที ในดวงตาของนางฉายแววเหี้ยมโหดวาบผ่าน “พวกเขาคงคิดว่าข้าไม่กล้าลงมือฆ่าพวกเขาสินะ!”
ก่อนหน้านี้ จินเฟิงเป็นฝ่ายยืนกรานจะสังหารพวกขุนนางหรือผู้มีอิทธิพล แต่ตอนนี้องค์หญิงเก้าก็คิดจะลงมือสังหารเช่นกัน
ข้าวในชวนสู่แต่เดิมก็มีไม่พอกินอยู่แล้ว วันนี้พวกเขายังพากันกดปริมาณส่งออกในแต่ละพื้นที่ลงครึ่งหนึ่งพร้อมกัน ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนโดยตรง ราคาข้าวจึงพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ก่อนหน้านี้ราคาก็สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึงสองสามเท่าแล้ว แต่ในช่วงบ่ายวันนั้น ช่วงเวลาสั้น ๆ กลับพุ่งขึ้นไปอีกสามเท่า
แม้จะมีเงินก็ไม่สามารถรับรองว่าจะซื้อหาได้
“พวกคนชั่วได้ลงมือไปแล้ว พรุ่งนี้พวกเราก็ออกเดินทางได้แล้วใช่หรือไม่?”
จินเฟิงถามด้วยสีหน้าเย็นชา
“ได้เลย!” องค์หญิงเก้าพยักหน้า “ท่านอาจารย์โปรดแจ้งผู้คุ้มกันภัยว่า พรุ่งนี้เช้าให้ออกเดินทาง ไม่ต้องพาคนไปมากนัก แต่ให้เร่งความเร็วสูงสุดไปยังซื่อชวนโดยเร็วที่สุด!”
พวกผู้มีอิทธิพลลงมือเร็วและโหดเหี้ยมกว่าที่องค์หญิงเก้าคาดการณ์ไว้มาก
ตอนนี้ไม่ต้องให้จินเฟิงเร่งรัด องค์หญิงเก้าก็อดใจรอไม่ไหวแล้ว
ถ้าปล่อยให้อีกฝ่ายก่อกวนอีกสักพัก ชวนสู่ก็คงถึงจุดจบ
ถึงตอนนั้นต่อให้หาเสบียงมาได้ ก็ไม่แน่ว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้
“ดีมาก!”
จินเฟิงพยักหน้าแล้วเรียกต้าหลิวเข้ามา
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่หมอกยังไม่จางหมด จินเฟิงและองค์หญิงเก้าก็ออกเดินทางแล้ว
ผู้คุ้มกันภัยทุกคนหนึ่งใช้ม้าขับเคลื่อนสามตัว
ระหว่างทางกองทัพหยุดพักเพียงสามครั้ง เพราะพวกเขาเร่งความเร็วสูงสุดมุ่งหน้าไปยังซื่อชวน
ตอนนี้ประตูเมืองซื่อชวนยังปิดอยู่ องค์หญิงเก้าไม่ได้ไปเคาะประตู แต่พาจินเฟิงไปที่เหล่ากวาโกว
ตอนนั้นชาวบ้านบุกทะลวงค่ายม้าศึกของตานจูก็ได้มารวมตัวกันที่นี่
หลังจากที่องค์หญิงเก้าซื้อม้าศึกจากชาวบ้าน ก็ขนย้ายออกไปส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็ทิ้งไว้ที่เหล่ากวาโกวและยังส่งกองทัพระดับสามมาโดยเฉพาะ เพื่อเฝ้าดูแลม้าศึกพร้อมกับฝึกฝนวิชายิงธนู
และตอนนี้เมิ่งเทียนไห่ก็ซ่อนตัวอยู่ที่เหล่ากวาโกว
เมื่อเห็นจินเฟิงและองค์หญิงเก้า เมิ่งเทียนไห่ก็ยิ้มกว้าง
“ท่านอาจารย์ องค์หญิงเก้ามาถึงแล้ว!”
นับตั้งแต่ชิ่งซินเหยาถูกปลดออกจากตำแหน่ง กองทัพเวยเซิ่งก็ถูกกลั่นแกล้งอยู่บ่อยครั้ง
แม้จะเป็นกองกำลังหลักที่เก่งกาจ แต่กลับถูกขันทีสั่งให้ไปร่วมมือกับทหารท้องถิ่นในการทำหน้าที่เป็นกองกำลังป้องกันเมือง
เบี้ยเลี้ยงและเสบียงก็ถูกหักลดลงไปไม่น้อย ยังมีข่าวลือว่าขันทีกำลังจะเปลี่ยนตัวเมิ่งเทียนไห่ด้วย
เรื่องนี้ทำให้เมิ่งเทียนไห่กังวลใจมาสักพักแล้ว
เมื่อได้พบจินเฟิงและองค์หญิงเก้าอีกครั้งก็รู้สึกสบายใจขึ้น
“ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?” องค์หญิงเก้าถาม
“ตอนนี้ได้ความแน่ชัดแล้วว่าพวกวายร้ายเหล่านั้นได้ติดสินบนทหารในกองกำลังป้องกันเมือง เพื่อส่งข่าวสารออกไปนอกเมืองโดยใช้ตะกร้าแขวนลงมาจากบนกำแพง”
พูดถึงตรงนี้ สีหน้าของเมิ่งเทียนไห่ก็ดูไม่ค่อยดีนัก
เพราะในบรรดาทหารที่ถูกติดสินบนนั้น ไม่เพียงแต่มีทหารท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังมีทหารจากกองทัพเวยเซิ่ง อีกสองสามคนด้วย
“เรื่องพวกนี้แม่ทัพเมิ่งจัดการได้เลย ข้าอยากรู้ว่าพวกชายอ้วนสวีนั้นหนีรอดไปได้หรือไม่?”
“ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ คนที่อยู่ในรายชื่อที่พระองค์ให้ข้ามา ล้วนอยู่ในเมืองทั้งหมด ไม่มีใครหลบหนีไปได้สักคน!”
เมิ่งเทียนไห่ยืนยันอย่างหนักแน่น
“พวกคนที่ลอบติดต่อกับโจรท้องถิ่นอย่างนั้นจับตัวได้ครบหรือยัง?”
“จับได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ ใต้เท้าชิ่งได้ส่งคนไปจับตาดูอยู่ พร้อมจะจับกุมได้ทุกเมื่อ!”
“ดีมาก!”
เมื่อได้ยินดังนั้น องค์หญิงเก้าก็คลายความตึงเครียดบนใบหน้าลง “แม่ทัพเมิ่ง กลับเมืองกันเถิด ถึงเวลาที่จะไปพบพวกเขาแล้ว!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เมิ่งเทียนไห่ตอบรับแล้วหันหลังจากไป
พวกผู้มีอำนาจได้ส่งคนมาจับตามองซีเหอวาน หลังจากที่จินเฟิงและองค์หญิงเก้าออกไปได้ไม่นาน พวกเขาก็ได้รับข่าว
เมื่อจินเฟิงและคณะมาถึงประตูเมืองทางเหนือ หัวหน้าขันทีก็รออยู่บนกำแพงเมืองแล้ว
“ปล่อยตะกร้าลงมา ข้าจะขึ้นไป!”
เมิ่งเทียนไห่ตะโกนอยู่ใต้กำแพงเมือง
ทหารที่รับผิดชอบประตูเมืองทางเหนือของถูกหัวหน้าขันทีเปลี่ยนเป็นทหารท้องถิ่นที่เชื่อฟังคำสั่งของเขามากกว่าแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของเมิ่งเทียนไห่ ทหารท้องถิ่นนายนั้นก็รีบหันไปมองขันทีทันที
ขันทีก็ไม่ได้ทำให้เมิ่งเทียนไห่ลำบากใจในเรื่องเล็กน้อยนี้ จึงส่งสัญญาณให้ทหารนายนั้นปล่อยตะกร้าลงไป
“จ๋าเจียเดาว่าแม่ทัพเมิ่งคงตามไล่ล่าทหารม้าเกาเหยวียนไม่ทันใช่หรือไม่?”
ขันทีมองเมิ่งเทียนไห่ด้วยสีหน้าเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้ม
“เป็นขันทีแล้วยังพูดจาริบงออีก ไม่แปลกใจเลยที่ไม่มีลูกหลานสืบสกุล!”
เมิ่งเทียนไห่บ่นพึมพำ แล้วเดินไปทางด้านข้างสองสามก้าว
“อวดดีนักนะเมิ่งเทียนไห่ กล้าดูหมิ่นใต้เท้าโจวมู่ ถือว่าสมควรตาย!”
นายกองทหารท้องถิ่นเป็นคนที่เพิ่งได้รับการเลื่อนขั้นจากขันที จึงภักดีอย่างที่สุด เขาตะโกนด้วยความโกรธว่า “ใต้เท้าโจวมู่โปรดอนุญาตให้ผู้ใต้บังคับบัญชาฆ่าเขาผู้นี้เถิด!”
“ตอนนี้องค์หญิงกำลังทอดเนตรอยู่ที่ใต้กำแพงเมือง จ๋าเจียไม่กล้าฆ่าแม่ทัพเมิ่งหรอก!”
แววตาอำมหิตวูบขึ้นในดวงตาของขันที แต่ก็ถูกข่มกลับลงไปอย่างรวดเร็ว
เขาชี้ไปที่หนังสือเปิดเมืองบนโต๊ะข้างๆ “แม่ทัพเมิ่ง เจ้าอย่าได้อวดเก่งไปเลย รีบเปิดประตูเมืองให้องค์หญิงและท่านอาจารย์จินเข้าเมืองเร็ว ๆ เถิด”
เมิ่งเทียนไห่แค่นเสียงหัวเราะ ก่อนจะหยิบตราอาญาสิทธิ์ออกมาจากใต้แขนเสื้อและประทับลงบนหนังสือเปิดเมือง
ขันทีส่งสัญญาณให้นายกองถือหนังสือลงไปเปิดประตูเมือง
เมิ่งเทียนไห่มองไปรอบ ๆ ก็พบว่าคนของตนถูกเรียกตัวออกไปหมด จึงหยิบหน้าไม้ที่พกติดเอวขึ้นมาและยกมือยิงธนูหัวนกหวีดขึ้นฟ้า
“เจ้าทำอะไรน่ะ?” ขันทีขมวดคิ้วถาม
ปัจจุบันธนูหัวนกหวีดไม่ใช่ของแปลกใหม่ในซื่อชวนแล้ว ประชาชนต่างรู้ดีว่ามันใช้เพื่อเรียกระดมพล ทำหน้าที่คล้ายกับการตีกลองรวมพล
สัญชาตญาณของขันทีบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“ผู้ติดตามของข้าหายไปกันหมด ข้าเรียกพวกเขามาต้อนรับองค์หญิงพร้อมกันไม่ได้หรือไร?”
เมิ่งเทียนไห่พูดอย่างไม่ยี่หระ