ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 648 เรือนรับรองลวี่สุ่ย
บทที่ 648 เรือนรับรองลวี่สุ่ย
“เสื้อผ้าดูหลวมไปหน่อย สายคาดเอวก็ไม่เหมือนแบบเดิม?”
ชิ่งมู่หลานตาเบิกกว้าง “แล้วหลังจากกลับหมู่บ้านไป อู่หยางได้ติดต่อกับท่านอาจารย์ตามลำพังอีกหรือไม่?”
“หลังจากกลับหมู่บ้าน ท่านอาจารย์ก็เริ่มยุ่ง จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นข้าจึงได้พบหน้า…”
ชิ่นเอ๋อร์จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงอาหารให้ฟังอีกครั้ง
“เกินไปจริง ๆ ถึงกับพูดกับอู่หยางแบบนั้น!”
เมื่อชิ่งมู่หลานได้ยินก็แทบระเบิดความโกรธ
ถึงแม้นางจะเป็นคนตรงไปตรงมา แต่ในเมื่อเกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์ แม้แต่ถังเสียวเป่ยยังฟังออกถึงความหมายแฝงในคำพูดของจินเฟิง นางย่อมเข้าใจเช่นกัน
คำพูดของจินเฟิงในโรงอาหารนั้นเป็นการตำหนิองค์หญิงเก้า
ชิ่งมู่หลานรู้ความคิดขององค์หญิงเก้ามานานแล้ว และเตรียมใจไว้แล้วหากองค์หญิงเก้าและจินเฟิงจะได้ครองคู่กัน
แต่องค์หญิงเก้ามีฐานะสูงส่ง ต่อให้บุตรชายของกั๋วกงได้แต่งงานด้วย ก็ต้องรับใช้อย่างระมัดระวัง สุดท้ายพอมาถึงจินเฟิง เพียงแค่ หยั่งเชิงไปนิดหน่อย ก็โดนจินเฟิงตำหนิเสียแล้ว
ถึงแม้ชิ่งมู่หลานจะสนิทสนมกับจินเฟิงไม่น้อยและซาบซึ้งที่จินเฟิงสอนนางหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ก็ยังคงรู้สึกเห็นใจองค์หญิงเก้า อยู่ดี
“ชิ่นเอ๋อร์ เจ้าดูแลองค์หญิงเก้าให้ดี ต้มยาตามที่หมอสั่ง ข้าจะไปถามคนแซ่จินนั่นให้ชัดเจน ว่าเขาคิดอย่างไรกันแน่”
“รับทราบ!”
ชิ่นเอ๋อร์พยักหน้า
ชิ่งมู่หลานเห็นดังนั้น อดมองชิ่นเอ๋อร์อย่างลึกซึ้งไม่ได้ ก่อนจะหันไปมององค์หญิงเก้าอีกครั้ง
นางมีนิสัยเปิดเผย ทำอะไรหุนหันพลันแล่น แต่ก็ไม่ใช่คนโง่เขลา
ชิ่นเอ๋อร์ได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นทางการในวังหลวง ไม่ว่าองค์หญิงเก้าจะเลือกอย่างไร นางก็ไม่มีสิทธิ์ซักถามและยิ่งไม่กล้าเผยแพร่ความลับขององค์หญิงเก้าไปทั่ว
หากชิ่นเอ๋อร์ทำเรื่องนี้ไม่ได้ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นองครักษ์ส่วนตัวขององค์หญิงเก้า
แต่จากคำพูดของชิ่นเอ๋อร์เมื่อครู่ ชัดเจนว่ากำลังชักจูงให้นางไปหาเรื่องจินเฟิง
นี่ทำให้ชิ่งมู่หลานสงสัยโดยไม่ได้ตั้งใจว่า องค์หญิงเก้าใช้ให้ชิ่นเอ๋อร์ทำแบบนี้หรือไม่
“ช่างเถิด ไปถามท่านอาจารย์ก่อนว่าท่านคิดอย่างไร! ส่วนอู่หยาง รอนางตื่นแล้วข้าค่อยถามนางอีกที!”
ชิ่งมู่หลานสะบัดผมเดินออกจากเรือนเล็ก ๆ ไป
แต่เมื่อครู่ที่ต้องหาหมอมาตรวจองค์หญิงเก้า ทำให้เสียเวลาไปมาก พอนางมาถึงลานเมื่อครู่ จินเฟิงและชิ่งซินเหยาก็ออกไปแล้ว
ถามพวกเขาไปที่ไหน ทหารผู้ช่วยของชิ่งซินเหยาก็ไม่บอก เพียงแต่บอกว่าพวกเขาไปทำเรื่องใหญ่
ชิ่งมู่หลานไม่มีทางเลือก ได้แต่กลับไปที่เรือนของตัวเองเพื่อดูแลองค์หญิงเก้า
นอกเมืองซื่อชวน…
จินเฟิงและชิ่งซินเหยากำลังนำกลุ่มผู้คุ้มกันภัยวิ่งไปบนถนนหลวง และสุดท้ายก็หยุดอยู่ที่ด้านนอกของหุบเขาแห่งหนึ่ง
ตรงหน้าพวกเขา มีซุ้มประตูขนาดใหญ่และหรูหรา…เรือนรับรองลวี่สุ่ย
เรือนรับรองลวี่สุ่ยเป็นสถานที่พักผ่อนชั้นดีที่สุดในเมืองซื่อชวน และยังเป็นสถานที่พักผ่อนหน้าร้อนของชนชั้นสูงและเศรษฐีในเมืองซื่อชวนอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ ตอนที่ตานจูบุกเข้ามา แม้ว่าที่นี่จะถูกทหารม้าปล้นสะดมไปครั้งหนึ่ง แต่เรือนรับรองลวี่สุ่ยก็ได้รับข่าวล่วงหน้า และผู้ดูแลจึงพาคนและของมีค่าหนีไป
ทหารม้าเผาห้องไปสองสามห้อง แต่พบว่าห้องของเรือนรับรองลวี่สุ่ยสร้างจากอิฐและหิน ไม่ติดไฟง่าย พวกเขาจึงได้แต่สบถและจากไป
หลังจากที่จินเฟิงและองค์หญิงเก้าเอาชนะตานจูได้แล้ว ผู้ดูแลก็นำคนกลับมาสร้างเรือนรับรองลวี่สุ่ยขึ้นใหม่อีกครั้ง
และสถานที่แห่งนี้ก็เพิ่งเปิดทำการไปไม่นาน
ด้วยบทเรียนจากการถูกทหารม้าปล้นสะดมมาก่อน เพื่อความปลอดภัยของสถานที่ ผู้ดูแลจึงไม่เพียงแต่สร้างด้านในใหม่ แต่ยังตั้งป้อมยามไว้นอกหุบเขาอีกหลายแห่ง
หากเกิดเหตุการณ์ทหารม้าปล้นสะดมอีก แขกในเรือนรับรองจะได้มีเวลาอพยพออกมาก่อนได้
แต่ป้อมเหล่านี้ถูกชิ่งซินเหยาจับตามองไว้นานแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เป้าหมายหนีรอด ก่อนออกเดินทางชิ่งซินเหยาจึงส่งคนไปควบคุมป้อมด้านนอกทั้งหมด
เหลือเพียงป้อมไม่กี่แห่งที่อยู่ใกล้เรือนรับรองเท่านั้นที่ไม่ได้ไปยุ่ง
เมื่อจินเฟิงและชิ่งซินเหยามาถึง ผู้ดูแลของเรือนรับรองก็เพิ่งได้รับข่าว จึงรีบวิ่งออกมาต้อนรับและถามด้วยท่าทางหอบหายใจว่า “ใต้เท้าชิ่ง ท่านจินหนาน...ลมอะไรพัดพาท่านทั้งสองมาที่นี่กัน?”
คนที่ทำกิจการแบบนี้ได้ ล้วนเป็นพวกที่มีไหวพริบ
แม้จินเฟิงจะไม่เคยมาที่นี่มาก่อน แต่ผู้ดูแลก็จำเขาได้ทันที
“เฉินเหลียนฉี โจวอันเฟิง หลิวลี่เชียนอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?”
ชิ่งซินเหยามองลงมาจากหลังม้าและเอ่ยถาม
“ใต้เท้าชิ่ง ท่านก็รู้ว่าเรือนรับรองลวี่สุ่ยของพวกข้าไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลของแขกได้ ไม่เช่นนั้นต่อไปคงทำการค้าไม่ได้แล้ว ขอท่านโปรดเห็นใจด้วย”
ผู้ดูแลเรือนรับรองตอบพร้อมรอยยิ้ม
“รีบพูดมา!”
ชิ่งซินเหยายกแส้ขึ้นอย่างหงุดหงิดและฟาดใส่ผู้ดูแลหนึ่งที
สถานะของพ่อค้าในแคว้นต้าคังต่ำเกินไป จินเฟิงเองก็เห็นใจพ่อค้าอยู่ในใจ
แต่จำกัดเพียงพ่อค้ารายย่อยที่ต้องตากแดดตากลมและยังต้องเสี่ยงกับการถูกโจรท้องถิ่นปล้นฆ่า ไม่ใช่พ่อค้ารายใหญ่ที่ร่ำรวยเหลือเฟือเช่นนี้
แท้จริงแล้วนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้สถานะของพ่อค้าไม่สูงนัก
ทั้ง ๆ ที่หาเงินได้มากมาย แต่กลับยิ่งโลภมากขึ้น
เช่นผู้ดูแลตรงหน้านี้ ทั้ง ๆ ที่รู้ฐานะของชิ่งซินเหยา แต่ยังคงขัดขวางไม่ให้ชิ่งซินเหยาเข้าไปด้วยเหตุผลว่าจะกระทบต่อกิจการ
นี่ไม่ใช่การต่อต้านส่วนราชการหรอกหรือ?
โจวมู่ผู้ยิ่งใหญ่นำคนมาสืบคดีจับคนด้วยตนเอง แต่กลับเข้าไปด้านในไม่ได้ การปกครองของแคว้นต้าคังเสื่อมทรามถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่ล่มสลายจะไปไหนได้?
สิ่งนี้ทำให้ชิ่งซินเหยารู้สึกเสียหน้าต่อหน้าจินเฟิง ดังนั้นแส้ครั้งนี้จึงใช้เต็มแรง
ชุดแพรไหมของผู้ดูแลถูกฟาดจนเป็นรอยขาดในทันที
ความโกรธปรากฏในดวงตาเพียงเสี้ยววินาที แต่ใบหน้ายังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“ใต้เท้าชิ่ง ท่านกำลังทำให้ข้าน้อยผู้ต่ำต้อยลำบากใจ กฎของเรือนรับรองแห่งนี้ใต้เท้าโจวเป็นผู้กำหนดและทำลายไม่ได้ มิเช่นนั้นข้าน้อยผู้ต่ำต้อยคงไม่มีหน้าไปพบใต้เท้าโจวแล้ว!”
นี่ก็คือการอ้างสายสัมพันธ์แล้ว
เรือนรับรองลวี่สุ่ยเป็นสถานที่ที่สามารถทำเงินได้มากมายในแต่ละเดือน จนประชาชนธรรมดาไม่อาจจินตนาการได้
องค์ประกอบของเจ้าของเบื้องหลังก็ซับซ้อนมาก
มีทั้งพ่อค้าและขุนนางผู้รับผิดชอบการลงทุน โจรป่าผู้ชั่วร้ายที่รับผิดชอบความปลอดภัยและแน่นอนว่าขาดไม่ได้คือขุนนางผู้ทรงอิทธิพลที่คอยอำนวยความสะดวก
ผู้ดูแลรู้ว่าคนมีอำนาจทั่วไปไม่สามารถข่มขู่ชิ่งซินเหยาได้ จึงหงายไพ่ตายอย่างใต้เท้าโจวออกมา
ตระกูลโจวแห่งเมืองหลวงถือเป็นผู้สนับสนุนหลักของเรือนรับรองลวี่สุ่ย
นี่ก็เป็นเหตุผลที่ชิ่งซินเหยาไม่เคยย่างกรายเข้ามาที่เรือนรับรองลวี่สุ่ยเลย
“ไม่ต้องไปรายงานใต้เท้าโจวแล้ว เขาสมรู้ร่วมคิดกับโจรท้องถิ่นกักตุนเสบียงโดยมิชอบ ทำให้ราคาข้าวพุ่งสูงและสร้างความเดือดร้อนให้ราษฎร หัวของเขาถูกองค์หญิงเก้าแขวนไว้บนประตูเมืองแล้ว!”
ชิ่งซินเหยาหันหน้าไปตะโกนว่า “ถ้าเจ้าไม่อยากบอกว่า เฉินเหลียนฉีอยู่ที่ใดก็ย่อมได้ เมิ่งเทียนไห่พาคนไปค้นให้ทั่ว!”
“รับทราบ!”
เมิ่งเทียนไห่นำกองทัพเวยเซิ่งบุกเข้าไปในเรือนรับรองทันที
พวกมือปราบที่เฝ้าประตูตกใจจนต้องพิงกำแพงและไม่กล้าเข้ามาขวาง
“ใต้เท้าโจวถูกองค์หญิงเก้าสังหารแล้วหรือ?”
สมองของผู้ดูแลเรือนรับรองอื้ออึงไปหมด
ด้วยฐานะของชิ่งซินเหยา เรื่องแบบนี้เขาไม่มีทางโกหกแน่
ถ้าเขาบอกว่าใต้เท้าโจวตายแล้ว ก็ต้องตายจริง ๆ แน่นอน
ผู้ดูแลคิดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าที่พื้นและคำนับให้ชิ่งซินเหยา
“ใต้เท้าชิ่ง ข้าน้อยผู้ต่ำต้อยรู้ผิดแล้ว ข้าน้อยผู้ต่ำต้อยยินดีจะนำทางให้ท่าน!”
“ไม่ต้องหรอก วันนี้ข้าอยากจะดูให้รู้ว่าในเรือนรับรองลวี่สุ่ยมีผู้ใดอาศัยอยู่บ้าง เหตุใดถึงได้ลึกลับเช่นนี้!”
ชิ่งซินเหยากล่าวว่า “หากเจ้าต้องการพบใต้เท้าโจว ข้าสามารถส่งเจ้าไปพบได้!”
กล่าวจบ เขาก็พาจินเฟิงและผู้คุ้มกันภัยขี่ม้าเข้าไปในเรือนรับรองลวี่สุ่ย
เรือนรับรองลวี่สุ่ยที่ตกแต่งใหม่นั้น มีการแกะสลักคานและวาดลวดลายอย่างวิจิตรตระการตา เปล่งประกายสีทองระยิบระยับ
สามารถเห็นเหล่าหญิงสาวรูปร่างงดงามใบหน้าหมดจด เดินผ่านไปมาเป็นกลุ่ม ๆ ได้ตลอดเวลา