ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 650 หลังประตูสุราเหลือเนื้อกองเน่า บนถนนคนนอนหนาวเคล้ากระดูก
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 650 หลังประตูสุราเหลือเนื้อกองเน่า บนถนนคนนอนหนาวเคล้ากระดูก
บทที่ 650 หลังประตูสุราเหลือเนื้อกองเน่า บนถนนคนนอนหนาวเคล้ากระดูก
ภัยพิบัติที่เลวร้ายในเมืองชวนสู่ในวันนี้เกี่ยวข้องกับพ่อค้าข้าวเหล่านี้ที่อยู่ตรงหน้า
หากพวกเขาไม่ใส่ร้ายจินเฟิงและทำให้ยุ้งฉางของหอการค้าถูกปิดตาย จินเฟิงคงได้เริ่มบรรเทาทุกข์ไปนานแล้ว
และคงจะไม่มีผู้คนล้มตายด้วยความหิวโหยและความหนาวเย็นมากมายถึงเพียงนี้
ก่อนมาถึงซื่อชวน จินเฟิงแทบอยากจะสับพ่อค้าข้าวพวกนี้เป็นชิ้นไปป้อนสุนัข แต่ตอนนี้จับตัวพวกเขาได้แล้วและได้เห็นความน่าเกลียดน่าชังของพวกเขา กลับรู้สึกสงบลงอย่างประหลาด
องค์หญิงเก้าสามารถจัดการกลุ่มผู้มีอำนาจได้ ดังนั้นชะตากรรมของพ่อค้าข้าวเหล่านี้ย่อมไม่ต่างกันมากนัก
หลังจากวิ่งวุ่นไปมาสักพัก จินเฟิงรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มทีและไม่อยากจะเอาเรื่องกับพวกที่ถูกกำหนดชะตาชีวิตให้ต้องตายอีกต่อไป
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ให้ต้าหลิวยุ่งกับพ่อค้าข้าว เพียงแค่โบกมือสั่งให้กองทัพเวยเซิ่งนำตัวพวกเขาไป ให้พ่อค้าข้าวเดินกลับเมืองซื่อชวนด้วยเท้าเปล่าเหมือนคนอื่น ๆ
“ใต้เท้า ท่านอาจารย์ ท่านดูสิว่าข้าพบอะไรในครัวด้านหลัง”
เมิ่งเทียนไห่ถือก้อนอุ้งเท้าหมีขนาดใหญ่วิ่งเข้ามา “อุ้งเท้าหมีอ้วนหนาขนาดนี้หาได้ยาก ถึงจะมีเงินก็ไม่แน่ว่าจะซื้อได้ ไม่คิดเลยว่าในเรือนรับรองลวี่สุ่ยจะมีของสำรองมากขนาดนี้!”
ในชีวิตที่แล้วของจินเฟิง หมีดำกับเสือนั้นถือเป็นสัตว์ป่าสงวน แต่ในต้าคังกลับเป็นภัยคุกคามอย่างมาก การฆ่าหมีดำและเสือนั้นส่วนราชการไม่เพียงไม่ตำหนิแต่ยังให้รางวัลอีกด้วย
ทองคำก้อนแรกของจินเฟิงในต้าคังก็ได้มาจากการฆ่าเสือ
การเคลื่อนไหวของหมีดำไม่ว่องไวเท่าเสือ ดังนั้นมักจะอาศัยอยู่ในป่าลึกที่ผู้คนไม่ค่อยเข้าไป การล่าหมีดำจึงยากกว่าการล่าเสือมาก ปกติจึงหาซื้ออุ้งเท้าหมีในตลาดได้ยาก
ตั้งแต่มีใช้ชีวิตมาสองชาติภพ จินเฟิงยังไม่เคยกินอุ้งเท้าหมีเลย หากพบนายพรานขายอุ้งเท้าหมี จินเฟิงก็ยินดีจะซื้อมาลองชิม
แต่ตอนนี้เขากลับไม่มีความอยากอาหารเลยสักนิด
เมิ่งเทียนไห่แขวนอุ้งเท้าหมีไว้บนหลังม้าและพูดยิ้ม ๆ ว่า “ท่านอาจารย์ ใต้เท้า ในครัวหลังไม่ได้มีแค่อุ้งเท้าหมี แต่ยังมีลิงอีกหลายสิบตัว สมองลิง ริมฝีปากลิง นมลิง ล้วนเป็นของดีทั้งนั้น พวกเราโชคดีจริง ๆ …”
“ไม่ต้องพูดแล้ว!”
จินเฟิงฟังไม่ไหวจริง ๆ จึงเอ่ยปากห้ามเมิ่งเทียนไห่ “ไปปล่อยลิงพวกนั้นออกเดี๋ยวนี้!”
ชวนสู่เป็นที่ที่มีลิงมาก สมองลิงเป็นอาหารที่พบเห็นได้ทั่วไปในงานเลี้ยงของชนชั้นสูงแห่งชวนสู่
แม้ว่าจินเฟิงจะไม่เคยกินแต่ก็เคยได้ยินมา
การกินสมองลิงต้องมัดลิงเอาไว้ จากนั้นงัดกะโหลกศีรษะออกทั้งที่มันยังเป็น ๆ แล้วราดน้ำมันร้อนก่อนจะตักกินด้วยช้อน
เพียงแค่คิดจินเฟิงก็รู้สึกว่ามันโหดร้ายแล้ว
ในใจของเขานึกถึงกล่องไม้สองสามใบที่เห็นในห้องจัดเลี้ยงของผู้มั่งคั่งเมื่อครู่โดยไม่ได้ตั้งใจ
ตอนนั้นเขายังสงสัยอยู่เลยว่ากล่องพวกนั้นใช้ทำอะไร ตอนนี้รู้แล้ว
กล่องน่าจะใช้สำหรับตรึงพวกลิง
“ท่านอาจารย์ ในครัวหลังยังมีตัวเสือดาว หนอกอูฐ หอยโข่งทะเลอะไรพวกนี้ หากท่านอาจารย์ไม่ชอบกินสมองลิง ข้าจะเอาอย่างอื่นมาให้”
เมิ่งเทียนไห่ยังไม่ทันสังเกตความผิดปกติของจินเฟิงจึงพูดต่อไปอย่างตื่นเต้น “หอยโข่งทะเลพวกนั้นยังมีชีวิตอยู่เลย ไม่รู้ว่าพวกเขาขนมาจากชายทะเลได้อย่างไร”
“ไม่ต้องแล้ว กินของเหล่านี้ ข้ากลัวจะถูกสวรรค์ลงโทษ!”
จินเฟิงส่ายหัวและห้ามเมิ่งเทียนไห่อีกครั้ง
เงินตราของชนชั้นสูงก็ว่าได้ว่าล้วนมาจากการขูดรีดประชาชน เรือนรับรองลวี่สุ่ยรับใช้ชนชั้นสูงและเศรษฐีโดยเฉพาะ ของจากที่นี่ จินเฟิงกินไม่ลงจริง ๆ
เขารู้สึกขยะแขยง
“เอาอุ้งเท้าหมีคืนไป!” ชิ่งซินเหยาจ้องมองเมิ่งเทียนไห่ด้วยสายตาดุดัน “เจ้าเป็นแม่ทัพของกองทัพเวยเซิ่ง ไม่ใช่โจรท้องถิ่น!”
“ทราบ!”
ต่อให้เมิ่งเทียนไห่จะเป็นคนทึ่ม แต่ในตอนนี้ก็สังเกตเห็นความผิดปกติของจินเฟิงจึงรีบนำอุ้งเท้าหมีออกไป
“ถ่ายทอดคำสั่งออกไปว่ากองทัพเวยเซิ่งมาเพื่อจับคนไม่ใช่มาปล้นสะดม ผู้ใดกล้าฉวยโอกาสรังแกสตรีที่นี่ หรือหยิบฉวยของที่นี่ จะถูกลงโทษตามกฎของกองทัพ!”
ชิ่งซินเหยาเสริมอีกประโยค
ทหารที่ค้นบ้านแล้วฉวยโอกาสขโมยของนับเป็นกฎที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมานานแล้ว
เมิ่งเทียนไห่หยิบของจากห้องครัวหลังของเรือนรับรองลวี่สุ่ย ด้วยท่าทางเป็นเรื่องปกติธรรมดา ชอบธรรมและมั่นใจ
หากแม่ทัพเป็นเช่นนี้ ทหารผู้ใต้บังคับบัญชาก็ย่อมเอาอย่าง
เมื่อครู่จินเฟิงเห็นทหารหลายนายเตะประตูแล้วแอบยัดของมีค่าในห้องใส่อกเสื้อ
แต่กองทัพเวยเซิ่งไม่ใช่ของจินเฟิง เขาจึงไม่อาจจัดการได้
“ท่านอาจารย์ ข้าปกครองทหารไม่เข้มงวด ทำให้ท่านอาจารย์ต้องมาพบเรื่องที่ไม่ควร”
หลังเมิ่งเทียนไห่จากไป ชิ่งซินเหยาก็หันไปมองจินเฟิงด้วยท่าทางอับอาย
ที่จริงกองทัพเวยเซิ่งเป็นกองกำลังที่เข้มแข็งที่สุดภายใต้การบังคับบัญชาของชิ่งซินเหยา วินัยทหารถือว่าเข้มงวดและปกติจะไม่เป็นเช่นนี้
เพียงแต่ในสายตาของชิ่งซินเหยา เรือนรับรองลวี่สุ่ยเป็นเพียงที่เผาผลาญเงินทองของเหล่าขุนนาง จึงไม่ได้ควบคุมกองทัพเวยเซิ่ง
เมิ่งเทียนไห่เข้าใจประเด็นนี้ดี จึงกล้าถือวิสาสะนำอุ้งเท้าหมีมาอวด
“เรือนรับรองลวี่สุ่ยไม่ใช่ของชาวบ้านธรรมดา ถ้าจะเอาสิ่งใดก็เอาไปเลย”
จินเฟิงเข้าใจความหมายของชิ่งซินเหยา แต่เขาก็ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าแค่นึกถึงบทกวีสองวรรค ในใจรู้สึกละอายใจเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับกองทัพเวยเซิ่ง”
“ข้าได้ยินมานานแล้วว่าท่านมีพรสวรรค์ด้านกวี ไม่ทราบว่าท่านนึกถึงผลงานชิ้นเอกอะไรขึ้นมาหรือ?”
ชิ่งซินเหยาถามด้วยความสงสัยใคร่รู้
“หลังประตูสุราเหลือเนื้อกองเน่า บนถนนคนนอนหนาวเคล้ากระดูก!”
“หลังประตูสุราเหลือเนื้อกองเน่า บนถนนคนนอนหนาวเคล้ากระดูก…”
ชิ่งซินเหยาท่องตามเบา ๆ แล้วพยักหน้าเล็กน้อย
ระหว่างทางมาจากซื่อชวน เขาได้เห็นศพหลายร่างที่ตายเพราะความหนาวเย็นข้างทาง
พอมาถึงเรือนรับรองลวี่สุ่ย ก็พบกับความฟุ่มเฟือยอีกครั้ง
ซึ่งสอดคล้องกับบทกวีที่จินเฟิงเพิ่งกล่าวไป
“นี่เพียงหนึ่งวรรค ยังมีอีกหรือไม่?”
“ยามรุ่งเรือง ไพร่ฟ้าทุกข์ระทม! ล่มสลาย ไพร่ฟ้าทุกข์ระทม!”
“ยามรุ่งเรือง ไพร่ฟ้าทุกข์ระทม! ล่มสลาย ไพร่ฟ้าทุกข์ระทม?”
ชิ่งซินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย
วรรคก่อนหน้าเป็นเพียงการเสียดสีชนชั้นปกครอง ถึงแม้จะทำให้ผู้คนไม่พอใจ แต่ก็ยังพอทนได้
แต่ประโยคนี้ก็ค่อนข้างผิดข้อห้ามอยู่บ้าง หากมีคนใจร้ายตีความไปในทางที่ไม่ดี ก็อาจกล่าวได้ว่าจินเฟิงกำลังสาปแช่งให้ต้าคังล่มสลาย
อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงบทกวีที่จินเฟิงเคยแต่งมาก่อนหน้านี้ ชิ่งซินเหยาก็คลายความกังวลลง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาแต่งกวีเห็นใจราษฎร เสียดสีราชสำนัก และไม่ใช่ครั้งแรกที่เขากล่าวโทษท้องพระโรงและกำลังสาปแช่งต้าคัง แต่เฉินจี๋กลับไม่ได้ตำหนิจินเฟิงเพราะเรื่องนี้ ตรงกันข้ามยังชมเขาอีกว่าแต่งได้ดี
ในเรื่องนี้เฉินจี๋นับว่ามีใจกว้างขวางและให้อภัยมากกว่าฮ่องเต้ส่วนใหญ่ทีเดียว
“หลังประตูสุราเหลือเนื้อกองเน่า บนถนนคนนอนหนาวเคล้ากระดูก ยามรุ่งเรือง ไพร่ฟ้าทุกข์ระทม! ล่มสลาย ไพร่ฟ้าทุกข์ระทม… นี่มันการเขียนแบบใดกัน?”
แม้ชิ่งซินเหยาจะเป็นแม่ทัพ แต่ก็อ่านตำรามามากมาย จึงพอรู้จักฉันทลักษณ์พื้นฐานของบทกวีอยู่บ้าง
“ไม่มีการเขียนแบบใดหรอก แค่คิดออกมาเท่านั้นเอง”
ตอนนี้จินเฟิงไม่มีอารมณ์ที่จะสนทนาเรื่องบทกวีกับชิ่งซินเหยาจึงตอบไปอย่างขอไปที
เมื่อเห็นว่าจินเฟิงไม่ค่อยกระตือรือร้น ชิ่งซินเหยาก็ไม่ได้ถามอะไรอีก
คนที่ต้องการจับก็จับมาได้แล้ว ชิ่งซินเหยารอให้เมิ่งเทียนไห่ส่งอุ้งมือหมีกลับมาแล้วจึงสั่งให้เดินทางกลับ
ผู้คุ้มกันภัยของจินเฟิงอยู่ด้านหน้า กองทัพเวยเซิ่งคุมตัวพ่อค้าและขุนนางอยู่ด้านหลัง และขบวนก็เดินออกจากเรือนรับรองลวี่สุ่ย
ผู้ที่สามารถใช้บริการที่เรือนรับรองลวี่สุ่ยได้ล้วนแต่เป็นผู้ร่ำรวยหรือมียศถาบรรดาศักดิ์สูงทั้งสิ้น บัดนี้ต้องเปลือยกายเดินท่ามกลางลมหนาว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ารู้สึกอย่างไร
โชคดีที่พ่อค้าและขุนนางเหล่านี้ล้วนอ้วนท้วนทั้งนั้น ใบหน้าอูมเนื้อตัวอวบอ้วน ทนหนาวได้ดี ระหว่างทางมีเพียงสองคนที่อายุมากไม่สามารถทนไหวและล้มลงข้างทาง
ชิ่งซินเหยาทำตามที่พูดจริง ๆ เขาสั่งให้กองทัพเวยเซิ่งโยนพวกเขาทิ้งไว้ข้างทาง ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม