ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 660 โพธิสัตว์จิน
บทที่ 660 โพธิสัตว์จิน
ตรงกลางตำบลจู๋เหลียน มีพื้นที่โล่งกว้างผืนใหญ่ หากเป็นยามสงบสุขอย่างที่เคย ชาวบ้านมักจะตากมู่ลี่ของพวกเขาที่นี่
เนื่องจากอยู่ใกล้เมืองใหญ่อย่างซื่อชวน ในยามที่เกิดภัยพิบัติบางครั้งตระกูลใหญ่จะมาแจกโจ๊กที่ตำบลจู๋เหลียน
สถานที่แจกโจ๊กมักจะเลือกที่พื้นที่โล่งแห่งนี้
ชาวบ้านคิดว่าหอการค้าก็มาแจกจ่ายโจ๊กเช่นกัน จึงพากันพาครอบครัวมุ่งหน้าไปยังพื้นที่โล่ง
ผู้คนจำนวนมากวิ่งมาด้วยเท้าเปล่า ชาวบ้านหลายคนยังอุ้มลูกน้อยมาด้วย
ตระกูลใหญ่หลายแห่งที่มาแจกโจ๊ก มักจะทำเพียงเพื่อสร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงเท่านั้น ปริมาณอาหารมักจะไม่มาก
คนที่มาถึงก่อนอาจจะได้ชามหนึ่ง แต่คนที่มาทีหลังอาจจะไม่ได้แม้แต่น้ำซาวข้าว
แต่เมื่อชาวบ้านมาถึงพื้นที่โล่ง กลับไม่เห็นหม้อใหญ่สำหรับต้มโจ๊กเลย
มีเพียงกระโจมชั่วคราวที่ตั้งขึ้น
ทางด้านซ้ายของกระโจมปักธงดำของสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยน ส่วนด้านขวาปักธงสีทองของหอการค้า
ด้านหลังมีเกวียนจอดอยู่สองสามเล่ม มีผู้คุ้มกันภัยในชุดดำห้าหกคนถือดาบยาวยืนอยู่รอบ ๆ
“ไม่ใช่ว่าจะแจกโจ๊กหรือ แล้วโจ๊กล่ะ?”
“ใช่แล้ว อากาศหนาวขนาดนี้ถ้าไม่แจกโจ๊กแล้วมาตะโกนทำไม ถ้าเด็ก ๆ ถูกความหนาวเล่นงานจะทำอย่างไร?”
“ไม่ต้องพูดถึงเด็กหรอก ถึงพวกเราป่วยเพราะความหนาว ก็ได้แต่รอความตายเท่านั้น”
“ไปกันเถิด กลับบ้านกัน ในอากาศหนาวขนาดนี้หอการค้าจะมาทำอะไรกันแน่?”
…
ชาวบ้านเห็นว่าไม่มีการแจกโจ๊ก ต่างก็ซบเซาเดินกลับไป พอดีเจอกับนายตำบลพอดี
อากาศหนาว หลายคนถูกความเย็นกัด ต่างก็ระบายความไม่พอใจใส่นายตำบล
“ใครบอกพวกเจ้าว่าหอการค้าจะแจกโจ๊ก?”
นายตำบลถามด้วยสายตาเขม็ง “ข้าพูดเช่นนั้นตอนไหน?”
“ไม่แจกโจ๊ก แล้วเรียกพวกข้ามาทำไม?”
ชาวบ้านต่างถามกันยกใหญ่
“หอการค้านำข้าวมาให้พวกเจ้ากู้ยืมต่างหาก!” นายตำบลอธิบาย “แบบนี้ไม่ดีกว่าแจกโจ๊กหรอกหรือ?”
“ให้พวกข้ากู้ยืมอาหาร? เพราะเหตุใด?”
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในหัวของชาวบ้าน คือหอการค้าจะหลอกพวกเขา
แต่รอบ ๆ ตำบลจู๋เหลียนเป็นเนินเขาสูงต่ำไม่เท่ากัน ไม่มีที่ดินทำกินอะไรเลย ทุกครัวเรือนต้องอาศัยการสานไม้ไผ่เพื่อเลี้ยงชีพ หอการค้าจะหลอกพวกเขาได้อย่างไร?
หลอกเอาไม้ไผ่บนภูเขาหรือ?
ไม่ไผ้ไม่ต้องใช้เงิน ใครตัดก็เป็นของคนนั้น ยังต้องหลอกอีกหรือ?
“พวกเจ้าคิดมากเกินไปแล้ว ท่านอาจารย์จินมีทรัพย์สินมากมาย ไม่ได้หวังอะไรจากพวกเจ้าหรอก แค่เห็นพวกเราน่าสงสาร ไม่อยากเห็นใครอดตาย เลยยินดีให้กู้ยืมอาหาร”
นายตำบลผู้มากประสบการณ์เดาออกทันทีว่าชาวบ้านกำลังกังวลอะไร จึงอธิบายว่า “ท่านอาจารย์จินไม่เพียงแต่ยินดีให้กู้ยืมอาหารเท่านั้น ยังตกลงให้พวกเราไปทำงานด้วย อาหารที่กู้ยืมไปครั้งนี้ก็คือค่าจ้างที่จ่ายล่วงหน้า”
“ท่านอาจารย์จินยินดีให้พวกเราไปทำงานหรือ?”
ชาวบ้านไม่น้อยต่างเบิกตากว้าง มองไปที่นายตำบลด้วยสีหน้าคาดหวัง
“ใช่ ท่านอาจารย์จินยินดีให้พวกเจ้าไปทำงานแล้ว!”
นายตำบลพยักหน้าหนักแน่น
“ดีจริง ๆ ในที่สุดท่านอาจารย์จินก็ยินดีรับพวกเราแล้ว!”
ชาวบ้านไม่น้อยต่างร้องไห้ด้วยความดีใจ
ก่อนหน้านี้โจวโหยวต๋าเปิดรับสมัครคนงาน จะให้ความสำคัญกับการรับผู้ลี้ภัยที่มีนาบตราบนใบหน้าก่อน
ชาวบ้านตำบลจู๋เหลียนเฝ้าแต่อิจฉา แต่ก็ไม่มีวิธีใด ๆ เลย
เพราะผู้ลี้ภัยที่มีนาบตราบนใบหน้า โจวโหยวต๋าใช้ไม่หมดอยู่แล้ว จึงไม่ได้พิจารณาพวกเขาเลยสักนิด
การทำงานในพื้นที่ก่อสร้างของจินเฟิง ไม่เพียงแต่มีข้าวให้กิน ยังมีค่าแรงอีกด้วย
ขอแค่ในบ้านมีคนไปทำงานสักคน ทั้งครอบครัวก็สามารถอยู่รอดผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้
หากบ้านไหนมีแรงงานสองสามคน วันคืนของครอบครัวนั้นก็จะสุขสบาย
“ไปเร็ว รีบไปลงชื่อ!”
ชาวบ้านต่างหันหลังกลับวิ่งไปยังลานว่าง
กลัวว่าถ้าไปช้า สิทธิ์รับสมัครงานจะเต็ม
“ทุกคนไม่ต้องรีบ คนของหอการค้าบอกแล้วว่าตราบใดที่อายุเหมาะสม เต็มใจทำงานหนัก จะรับไม่อั้น! เพียงแค่ไม่รับคนแก่และเด็ก ถ้าพาไปก็จะหนาวเปล่า ๆ”
นายตำบลตะโกนจากข้างหลังว่า “เหล่าซาน เจ้ารีบพาลูกกลับไปเถอะ ท่อนล่างของเด็กเปลือยเปล่า ระวังจะหนาวจนป่วย! เหล่าหลิว เจ้าก็พาแม่เฒ่ากลับไปด้วย ท่านหายใจไม่ค่อยออกอยู่แล้ว จะทำให้นางแย่เอานะ!”
ได้ยินนายตำบลพูดเช่นนี้ ชาวบ้านถึงได้วางใจ ต่างพากันพาคนแก่และเด็กกลับไป ตัวเองก็ไปใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่นก่อนจะกลับมาใหม่
ก็มีชาวบ้านบางส่วนที่เตรียมตัวมาพร้อมแล้ว เริ่มไปจัดการเรื่องเอกสารแล้ว
ลูกจ้างโรงแลกเงิน รับผิดชอบจัดการเรื่องเอกสารกู้ยืมเงิน พนักงานของหอการค้ารับผิดชอบแจกจ่ายอาหาร ผู้คุ้มกันภัยรับผิดชอบรักษาความเรียบร้อย
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่รอบ ๆ เมืองซื่อชวน
เพียงแค่วันเดียว คลังเสบียงรอบ ๆ เมืองซื่อชวนของจินเฟิงก็ถูกยกแจกจ่ายออกไปสองแห่งแล้ว
ก็ในวันนี้เช่นกัน ที่ในที่สุดสถานการณ์คนอดตายรอบๆ เมืองซื่อชวน ก็ค่อย ๆ คลี่คลายลง
เช่นเดียวกับในวันนี้ ไม่รู้ว่ามีอีกกี่ครอบครัวที่ตั้งแผ่นป้ายบูชาของจินเฟิงขึ้นมา
ชาวบ้านจำนวนมากพูดถึงเขาไม่ได้เรียกเขาว่าท่านอาจารย์จินอีกต่อไป แต่เรียกเขาว่า ‘โพธิสัตว์จิน’ ผู้ช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก
…
นอกเมืองซื่อชวน
จินเฟิงมองควันที่ลอยขึ้นมาจากหมู่บ้านไกล ๆ ในที่สุดก็เผยสีหน้าพึงพอใจออกมา
ถึงแม้ว่าการบรรเทาทุกข์ครั้งนี้จะเหนื่อยมาก และยังเสี่ยงที่จะทำให้ขุนนางจำนวนมากไม่พอใจ แต่เขาก็ไม่เสียใจ
หากต้องทำอีกครั้ง จินเฟิงก็ยังคงจะเลือกทำแบบเดิมอยู่ดี
สำหรับเขาและองค์หญิงเก้า นี่เป็นเพียงการผจญภัยเท่านั้น
อย่างมากที่สุดองค์หญิงเก้าก็แค่โดนฝ่าบาทตำหนิสักหน่อย ส่วนเขาก็ถูกเหล่าขุนนางคอยจ้องจับผิด
แต่สำหรับราษฎรผู้ประสบภัยเหล่านั้น มันคือชีวิตของทั้งครอบครัว
คุ้มค่าแล้ว!
อยู่แล้วเขาก็ไม่ได้คิดจะผูกมิตรกับพวกขุนนาง ถูกจ้องจับผิดก็ช่างมันเถอะ
หากมันจะทำให้ทั่วหล้าแผ่นดินไม่มีราษฎรที่ต้องตายเพราะความหนาวหรือความหิวโหย อย่าว่าแต่แค่ถูกจ้องจับผิดเลย ต่อให้ถูกราชสำนักออกหมายจับ จินเฟิงก็ยอมรับได้
ส่วนเรื่ององค์หญิงเก้านั้นเขาก็คิดไว้แล้ว
รอให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยจบลง เขาจะคุยกับองค์หญิงเก้าอีกที
หากองค์หญิงเก้ายินดีที่จะอยู่ที่ซีเหอวานและไม่กลับไปเมืองหลวงอีก ทุกอย่างก็พูดคุยกันได้
จินเฟิงก็จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับชิ่งมู่หลานอย่างแน่นอน จะสู้จนตัวตายเพื่อปกป้องความปลอดภัยขององค์หญิงเก้า
หากองค์หญิงเก้าจะกลับเมืองหลวง เขาก็จะหาทางกดดันราชสำนักเพื่อไม่ให้ฝ่าบาทและเหล่าขุนนางกล้าที่จะขยับเขยื้อนอะไรง่าย ๆ
ส่วนจะกดดันอย่างไรนั้น จินเฟิงยังไม่ได้คิดไว้
แต่เขาก็ไม่ได้รีบร้อน เรื่องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยนี้อย่างน้อยก็ทำให้เขาและองค์หญิงเก้ายุ่งอยู่หลายเดือน เวลายังเหลืออีกมากนัก
ในขณะที่จินเฟิงกำลังครุ่นคิด ก็มีทหารม้ากองหนึ่งฝ่าลมหนาวควบม้ามาจากที่ไกล ๆ อย่างรวดเร็ว
ผู้นำขบวนคือ โหวจื่อ
ตามหลังโหวจื่อมาเล็กน้อย คือ เว่ยต้าถง หัวหน้าแผนกลำเลียงเฉาเหลียงที่พบกับจินเฟิงและองค์หญิงเก้าที่แม่น้ำจินหม่า
เว่ยต้าถงสวมเสื้อคลุมสีดำ เมื่อเห็นจินเฟิงยืนอยู่นอกประตูเมือง จึงรีบกระโดดลงจากม้าศึก
หัวหน้าแผนกลำเลียงเป็นข้าราชการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการของราชสำนัก ในขณะที่จินเฟิงเป็นเพียงหนานที่ไม่มีแม้แต่ศักดินา ตามธรรมเนียม เว่ยต้าถงไม่จำเป็นต้องคารวะจินเฟิงก่อน
แต่เว่ยต้าถงกลับคารวะจินเฟิงอย่างให้ความเคารพ
“เว่ยต้าถง ขอคารวะท่านอาจารย์จิน!”
ตอนแรกที่แม่น้ำจินหม่า เว่ยต้าถงพยายามเข้าหาจินเฟิง ก็เพื่อจะได้เข้าใกล้องค์หญิงเก้า
แต่ตอนนี้ที่เขาคารวะจินเฟิง ไม่ใช่เพราะเหตุผลนั้น แต่เป็นเพราะความซาบซึ้งใจจากใจจริงที่จินเฟิงทำเพื่อชาวชวนสู่
“ใต้เท้าเว่ย ไม่ได้เจอกันนานเลย!”
จินเฟิงก้าวไปข้างหน้าสองก้าวและยื่นมือไปประคองเว่ยต้าถง “ใต้เท้าเว่ยเดินทางมาไกล เหนื่อยแย่เลย รีบเข้าไปในเมืองแล้วตัวเองให้อุ่นเถิด”
“ท่านอาจารย์จิน มารับข้าหรือ?”
เว่ยต้าถงตกใจเล็กน้อย
เขาคิดว่าการพบจินเฟิงที่ประตูเมืองเป็นเพียงความบังเอิญ
ตอนนี้จินเฟิงจะเข้าเมืองไปด้วยกัน เว่ยต้าถงจึงคิดเข้าข้างตัวเองว่าจินเฟิงอาจจะมารับเขาโดยเฉพาะ
“ท่านอาจารย์จิน ตอนนี้ท่านยุ่งมาก ชาวชวนสู่ต่างหวังพึ่งให้ท่านช่วยบรรเทาภัยพิบัติ แล้วจะมาเสียเวลาอันมีค่ากับคนว่างงานอย่างข้าได้อย่างไร?”
“ใต้เท้าเว่ย ต่อจากนี้เจ้าคงจะไม่ได้ว่างแล้ว”
จินเฟิงหัวเราะพลางกล่าวว่า “การช่วยเหลือผู้ประสบภัยชวนสู่จะสำเร็จหรือไม่ ก็ต้องอยู่ที่ใต้เท้าเว่ยแล้ว!”