ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 684 เกินความคาดหมาย
บทที่ 684 เกินความคาดหมาย
หากกล่าวว่าขุนนางในท้องพระโรงเป็นเสือ เช่นนั้นก็คหบดีก็คงเทียบได้กับปลิงที่ดูดเลือดจากประชาชนโดยตรง
ไม่เพียงแค่จินเฟิงที่ไม่มีความรู้สึกดีต่อพวกเขา องค์หญิงเก้าก็เช่นกัน
อาณาจักรต้าคังที่ตกต่ำมาถึงสภาพเช่นทุกวันนี้ ก็มีส่วนเกี่ยวพันโดยตรงกับการเข้าครอบครองที่ดินอย่างบ้าคลั่งของเหล่าคหบดียิ่งนัก
เมื่อจินเฟงเสนอให้นำเสบียงจากพวกเขา คนแรกที่ผุดความคิดเรื่องการบังคับยึดเสบียงก็คือองค์หญิงเก้า
แม้ว่าจินเฟิงจะไม่มีความรู้สึกดีต่อบรรดาคหบดีเลยสักนิด แต่การบังคับยึดเสบียงอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับพวกเขา ในสถานการณ์เช่นนี้ จินเฟิงไม่อยากให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีก เพียงแค่อยากเร่งรวบรวมเสบียงให้เพียงพอเพื่อบรรเทาทุกข์แก่ราษฎรเท่านั้น
สำหรับคหบดีผู้เป็นคหบดีนั้น รอไว้จัดการในภายหลังได้
ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธคำแนะนำขององค์หญิงเก้าที่จะบังคับยึดเสบียง แต่กลับเสนอให้ใช้สุ่ยอวี้เพื่อไป ‘ซื้อ’ เสบียงแทน
“ซื้อเสบียง?”
เม่าโจวจวิ้นโส่วได้ยินเช่นนั้น ก็เหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก
ถึงแม้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การดึงเสบียงออกจากมือของคหบดีจะค่อนข้างยากลำบาก แต่เมื่อเทียบกับการใช้องค์หญิงเก้าไปหาปัญหา ผลลัพธ์นี้ทำให้เขาพอใจมากแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นองค์หญิงเก้าก็ไม่ได้บังคับ เพียงแต่ได้นำสุ่ยอวี้มาแลกเปลี่ยนเป็นจำนวนมาก
ชื่อเสียงของสุ่ยอวี้ถูกแผ่ขยายไปทั่วแล้ว หลายครอบครัวผู้มีเกียรติก็ภูมิใจที่ได้ครอบครองสุ่ยอวี้
แต่เพราะว่าจินเฟิงและองค์หญิงเก้าควบคุมปริมาณการออกสู่ตลาดของสุ่ยอวี้ตลอดมา ราคาของสุ่ยอวี้จึงสูงมากจนผู้มีสง่าราศีทั่วไปไม่สามารถซื้อได้
เม่าโจวจวิ้นโส่วคงไม่คาดคิดว่าตนเองจะได้เห็นสุ่ยอวี้ ในปริมาณมากเช่นนั้นได้ในหนึ่งวัน
มันเหมือนกับในชีวิตที่แล้ว หากมีใครสักคนให้เพชรหนึ่งกำมือ เป็นใครก็ต้องตื่นเต้นอย่างแน่นอน
แม้ว่าสุ่ยอวี้เม็ดนี้จะไม่ใช่ของเขา ทว่ามันก็ยังทำให้เขาตื่นเต้นไม่หยุด
ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้หัวใจของเขากังวลขึ้นมาใหม่
สิ่งของขององค์หญิงเก้าขนมาได้ง่ายดายขนาดนี้เชียวหรือ?
แม้ว่าสิงโตจะอ้าปากกว้างแค่ไหน ก็ยังไม่สามารถหาอาหารได้เพียงพอต่อความต้องการ
“องค์หญิงต้องการเสบียงมากน้อยเพียงใด?”
จวิ้นโส่วถามด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล
“วางใจเถอะ ข้าจะไม่ทำให้เจ้าลำบากหรอก”
องค์หญิงเก้ากล่าว “ที่นี่มีสุ่ยอวี้อยู่ 120 สิบเม็ด เม็ดเล็ก 100 เม็ด เม็ดใหญ่ 20 เม็ด
เม็ดเล็ก 1 เม็ดต่อข้าว 10 เล่มเกวียน เม็ดใหญ่ 1 เม็ดต่อข้าว 50 เล่มเกวียน ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่?”
“ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหา!”
“ข้ามิบังอาจ” เม่าโจวจวิ้นโส่วโบกมือปฏิเสธ
ด้วยราคาซื้อขายไข่มุกสุ่ยอวี้ในตลาดเช่นนี้ นับว่ายุติธรรมยิ่ง แม้แต่ตัวเขายังได้เปรียบเสียด้วยซ้ำ
ครั้งงานประมูลที่เจียงหนาน ถังเสียวเป่ยใช้ไข่มุกสุ่ยอวี้แลกกับข้าวสาร ก็คิดเป็นหน่วยเรือเชียวนะ
แน่นอนว่าไข่มุกสุ่ยอวี้ที่ปรากฏในงานประมูลล้วนแต่เป็นของชั้นเลิศ ทั้งขนาดและสีสัน ล้วนเหนือกว่าที่อยู่ในมือของจวิ้นโส่วหลายเท่า
“หากไร้ข้อกังขา ก็จงรีบไปจัดการเถิด อีกสิบวันให้หลัง ข้าจะส่งคนมารับข้าวสารเอง!”
องค์หญิงเก้า กล่าวด้วยเสียงเรียบ
“ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้!”
เม่าโจวจวิ้นโส่วได้ยินถึงความเร่งรีบของเวลา จึงรีบจากไปทันที
“ท่านอาจารย์ เราปล่อยสุ่ยอวี้ออกไปมากขนาดนี้ จะไม่เป็นอะไรจริง ๆ หรือ?”
องค์หญิงเก้าขมวดคิ้วถาม
“มิเป็นไรหรอก เสียวเป่ยไปเป่าประกาศข่าวที่เจียงหนานไว้นานแล้วว่าสุ่ยอวี้ยิ่งเม็ดใหญ่ยิ่งมีราคา พวกเรากระจายออกไปครานี้ล้วนแต่เม็ดเล็ก สีสันไม่งาม ไม่กระทบกระเทือนตลาดระดับสูงของสุ่ยอวี้เป็นแน่” จินเฟิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
วิธีการขายแบบนี้ก็ลอกเลียนแบบเพชรจากชีวิตที่แล้วเช่นกัน
เพชรนั้นขนาดใหญ่ขึ้นเพียงนิด ราคาพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว
เพชรชั้นเลิศล้วนเป็นสิ่งที่ผู้มีอันจะกินเท่านั้นจึงไขว่คว้าหาได้ พูดได้เลยว่าไม่ต้องเอ่ยถึงประชาชนทั่วไป เพราะแม้แต่ชนชั้นกลางที่มีทรัพย์สมบัติอยู่บ้างก็ไม่อาจซื้อหาได้
ถึงแบบนั้น พวกพ่อค้าเพชรปล่อยวางชนชั้นกลางไปหรือเปล่า?
ก็ไม่
อย่ากล่าวถึงชนชั้นกลาง แม้แต่ประชาชนทั่วไปพวกเขาก็ยังไม่ละเว้น
เพชรเม็ดเล็ก ๆ ในร้านเพชร ล้วนเตรียมไว้สำหรับสามัญชนคนทั่วไป
ส่วนสิ่งที่เรียกกันว่าสมบัติล้ำค่าหรือของสะสม ล้วนเตรียมไว้ขายให้ชนชั้นกลางทั้งสิ้น
เกี่ยวกับสินค้าที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง มักจะปรากฏในงานประมูล
ตลาดสามระดับ สูง กลาง ต่ำ ไม่ส่งผลกระทบต่อกัน
ทุกปีทั้งโลกจะขายเพชรก้อนเล็ก ๆ ไปมากมาย งานประมูลยังคงจัดต่อไป
ทั้งหมดไม่ส่งผลกระทบใด ๆ เลย
ในทางกลับกัน เนื่องจากชื่อเสียงของเพชรเพิ่มมากขึ้น ราคาเลยสูงขึ้นตามไปด้วย
เอาเข้าจริง ๆ เพชรแท้ก็ไม่ได้มีค่าอะไรเลย ไม่ว่าหนึ่งกะรัตหรือสิบกะรัต ล้วนเป็นเพียงก้อนหิน
คุณค่าของมันอยู่ที่ความรู้สึกเหนือกว่าและความทะเยอทะยาน
ยิ่งมีชื่อเสียงมากเท่าใด คุณค่าที่เพิ่มขึ้นก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
ในสายตาของเขา เหล่าเจ้าของที่ดินและเศรษฐีล้วนเป็นชนชั้นกลางของแคว้นต้าคัง
เขาหมายตาคนเหล่านี้มานานแล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้ยุ่งกับเรื่องอื่น จึงยังไม่มีเวลามาจัดการ
เมื่อองค์หญิงเก้ากล่าวว่าจะเกณฑ์แรงงาน จินเฟิงเป็นคนแรกที่คิดจะหลอกคหบดีเหล่านั้น
ส่วนว่าคหบดีเหล่านั้นจะตกลงในกับดักหรือไม่นั้น จินเฟิงไม่เป็นกังวลเลย
ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนในต้าคังมากกว่าในชีวิตที่แล้วหลายเท่า ‘หลังประตูสุราเหลือเนื้อกองเน่า บนถนนคนนอนหนาวเคล้ากระดูก’ ไม่เกินจริงเลย
แม้แต่ปัญหาพื้นฐานทางอาหารและเครื่องนุ่งห่มของประชาชนก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ขณะที่คหบดีท้องถิ่นกลับมีข้าวสารเต็มกอง จนแม้แต่มอดยังขึ้นและเน่าเสีย
แม้ว่าของใช้ประจำวันในต้าคังจะล้าหลัง และบรรดาคหบดีเหล่านั้นจะมีเงินและข้าวสารอยู่ในมือ แต่จริง ๆ ชีวิตก็ยังน่าเบื่ออยู่ดี
ไม่ใช่ว่าจะสามารถอยู่เคียงคู่กับหญิงทั้งหลายได้ทุกวันใช่หรือไม่?
แม้จะเลี้ยงดูหญิงสาวมากมายได้ แต่ร่างกายก็ไม่อาจทนได้หรอก
ด้วยอิทธิพลของผู้มีอำนาจ ทำให้เจ้าของที่ดินมากมายหลงใหลในของแปลกและของหายาก
ในสายตาของพวกเขา ของแปลกและของหายากไม่เพียงแต่จะสามารถเสริมสถานะ แต่ยังสามารถแสดงถึงรสนิยมได้อีกด้วย
ดังนั้นเมื่อจินเฟิงได้นำสุ่ยอวี้ออกมา ก็ได้สร้างความสนใจจากผู้มีอำนาจและพ่อค้าที่ร่ำรวยโดยทันที
“จริง ๆ แล้วเจ้าของที่ดินและผู้มีอำนาจก็อยากซื้อ เพียงแต่ว่าสุ่ยอวี้เม็ดใหญ่ราคาสูงเกินไป พวกเขาไม่มีปัญญาซื้อ
ตอนนี้จินเฟิงได้นำออกมาชุดหนึ่งซึ่งเป็นสุ่ยอวี้เม็ดเล็ก เหมาะสมกับการขายให้พวกเขาพอดี
ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่า ความกระตือรือร้นของเจ้าของที่ดินและผู้มีอำนาจนั้นสูงเกินกว่าที่จินเฟิงคาดคิดไว้
องค์หญิงเก้าได้ติดป้ายราคาไว้ที่สุ่ยอวี้แต่ละเม็ดแล้ว เพื่อบอกกับเม่าโจวจวิ้นโส่วว่าข้าให้สุ่ยอวี้เม็ดนี้แก่เจ้า เจ้าต้องส่งมอบข้าวให้ข้าตามจำนวนนี้
ดังนั้นการรวบรวมข้าวในครั้งนี้ จริง ๆ แล้วก็ไม่ต่างจากการบังคับซื้อขายเท่าใดนัก
เม่าโจวจวิ้นโส่วผู้นั้นย่อมเข้าใจเรื่องนี้ดี จึงได้จัดคนออกไปส่งสาส์นในยามราตรี หวังแบ่งเบาภาระไปยังนายอำเภอแต่ละพื้นที่
องค์หญิงเก้าให้เวลาสิบวัน แต่เขากลับให้เวลาพวกนายอำเภอเพียงเจ็ดวัน
กำชับให้นายอำเภอทุกพื้นที่เร่งรวบรวมเสบียงส่งไปยังเมืองหลวงภายในเจ็ดวัน
เดิมทีคาดการณ์กันว่า ถึงแม้บรรดาเสี้ยนลิ่งจะขูดรีดจากเหล่าเศรษฐี ก็คงต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะรวบรวมเสบียงได้ครบ ทว่ารุ่งขึ้นยังไม่พ้นเที่ยง เม่าโจวจวิ้นโส่วก็มาเข้าเฝ้าองค์หญิงเก้ากับจินเฟิง แจ้งว่าเหล่านายอำเภอตอบกลับมาแล้ว ว่ารวบรวมเสบียงได้ครบแล้ว และยังสอบถามอีกว่ายังมีไข่มุกสุ่ยอวี้เหลืออยู่หรือไม่?
เมื่อส่งเม่าโจวจวิ้นโส่วออกไปแล้ว จินเฟิงยังรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง “จะเป็นไปได้หรือ ที่เม่าโจวจวิ้นโส่วผู้นั้นคิดประจบเอาใจจึงแอบนำไข่มุกสุ่ยอวี้ไปซื้อไว้เองทั้งหมด”
“เขามีเสบียงมากเพียงนั้นหรือ?” องค์หญิงเก้าขมวดคิ้ว
หากเม่าโจวจวิ้นโส่วมีเสบียงมากถึงเพียงนั้นจริงๆ นางคงต้องตรวจสอบสักหน่อย เพราะเขาอาจเป็นขุนนางที่ทุจริตมาก
“ให้คนไปตรวจสอบดูไม่ดีกว่าหรือ?”
จินเฟิงจึงเรียกต้าหลิวและสั่งให้เขาไปติดต่อกับกลุ่มจงหมิงในเม่าโจวหลายวัน
กลุ่มจงหมิงดำเนินการอย่างรวดเร็ว ในคืนนั้นพวกเขาก็ส่งข่าวสารถึงมือของจงหลิงเอ่อร์แล้ว
“ข้าวเหล่านั้นจริง ๆ แล้วใช้สุ่ยอวี้เหล่านั้นแลกเปลี่ยนมางั้นหรือ?”
จินเฟิงมองดูข้อมูลด้วยความประหลาดใจ “บรรดาคหบดีชอบสุ่ยอวี้กันขนาดนี้เชียวหรือ?”