ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 683 องค์หญิง นี่ความหมายอย่างไรหรือ?
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 683 องค์หญิง นี่ความหมายอย่างไรหรือ?
ชิ่นเอ๋อร์ในฐานะองครักษ์ขององค์หญิงเก้า ย่อมรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างจินเฟิงกับองค์หญิงเก้า
สำหรับการที่จินเฟิงไม่รายงานและพรวดพราดเข้ามาในห้องขององค์หญิงเก้า ชิ่นเอ๋อร์ไม่ชอบใจเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะปล่อยให้จินเฟิงเข้ามาด้านใน
ตอนแรกจินเฟิงคิดว่าองค์หญิงเก้ากลับมานอนพัก แต่เมื่อเปิดประตูห้องกลับพบว่านางกำลังตรวจสอบเอกสารอยู่
เมื่อเห็นจินเฟิงเข้ามา องค์หญิงเก้าไม่อาจซ่อนความดีใจเล็กน้อยไว้ในแววตา
แต่ในวินาทีถัดมา นางก็เก็บความรู้สึกนั้นไว้และโบกมือให้จูเอ๋อร์
จูเอ๋อร์ย่อกายทำความเคารพต่อจินเฟิงเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไป ยังไม่ลืมที่จะปิดประตูห้องด้วย
“จูเอ๋อร์นี่ช่างเข้าใจอะไรมากกว่าเจ้าชิ่นเอ๋อร์เสียอีก”
จินเฟิงยิ้มและชมเชย
“วัน ๆ เอาแต่แข่งขันกับองครักษ์หญิงของข้า ไม่กลัวคนอื่นเขานินทาหรือ?”
องค์หญิงเก้าพบว่าบางครั้งจินเฟิงก็ยังทำตัวเหมือนเด็ก นางจึงมองเขาด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยและกล่าวว่า “ว่ามาเถิด เจ้าต้องการพบข้าด้วยเรื่องใด?”
“ไม่มีเรื่องแล้วจะมาหาเจ้าไม่ได้หรือ?”
จินเฟิงหยิบขนมบนโต๊ะขึ้นมากินอย่างไม่ใส่ใจ แล้วใส่เข้าปากไปชิ้นหนึ่ง
องค์หญิงเก้าไม่พูดอะไร เพียงแค่เบนสายตาไปมองจินเฟิงด้วยความเฉยเมย
“ไม่น่าสนุกเลย” จินเฟิงกลืนขนมลงคอ “เมื่อครู่นี้หลิงหลงมาพบข้า นางต้องการขยายขอบเขตการบรรเทาทุกข์ ช่วงต่อไปจะมีการใช้ข้าวสารจำนวนมาก จึงต้องไปยืมข้าวจากเจ้าถิ่นแล้ว”
“เร็วขนาดนี้เลยหรือ?” สีหน้าขององค์หญิงเก้าเริ่มเคร่งขรึมขึ้น
ในฐานะที่ชวนสู่เป็นหนึ่งในคลังเก็บอาหารของต้าคัง ถึงแม้ว่าปีนี้บ้านเมืองจะประสบภัย แต่แท้จริงแล้วก็ยังมีข้าวเก็บสำรองอยู่
ทว่าข้าวที่เก็บสำรองเหล่านี้มิได้อยู่ในมือของประชาชนทั่วไป อีกทั้งมิได้อยู่ในมือส่วนราชการ แต่กลับอยู่ในมือของบรรดาคหบดีท้องถิ่นละขุนนางใหญ่โตทั้งหลาย
หากนำข้าวในมือของพวกเขามารวมกัน ย่อมมากกว่าที่จินเฟิงและองค์หญิงเก้ามีอยู่อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนข้าวที่พวกเขามีนั้นไม่ใช่น้อย ๆ เลย
เพราะเมื่อรวมจำนวนเจ้าที่ดินทั้งหมดในชวนสู่แล้ว ย่อมมีจำนวนมากเกินกว่าที่คาดคิด
“นอกจากนี้ พวกเขาก็ได้อาศัยการเช่าที่นาและเก็บเกี่ยวข้าวเป็นอาชีพหลัก ที่บ้านของพวกเขานั้นไม่มีการขาดแคลนข้าวเลย
ดังนั้น หลังจากจัดการกับพวกผู้มีอำนาจแล้ว จินเฟิงก็คิดถึงบรรดาเจ้าของที่ดิน
เพียงแต่ว่าข้าวในบ้านของพวกคหบดีเจ้าของที่ดินนั้นได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายต้าคัง จินเฟิงและองค์หญิงเก้าไม่สามารถจัดการกับพวกเขาเช่นเดียวกับที่จัดการกับพวกผู้มีอำนาจได้โดยตรงที่ต้องการให้พวกเขาส่งมอบข้าวออกมา
นอกจากนี้ เจ้าของที่ดินและพวกคนมีเส้นสายในท้องถิ่นนั้นล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีอิทธิพลในพื้นที่ หากจัดการไม่ดีอาจทำให้เกิดปัญหาได้ง่าย
ดังนั้นในแผนการของจินเฟิงและองค์หญิงเก้านั้น ส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการจัดหาข้าวจากเจียงหนานเป็นหลัก หากสุดท้ายไม่มีวิธีอื่นแล้ว จึงค่อยย้อนกลับมาจัดการกับคหบดีท้องถิ่น”
องค์หญิงเก้าไม่คิดว่าจินเฟิงจะมาขอให้ช่วยดำเนินการ เพราะการบรรเทาทุกข์นั้นเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
“อู่หยาง สองสามวันก่อน ข้าไตร่ตรองอย่างจริงจัง เห็นว่าควรเริ่มลงมือแต่เนิ่น ๆ และไม่ควรรอช้า”
จินเฟิงกล่าวต่อไปว่า “หากรอถึงปีหน้า รอจนข้าวในมือพวกเราใกล้จะหมดแล้วค่อยลงมือ เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน พวกเราจะไม่มีเวลาเตรียมการรับมือ
หากลงมือในตอนนี้แล้วสำเร็จ พวกเราจะได้เก็บกักข้าวไว้ซึ่งจะปลอดภัยที่สุด
หากไม่สำเร็จ พวกเราก็ยังมีเวลาคิดหาทางอื่น แทนที่จะเตรียมการกันอย่างเร่งรีบเมื่อต้องเผชิญปัญหา”
“เจ้าพูดมีเหตุผล”
องค์หญิงเก้าพยักหน้าเล็กน้อย แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจทันที นางคิดอยู่สิบกว่านาทีจึงค่อยพยักหน้าและกล่าวว่า “เอาอย่างที่เจ้าว่า เริ่มจากเม่าโจวและเหมียนโจว เมื่อตระเวนสองเมืองนี้เสร็จ ท่านอาจารย์ก็จะกลับไปฉลองปีใหม่ที่จินชวนพอดี”
“เช่นนั้นข้าจะให้ต้าหลิวรีบส่งคนไปนำสุ่ยอวี้จากซื่อชวน” จินเฟิงกล่าว
ในชวนสู่มีเจ้าของที่ดินและคนมั่งคั่งมากมาย จินเฟิงและองค์หญิงเก้าไม่สามารถไปหาพวกเขาทีละคนเพื่อขอข้าวได้ วิธีที่เร็วที่สุดคือต้องสั่งการจากเบื้องบนลงมา
ชิ่งซินเหยาถูกฮ่องเต้ออกคำสั่งปลดตำแหน่ง ดังนั้นหลังจากที่นางกำจัดขันทีคนสนิท ตราของโจวมู่ก็อยู่ในมือขององค์หญิงเก้าตลอดเวลามา
ดังนั้นหากมองอีกมุมหนึ่ง ตอนนี้องค์หญิงเก้าก็คือผู้นำของซื่อชวน นางเป็นผู้บังคับบัญชาของจวิ้นโส่วเมืองต่าง ๆ ในชวนสู่
เมื่อองค์หญิงเก้าต้องการรวบรวมเสบียง บรรดาจวิ้นโส่วก็ยากที่จะปฏิเสธ
อย่างไรก็ตาม จวิ้นโส่วไม่ต้องไปรวบรวมด้วยตนเอง แค่กระจายงานไปยังนายอำเภอหรือเสี้ยนลิ่งแต่ละที่ก็เพียงพอ
และนายอำเภอแต่ละพื้นที่ก็คือผู้ที่สามารถปราบปรามพวกเจ้าของที่ดินและเศรษฐีท้องถิ่นได้ดีที่สุด ปล่อยให้นายอำเภอจัดการกับเจ้าของที่ดินนั้น จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมอย่างยิ่ง
ส่วนนายอำเภอแต่ละพื้นที่จะจัดการกับเจ้าของที่ดินอย่างไร จินเฟิงไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว
ทรัพย์สินพวกนี้ เขาไม่ได้รู้สึกสนใจเลยสักนิด
บรรดาตระกูลสูงศักดิ์จะหยุดเพื่อรักษาหน้าตาตนเองบ้าง แต่พวกเจ้าของที่ดินทำทุกวิถีทางเพื่อจะครอบครองที่ดินของราษฎร แม้แต่กลโกงที่ต่ำช้าที่สุด
เมื่อถึงปีแห่งภัยพิบัติ ราษฎรร่ำไห้อย่างทุกข์ทรมาน แต่เจ้าของที่ดินหลายคนกลับยินดีจนสุดขีด
เพราะเมื่อถึงปีแห่งภัยพิบัติ ราษฎรไม่มีผลผลิตจึงต้องมาขอยืมข้าวจากพวกเขา แล้วพวกเขาก็สามารถยึดที่ดินของราษฎรได้ตามต้องการ
ราษฎรที่ไม่มีที่ดินก็จำต้องขายลูกชายลูกสาว หรือไม่ก็ขายตัวเองให้กับเจ้าของที่ดินเพื่อเป็นทาส ทำงานให้เจ้าของที่ดินโดยไม่รับค่าจ้างไปตลอดชีวิต
เมื่อจับตัวเจ้าของที่ดินและผู้มีอำนาจในเขตต้าคังทั้งหมดแล้วเรียงตามลำดับไปตัดหัวเสีย อาจมีบางคนที่ถูกใส่ร้าย แต่หากเรียงตามลำดับมาแล้วฆ่าทุกสองคน ความจริงคงมีหลายคนที่หนีรอดไปได้
จินเฟิงออกจากเรือนขององค์หญิงเก้าและสั่งให้ต้าหลิวปล่อยนกพิราบสื่อสารไปที่เมืองซื่อชวน
ในบ่ายวันนั้น กลุ่มผู้คุ้มกันภัยก็ควบม้ามาถึงตูเจียงเยี่ยนแล้วมอบถุงผ้าใบหนึ่งให้กับจินเฟิง
ในวันนั้นเอง จินเฟิงและองค์หญิงเก้าได้ขี่ม้าไปดูโครงการรอบ ๆ ตูเจียงเยี่ยนภายใต้การนำของเว่ยต้าถง
เมื่อยืนยันว่าไม่มีปัญหาใหญ่ ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามแผนผังที่ออกแบบไว้ จินเฟิงก็รู้สึกโล่งใจ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น จินเฟิงและองค์หญิงเก้าพร้อมกับกองทัพก็ออกจากตูเจียงเยี่ยน
ครานี้พวกเขามิได้กลับไปยังซื่อชวน แต่กลับวนไปทางเหนือ มุ่งหน้าไปยังเมืองเม่าโจว
พวกเขาใช้เวลาเดินทางตลอดทั้งวัน และในช่วงเย็นพวกเขาก็ถึงจุดหมายปลายทางในที่สุด
เมื่อเม่าโจวจวิ้นโส่วทราบข่าวว่าองค์หญิงเก้าและจินเฟิงมาถึง ก็รีบนำกำลังมารอรับที่ประตูเมืองทันที
เม่าโจวจวิ้นโส่วมองดูทหารม้าที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ หัวใจของเขาก็เต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น
เม่าโจวนั้นอยู่ห่างจากซื่อชวนไม่ไกล เม่าโจวจวิ้นโส่วนั้นได้ยินเรื่องราวอันเลื่องลือขององค์หญิงเก้าที่ทรงกำราบเหล่าขุนนางชั่วในซื่อชวนมานานแล้ว
ในใจเขานั้นหวาดหวั่นยิ่งนัก ว่าเมื่อองค์หญิงเก้าทรงจัดการกับเหล่าขุนนางเสร็จสิ้นแล้ว จะเสด็จมาจัดการกับเขาเป็นรายต่อไป
เม่าโจวนั้นตั้งอยู่ห่างไกล ไม่ได้อยู่ในเส้นทางสู่กวางเหยวียน นอกจากนี้แล้วเขาก็คิดไม่ออกว่าเหตุใดองค์หญิงเก้าจึงเสด็จมาที่นี่ได้
“หยุด!”
ขบวนม้าหยุดลงตรงหน้าประตูเมือง เม่าโจวจวิ้นโส่วรีบสะกดกลั้นความหวาดกลัวในใจ ก่อนจะรีบออกไปต้อนรับ
“ถวายบังคมองค์หญิง ทำความเคารพท่านอาจารย์จิน!”
“ไม่ต้องพิธีรีตอง” องค์หญิงเก้ายกมือขึ้นเล็กน้อย “ที่พักพร้อมแล้วหรือยัง?”
“พร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เม่าโจวจวิ้นโส่วรีบพยักหน้า “เชิญเสด็จตามกระหม่อมทางนี้พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อมาถึงที่พัก องค์หญิงเก้าได้ไล่ทุกคนออกไป และให้ชิ่นเอ๋อนำถุงผ้าที่มีความพองโตใบหนึ่งมาวางบนโต๊ะ
จากนั้นหันไปพูดกับเม่าโจวจวิ้นโส่วว่า “เปิดดูสิ”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
จวิ้นโส่วพยักหน้า แล้วมือทั้งสองข้างสั่นเล็กน้อยขณะเปิดห่อผ้า
เขาคิดว่าในห่อผ้านั้นจะมีอาวุธร้ายแรงอะไรบางอย่าง แต่พอเปิดออกกลับพบว่ามันมีเพียงสุ่ยอวี้ที่งดงามและสุกใสเม็ดหนึ่งเม็ด
เม็ดที่ใหญ่ขนาดใกล้เคียงกับถั่วลิสง ส่วนเม็ดเล็กก็ขนาดประมาณถั่วเหลือง
เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว มีไม่ต่ำกว่าร้อยเม็ด
“องค์หญิง นี่ความหมายอย่างไรหรือ?”
เม่าโจวจวิ้นโส่วมองไปที่องค์หญิงเก้าด้วยความสงสัย
“ใต้เท้าจวิ้นโส่วน่าจะรู้ว่าปีนี้ชวนสู่ประสบภัยหนัก ต้องการข้าวจำนวนมากเพื่อบรรเทาทุกข์ บรรดาเจ้าของที่ดินและผู้มั่งคั่งต่างมีข้าวอยู่มาก ข้าหวังว่าใต้เท้าจะช่วยข้าซื้อข้าวได้บ้าง”
องค์หญิงเก้ากล่าวว่า “สุ่ยอวี้เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ข้านำมาใช้ในการซื้อข้าว”