ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 689 ข้าต้องไปแล้ว
บทที่ 689 ข้าต้องไปแล้ว
กระจกต้องใช้แก้วเป็นแผ่นแบนในการผลิต หากจินเฟิงมีเวลาและใช้เวลาค้นคว้าเพิ่มเติมก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็น
ทว่าหลายเดือนมานี้ เขากลับยุ่งจนแทบไม่มีเวลาว่าง แม้แต่เวลาจะสร้างเครื่องมือเป่าแก้วก็ยังไม่มี ได้แต่บอกเล่าหลักการและขั้นตอนการทำกระจกให้เหล่าเถียนฟังคร่าว ๆ ก่อนออกจากซีเหอวานไป ให้พวกเขาไปลองผิดลองถูกกันเอง
จินเฟิงเกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ตอนนี้เหล่าเถียนก็มาบอกว่าทำกระจกสำเร็จแล้ว
เรื่องนี้ทำให้จินเฟิงรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง
“ไป ไปดูกัน!”
“ท่านอาจารย์ ข้าไปได้หรือไม่?”
ถังตงตงเอ่ยถาม
ก่อนหน้านี้จินเฟิงได้มอบกระจกให้กับนางเช่นกัน แต่นางทำแตกเสียแล้ว ในใจรู้สึกเสียดายนัก
“ไปได้ แต่ออกไปแล้วห้ามพูดจาเลอะเทอะ”
ในที่นี้ นอกจากว่านอวี่หงแล้ว คนอื่นล้วนเป็นคนที่จินเฟิงไว้ใจอย่างยิ่ง
ส่วนว่านอวี่หงนั้น นางเป็นศิษย์รุ่นแรก ๆ ของสำนักอยู่แล้ว ความรู้เรื่องโรงหลอมเหล็กล้วนรู้แทบทั้งหมด อีกทั้งจินเฟิงยังรับน้องชายของนางเป็นศิษย์ หากคอยระแวงกันก็คงไม่มีประโยชน์ มีแต่จะทำให้เสียใจเปล่า ๆ
ว่านอวี่หงก็รับรู้ถึงจุดนี้จึงรีบกรับรองว่า “ท่านอาจารย์วางใจเถิด ข้าขอสาบานต่อบรรพบุรุษตระกูลว่านว่าจะไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว”
“อืม ข้าเชื่อเจ้า!” จินเฟิงยิ้มรับพลางพยักหน้าและนำพาคนทั้งหมดไปยังโรงงานแก้ว
แม้ภายในโรงงานจะมีเพียงไม่กี่คน แต่ทุกคนกลับขะมักเขม้นทำงานกันอย่างขันแข็ง
ภายในโรงงานมีทั้งคนที่พองแก้มเป่าลมเข้าไปในท่อ คนที่กำลังดึงกล่องสูบลม คนที่กำลังเตรียมแม่พิมพ์…
ในยามที่แดดลมหนาวจัด พวกเขากลับเร่งทำงานกันจนเหงื่อไหลท่วมกาย
“ท่านอาจารย์ พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่หรือ?” ถังตงตงเพิ่งเคยเห็นภาพเช่นนี้เป็นครั้งแรก
“พวกเขากำลังเป่าแก้วอยู่” จินเฟิงตอบพลางคลี่ยิ้ม
วิธีที่ดีที่สุดในการทำกระจกแผ่นเรียบคือการใช้ ‘กระบวนการลอยตัว’ พูดง่าย ๆ คือการหลอมโลหะดีบุกในอ่าง จากนั้นเทน้ำแก้วลงในอ่างดีบุก น้ำแก้วจะลอยอยู่บนของเหลวดีบุก เหมือนกับการเทน้ำมันลงบนน้ำ
กระจกที่ทำด้วยวิธีนี้ไม่เพียงแต่จะเรียบมากเท่านั้น แต่ยังผลิตจำนวนมากได้ง่ายอีกด้วย
แต่น่าเสียดายที่สายการผลิตกระจกแบบลอยตัวต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มากเกินไป แม้จินเฟิงจะเข้าใจหลักการ แต่การสร้างสายการผลิตกระจกแบบลอยตัวในต้าคังก็เป็นเพียงความฝันลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้น เขาทำได้เพียงสอนวิธีดั้งเดิมที่สุดให้แก่เหล่าเถียนและคนอื่น ๆ
อันดับแรก ให้ช่างตักน้ำแก้วจำนวนหนึ่งจากเตาเผา แล้วใช้หลอดเป่าแก้วเป่าจนขึ้นรูปเป็นแท่งแก้วขึ้นมา
จากนั้นก็นำแท่งแก้วไปเผาไฟจนร้อนแดง แล้วตัดออกจากกันตรงกลาง เมื่อคลี่ออกก็จะได้กระจกแผ่นเรียบ
แม้จะฟังดูง่าย แต่ขั้นตอนในการทำจริงนั้นซับซ้อนยิ่งนัก
พวกเขาผ่านความล้มเหลวและฝึกฝนมาจนนับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้จึงนับว่าควบคุมทักษะเบื้องต้นได้แล้ว
ครั้นเห็นจินเฟิงเข้ามา บรรดาคนงานต่างก็หยุดมือจากงาน แล้วพากันมาทักทาย
“เหล่าเหยวียน เจ้าจงไปขนกระจกที่พวกเรากำลังทำอยู่ มาให้ท่านอาจารย์ได้ชม!”
เหล่าเถียนร้องเรียกคนงานผู้หนึ่งด้วยท่าทางปราดเปรื่องราวกับต้องการโอ้อวด
“ได้เลย!” คนงานผู้นั้นรับคำอย่างแข็งขัน ก่อนจะวิ่งเข้าไปในห้องด้านใน แล้วช่วยกันกับสหายยกกระจกบานหนึ่งที่คลุมด้วยผ้าหยาบออกมา
“ใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ?”
ถังตงตงเอียงศีรษะมองด้วยความสงสัย
กระจกที่จินเฟิงมอบให้นางนั้นมีขนาดเพียงประมาณฝ่ามือ แต่กระจกบานนี้สูงกว่าตัวคนและกว้างกว่าครึ่งเมตร
“นี่เรียกว่ากระจกเงาเต็มตัว มันสามารถสะท้อนเห็นทั้งตัวได้”
จินเฟิงยิ้มก่อนกล่าวว่า “เหล่าเหยวียน ยกผ้าขึ้นเถิด ข้าจะดูว่ามันชัดพอหรือมีบิดเบี้ยวหรือไม่”
“ท่านอาจารย์วางใจ นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่พวกข้าพอจะทำได้แล้ว”
เหล่าเหยวียนรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดผ้าหยาบออก
แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อผ้าหยาบถูกเปิดออก ดวงตาของถังตงตงก็เบิกกว้างราวกับไม่เชื่อสายตาตนเอง
ส่วนทางด้านของแม่นางชิ่นเอ๋อร์นั้นดูเหมือนจะมีปฏิกิริยารุนแรงยิ่งกว่าถังตงตงเสียอีก
ทันทีที่ผ้าหยาบถูกเปิดออก นางเห็นผู้คนมากมายในกระจก จึงรีบกระโดดออกไปบังองค์หญิงเก้าเอาไว้ พร้อมกับชักมีดทหารคู่กายออกมาโดยไม่ลังเล
เมื่อพวกเขามองเห็นบุคคลในกระจกอย่างชัดเจนแล้ว จึงหลีกทางให้ด้วยท่าทางเคอะเขิน
“นี่… นี่มันชัดเกินไปแล้ว”
ถังตงตงชี้ไปที่กระจกด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
แม้แต่คิ้วขององค์หญิงเก้าก็เลิกขึ้นอย่างห้ามไม่ได้
ในที่สุดนางก็เข้าใจความหมายของคำกล่าวที่จินเฟิงได้เอ่ยไว้ก่อนหน้าว่า ‘มีหนทางทำเงินเพิ่มอีกแล้ว’
กระจกบานนี้ช่างชัดเจนยิ่งนัก ห่างไกลจากกระจกทองแดงของต้าคังอย่างเทียบไม่ได้
หากส่งไปยังเมืองหลวง แน่ใจว่าจะมีบรรดาผู้มีเกียรติยินดีจะจ่ายราคาสูงเพื่อซื้อไว้
จินเฟิงเคยชินกับการเห็นกระจกมาเนิ่นนานแล้ว เพียงแค่เหลือบตามองแวบหนึ่งก็ย่อตัวลง ชี้ไปยังขอบกระจกแล้วถามว่า “เหล่าเถียน นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
ถังตงตงมองตามนิ้วของจินเฟิง เห็นว่ามีจุดเล็ก ๆ ที่นูนออกมาอยู่มุมหนึ่ง ทำให้พื้นผิวกระจกไม่เรียบ สิ่งที่สะท้อนมีความบิดเบือนเล็กน้อย
“ท่านอาจารย์ นี่เป็นเพียงจุดเล็ก ๆ เท่านั้นเอง อีกทั้งอยู่ในมุม หากท่านอาจารย์ไม่พูดใครจะสังเกตเห็นได้”
ต้าหลิวกับเหล่าเถียนนั้นเคยเป็นเพื่อนบ้านกันมาก่อน บ้านสองบ้านนี้รักใคร่กลมเกลียวกันดีจึงรีบเอ่ยปากช่วยพูดแทนเหล่าเถียน
“ต้าหลิว เจ้าอย่าได้เอ่ยปากเลย ท่านอาจารย์ได้กล่าวกับพวกข้าไว้แต่แรกแล้ว กระจกนี้ต้องสะอาดบริสุทธิ์ไร้ตำหนิใด ๆ แม้เพียงรอยตำหนิเล็กนิดเดียวก็จะต้องมองเห็นได้อย่างชัดเจน จำเป็นต้องประณีตบรรจงดุจเส้นผม เป็นพวกข้าที่สะเพร่าเอง”
เหล่าเถียนกล่าว “ท่านอาจารย์วางใจ เเต่เดี๋ยวข้าจะทุบกระจกบานนี้ทิ้งแล้วทำขึ้นมาใหม่”
“ไม่ต้องถึงขั้นทุบทิ้งหรอก นอกจากรอยตรงนี้ ที่อื่นก็งดงามดีแล้ว”
จินเฟิงโบกมือพลางกล่าว “รอยนี้บังเอิญอยู่ตรงขอบพอดี ตัดออกก็เรียบร้อย”
เหล่าเถียนเพียงแต่ฟังคำอธิบายปากเปล่าจากจินเฟิงครั้งเดียว แม้จะสามารถผลิตกระจกได้ แต่หลายจุดก็ยังผิดพลาด
ครึ่งวันผ่านไป จินเฟิงก็ยังอยู่ที่โรงงานแก้ว เพื่อคอยชี้แนะเหล่าเถียนให้ปรับปรุงขั้นตอนการผลิต
ว่านเฮ่อหมิงเองก็สนใจการผลิตกระจกเป็นอย่างยิ่ง เขาลงมือทำแก้วด้วยตนเองหลายใบ แจกจ่ายให้แก่ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นคนละหนึ่งใบ
ก่อนกลับ เขายังนำติดมือกลับไปอีกหลายใบ บอกว่าจะนำไปมอบให้กวานเสี่ยวโหรวและถังเสียวเป่ย
หลังจากออกจากโรงงานแก้ว องค์หญิงเก้าจงใจเดินช้าลงสองสามก้าว เพื่อให้เดินเคียงข้างจินเฟิง
ชิ่นเอ๋อร์และต้าหลิวรู้ได้ทันทีว่าคนทั้งสองมีเรื่องต้องหารือ จึงแยกย้ายกันไปอย่างรู้ความ
ถังตงตงก็อาศัยเหตุจากโรงงานสิ่งทอขอตัวกลับไปก่อน
“ท่านอาจารย์ กระจกนี่ให้ข้าสักสองสามบานได้หรือไม่?” องค์หญิงเก้าเอ่ยถาม “ต้องใช้สำหรับจัดการเรื่องบางอย่าง”
“ได้สิ” จินเฟิง ไม่ได้ซักถามว่าเรื่องใด เพียงแค่พยักหน้ารับ
องค์หญิงเก้ากำจัดขุนนางใหญ่ไปมากมายเช่นนี้ ย่อมมีเรื่องให้ต้องจัดการอีกเยอะ
“ยังมีเรื่องหนึ่ง” องค์หญิงเก้าเอี้ยวตัวไปเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ข้าต้องไปแล้ว”
“ไป?” จินเฟิงหยุดฝีเท้า “ไปที่ใด?”
“หลายวันก่อน ชิ่นเอ๋อร์ได้รับจดหมายจากท่านพี่ซินเหยา แจ้งว่าทูตสวรรค์ของฝ่าบาทไปถึงซื่อชวนแล้ว ข้าต้องไปรับราชโองการ”
องค์หญิงเก้ากล่าว
“รับราชโองการ?” จินเฟิงรู้สึกหนักอึ้งในใจ “จดหมายของใต้เท้าชิ่งได้บอกหรือไม่ว่าพ่อของเจ้ามีท่าทีอย่างไร?”
“ฝ่าบาทเป็นถึงฮ่องเต้ปกครองต้าคัง อีกทั้งยังเป็นบิดาของเปิ่นกง เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงเอ่ยเรียกพระองค์ว่า ‘พ่อ’!”
องค์หญิงเก้ามองจินเฟิงด้วยสายตาตำหนิ
“เอาล่ะ” จินเฟิงรีบกล่าวแก้ “ฝ่าบาททรงมีท่าทีอย่างไรบ้างหรือ?”