ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 688 มีหนทางทำเงินเพิ่ม
บทที่ 688 มีหนทางทำเงินเพิ่ม
จางเหลียงที่อยู่ในชุดสีดำ ยืนอยู่บนพื้นที่ว่างเปล่าหน้าประตูห้องทดลอง
ถึงแม้จะเสียแขนไปข้างหนึ่ง แต่องค์หญิงเก้าก็ไม่กล้าดูแคลนเขา
ชิ่นเอ๋อร์ จูเอ๋อร์และเป่ยเชียนสวินถึงกับรีบยืดหลังตรง ราวกับเห็นเสือโคร่งตัวหนึ่ง
นี่คือจางเหลียงผู้ผ่านการทำสงครามมาหลายเดือน ไม่รู้ว่าชีวิตของโจรท้องถิ่นถูกสังเวยไปแล้วเท่าไร
“พี่เหลียง ขอบคุณที่ทำงานอย่างหนัก!”
จินเฟิงก้าวไปโอบไหล่จางเหลียงพลางเอ่ยถาม “กองทัพเจิ้นเหยวี่ยนและคนงานหญิงปลอดภัยดีหรือไม่?”
“ปลอดภัยดี” จางเหลียงพยักหน้ารับ “พวกนางถูกส่งไปที่เขาเถี่ยกว้านแล้ว ส่วนกองทัพเจิ้นเหยวี่ยนไปที่เจี้ยนเหมินกวาน ขณะที่ชาวบ้านที่ติดตามเรามาก็บรรเทาความเดือดร้อนได้ด้วยการเขาทำงานที่โรงงานต่าง ๆ แล้ว”
ตลอดเส้นทางที่จางเหลียงเดินทัพมานั้น มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่สิ้นไร้หนทาง ได้ติดตามกองทัพเจิ้นเหยวี่ยนมาด้วย
ครั้งหนึ่งจินเฟิงเคยกล่าวกับจางเหลียงว่า “มนุษย์คือรากฐานของทุกสิ่ง เมื่อมีมนุษย์แล้ว การพัฒนาจึงจะยั่งยืน”
ด้วยเหตุนี้ จางเหลียงจึงมิได้ขับไล่ชาวบ้าน อีกทั้งยังแบ่งปันเสบียงอาหารให้หลังจากกวาดล้างโจรเสร็จสิ้นในแต่ละครั้ง
การเดินทางกลับจากซื่อชวนในครั้งนี้ มีประชาชนผู้ประสบภัยติดตามพวกเขากลับมามากมาย
เมื่อคนเหล่านี้มาถึงจินชวน ก็ได้เข้าเติมเต็มช่องว่างแรงงานที่ขาดแคลนของโรงงานต่าง ๆ ได้อย่างมาก
“เจี้ยนเหมินกวานเป็นอย่างไรบ้าง? แม่ทัพยังไม่ยอมให้ความร่วมมือในการส่งมอบอีกหรือ?” จินเฟิงเอ่ยถามพลางขมวดคิ้ว “หรือต้องให้ข้าไปดูด้วยตัวเอง?”
“ไม่ต้องแล้ว ตอนนี้เข้ายึดครองเจี้ยนเหมินกวานได้แล้ว” จางเหลียงส่ายหน้า
“พวกเจ้ายึดมาได้อย่างไร?” จินเฟิงเอ่ยถาม
“ข้ารู้เรื่องนี้!”
จางเหลียงยังไม่ได้พูด หลิวเถี่ยก็รีบยืนขึ้นก่อนหนึ่งก้าว และเล่าถึงการที่จางเหลียงเข้าครอบครองเจี้ยนเหมินกวานด้วยความสดใสและประทับใจ
ผู้รักษาด่านเจี้ยนเหมินกวานเดิมเป็นคนของครอบครัวขุนนางในเมืองหลวง การที่เขาทำให้หลิวเถี่ยลำบากก่อนหน้านั้นก็เพียงเพื่อจะต้องการรับผลประโยชน์บางอย่าง
ต่อมาองค์หญิงเก้าได้จัดการสังหารขุนนางจำนวนมาก ซึ่งในนั้นก็มีคนในครอบครัวของผู้รักษาด่านนั้น
ดังนั้นผู้รักษาด่านจึงได้รับคำสั่งจากเมืองหลวงว่าไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามปล่อยเจี้ยนเหมินกวานแก่กองทัพเจิ้นเหยวี่ยนอย่างเด็ดขาด
จางเหลียงยกกองทัพเจิ้นเหยวี่ยนมาถึงเจี้ยนเหมินกวาน ก็ไม่ได้ยกทัพเข้าตีโดยพลัน หากแต่ให้ทหารปลอมตัวเป็นกองโจรท้องถิ่น ปล้นสะดมกองเสบียงที่ขนส่งเสบียงมาให้เจี้ยนเหมินกวานเสียก่อน
เดิมทีภายในเจี้ยนเหมินกวานนั้นมีเสบียงสะสมอยู่มาก แม้จะไม่ได้รับเสบียงเพิ่มแต่นายทหารผู้รักษาการณ์ก็ยังสามารถยืนหยัดต่อสู้ได้เป็นเวลานาน
จางเหลียงจะยอมปล่อยให้ศัตรูรอดพ้นไปง่าย ๆ เช่นนั้นหรือ? แน่นอนว่าไม่!
ในยามค่ำคืนวันนั้นเอง คลังเสบียงภายในเจี้ยนเหมินกวานก็เกิดเพลิงไหม้ลุกโหม เสบียงอาหารถูกเผาผลาญจนมอดไหม้ไปสิ้น!
ครั้นเสบียงอาหารถูกเผา กองเสบียงก็ถูกปล้น พวกนายทหารหาญกล้าที่รักษาการณ์อยู่จึงต้านทานต่อไปไม่ไหว เพียงแค่สองวันก็เปิดประตูเมืองออกมายอมจำนน
ครั้นออกมาแล้ว จางเหลียงก็ชักดาบขึ้นจ่อคอแม่ทัพผู้นั้นและบังคับให้จัดการเรื่องราวที่เหลือให้เรียบร้อย
เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการส่งมอบแล้ว จางเหลียงก็ไม่ได้ตรึงเครียดอีกต่อไป จึงปล่อยแม่ทัพผู้นั้นไปโดยปลอดภัย
ทว่าแม่ทัพผู้นั้นล่วงพ้นประตูเมืองเจี้ยนเหมินกวานไปได้ไม่ไกล ก็ประสบพบพานกับโจรจนต้องจบชีวิตลงกลางป่าเขา
“พี่เหลียงเผาเสบียงคลังอย่างไรหรือ?”
ถังตงตงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“หรือว่าพี่เหลียงได้แอบส่งคนไปแทรกซึมที่ด่านเจี้ยนเหมินกวานไว้ก่อนหน้านี้แล้ว?” องค์หญิงเก้าตรัสขึ้นอย่างครุ่นคิด
ด่านเจี้ยนเหมินกวานนั้นตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ขรุขระ ยากแก่การตีฝ่า กำแพงเมืองก็ราบเรียบไร้ที่ให้เกาะเกี่ยว แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญการปีนป่ายอย่างแม่นางชิ่นเอ๋อร์ก็มิอาจปีนข้ามไปได้
หากไม่ใช่เพราะส่งคนไปเตรียมการไว้ก่อน องค์หญิงเก้าก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจางเหลียงจะใช้วิธีใดในการเผาทำลายเสบียงอาหารได้
แม่ทัพเองก็คาดการณ์เช่นเดียวกับองค์หญิงเก้า เขาเชื่อว่าต้องมีหนอนบ่อนไส้แฝงตัวอยู่ภายใน จึงสั่งประหารทหารและขุนนางชั้นผู้น้อยที่รับผิดชอบด้านเสบียงอาหารไปหลายคน
ฝ่ายจางเหลียงนั้นเพียงแต่ยิ้มน้อย ๆ โดยมิได้เอ่ยตอบสิ่งใด
ถังตงตงและองค์หญิงเก้าครุ่นคิดเท่าใดก็ไม่อาจเข้าใจได้ แต่จินเฟิงกลับคาดเดาได้ในทันที
จางเหลียงต้องใช้บอลลูนลมร้อนอย่างแน่นอน
แม้ไม่ทราบว่าทำเช่นไร แต่หากสามารถยึดเจี้ยนเหมินกวานได้ ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว
จินเฟิงยกนิ้วให้อย่างชื่นชม “พี่เหลียง ช่างมีวิธีการมากมายนัก”
“ตำราพิชัยสงครามที่ท่านอาจารย์มอบให้ช่างวิเศษยิ่ง”
จางเหลียงส่ายหน้าอย่างนอบน้อม
“ตำราพิชัยสงครามเล่มเดียวกัน ข้าก็มอบให้ชิ่งมู่หลานไปแล้ว นางยังคงถูกโจรท้องถิ่นล้อมอยู่บนเขาอู่หลาง ไม่สามารถขยับไปไหนได้”
จินเฟิงมองจางเหลียงด้วยความชื่นชม
ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางคนก็คืออัจฉริยะ
ตัวอย่างเช่นในเรื่องจักรกล จินเฟิงยอมรับว่าตนเองว่านเฮ่อหมิงไม่ได้
จินเฟิงยังไม่ทันได้ถ่ายทอดวิชาความรู้แก่เขาอย่างเต็มที่ แต่ด้วยเพียงตำราพื้นฐานที่จินเฟิงมอบให้ เขาก็สามารถปรับปรุงเครื่องทอผ้าได้ด้วยตนเอง
ส่วนทางด้านจางเหลียงนั้นกลับมีพรสวรรค์ด้านการทำศึกสงคราม
ตำราพิชัยสงครามที่จินเฟิงมอบให้ แท้จริงแล้วมีเนื้อหาเรียบง่าย แต่สำหรับจางเหลียงแล้ว กลับเปรียบเสมือนส่องสว่างนำทาง ความคิดอันเลือนรางในหัวกลับชัดเจนขึ้นมาในฉับพลัน
ไม่เพียงเท่านั้น จางเหลียงยังรู้จักปรับใช้กลยุทธ์ ไม่ได้ยึดติดกับตำรา แต่รู้จักประยุกต์ใช้อย่างชาญฉลาด
บางครั้ง แม้แต่การปราบโจรท้องถิ่นเพียงครั้งเดียว เขายังสามารถใช้กลยุทธ์ได้หลากหลายรูปแบบ
จินเฟิงโชคดีที่ได้พบกับจางเหลียงผู้มีพรสวรรค์ ฝ่ายจางเหลียงเองก็ซาบซึ้งในบุญคุณของจินเฟิงที่มอบทั้งตำราพิชัยสงครามและความไว้วางใจให้เขาได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่
หากไม่ได้จินเฟิงช่วยเหลือไว้ ป่านนี้จางเหลียงคงยังคงทำไร่ไถนาอยู่เช่นเดิม
เช่นเดียวกับว่านเฮ่อหมิง หากไม่ได้จินเฟิงช่วยเหลือ เขาและพี่สาวคงต้องระหกระเหินไม่รู้ชะตากรรม
ยุคนี้ แม้แต่ผู้ใหญ่ยังยากที่จะมีชีวิตรอด เด็กน้อยเช่นเขาคงไม่อาจมีชีวิตข้ามผ่านฤดูหนาวอันเหน็บหนาวได้
ต่อให้เขามีพรสวรรค์ในด้านเครื่องจักรกลเพียงใดก็คงไร้ค่า
“ท่านอาจารย์ ข้าได้สั่งให้คนไปติดตั้งธนูจ้งหนู่และเครื่องเหวี่ยงหินที่เจี้ยนเหมินกวานเรียบร้อยแล้ว การป้องกันด่านไม่ต้องใช้คนมากมายขนาดนั้น ข้าจึงอยากจะขอแบ่งกองทัพเจิ้นเหยวี่ยนบางส่วนไปช่วยสำนักคุ้มภัยขนส่งสินค้า ท่านอาจารย์คิดเห็นอย่างไร?” จางเหลียงเอ่ยถาม
“ตกลง” จินเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย
กองทัพเจิ้นเหยวี่ยนมีกำลังพลเต็มอัตราห้าพันนาย การป้องกันเจี้ยนเหมินกวานเพียงแค่ไม่กี่ร้อยคนก็เพียงพอแล้ว
ส่วนทหารอีกสี่พันกว่าคนที่เหลือ จินเฟิงไม่อาจปล่อยให้พวกเขามาเฉาตายอยู่ในกองทัพเช่นนี้ได้
ให้พวกเขาออกไปกวาดล้างพวกโจร นอกจากจะสร้างคุณค่าแล้วยังถือเป็นการฝึกฝนอีกด้วย
บัดนี้ผู้คุ้มกันภัยและกองทัพเจิ้นเหยวี่ยนล้วนอยู่ใต้บัญชาของจางเหลียง เขาผู้นั้นยุ่งอยู่กับงานทั้งวัน พอได้รับแจ้งเรื่องเสร็จก็รีบร้อนจากไป
จางเหลียงเพิ่งจะไป ต้าหลิวก็มาแจ้งว่าเหล่าเถียนมาขอเข้าพบ
“เหล่าเถียนมาแล้ว เจ้ายังจะถามอะไรอีก รีบให้เขาเข้ามาสิ!”
จินเฟิงพูดจบก็หมุนกายมุ่งหน้าไปยังประตู
องค์หญิงเก้าเห็นดังนั้นก็ทรงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง พลางนึกอย่างเร็วว่าเหล่าเถียนผู้นี้เป็นใคร ถึงทำให้จินเฟิงให้ความสำคัญถึงเพียงนี้
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงนึกขึ้นได้ว่าเหล่าเถียนคือผู้รับผิดชอบโรงหลอมแก้ว
ตอนนี้สุ่ยอวี้ที่นำมาซึ่งกระแสเงินไหลอย่างต่อเนื่องให้แก่ซีเหอวานนั้น เหล่าเถียนนับว่ามีคุณูปการยิ่ง
แม้จินเฟิงไม่ได้บังคับกำหนดสิ่งใด แต่เพื่อป้องกันมิให้สูตรผสมแก้วรั่วไหล เหล่าเถียนและคนงานอีกสองสามคนจึงกินนอนกันในโรงงานแก้ว ไม่ได้กลับบ้านเรือนแม้ในยามปกติ
วันนี้ผู้คุ้มกันภัยที่เฝ้าประตูแจ้งว่าจินเฟิงกลับมาแล้ว เหล่าเถียนจึงได้ออกมาจากโรงงานแก้ว
ยังไม่ทันที่จินเฟิงจะเดินมาถึงประตู ต้าหลิวก็พาคนผู้นั้นเข้ามาเสียแล้ว
“ท่านอาจารย์ ท่านกลับมาเสียที!”
เหล่าเถียนเห็นจินเฟิงก็ยิ้มอย่างจริงใจ
จากนั้นจึงเห็นองค์หญิงเก้าก็รีบคำนับ
สำหรับผู้ที่จินเฟิงให้ความสำคัญ องค์หญิงเก้าจะไม่วางท่า นางยิ้มและยกมือขึ้นเล็กน้อย
“เหล่าเถียน นั่งลงเถิด!”
จินเฟิงพาเหล่าเถียนเข้าไปในห้องทำงาน แล้วชี้ไปที่เก้าอี้พร้อมกับเอ่ยถามว่า “เจ้ามีธุระอะไรหรือ?”
เหล่าเถียนเงยหน้ามององค์หญิงเก้า ถังตงตงและคนอื่น ๆ ด้วยท่าทางลังเล
“ไม่เป็นไร พวกเราล้วนเป็นคนกันเอง เอ่ยมาเถิด” จินเฟิงกล่าว
เหล่าเถียนจึงได้เอ่ยขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ กระจกที่ท่านให้ข้าทำ ตอนนี้สำเร็จแล้ว!”
“ต่อวันเจ้าทำได้มากน้อยเพียงใด?” จินเฟิงเอ่ยถาม
“พวกข้าผลัดเปลี่ยนกันทำ วันหนึ่งได้หลายสิบบาน”
“ฮ่าฮ่า มีหนทางทำเงินเพิ่มอีกแล้ว”
จินเฟิงได้ยินเช่นนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้