ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 691 ต้องอธิบายให้กระจ่าง
บทที่ 691 ต้องอธิบายให้กระจ่าง
จินเฟิงสังเกตเห็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งตั้งแต่ชีวิตที่แล้ว
นั่นก็คือมิตรภาพระหว่างสตรีล้วนสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว
ดั่งเช่นถังเสียวเป่ยและสือหลิงอวิ๋นเพิ่งจะพบหน้ากันไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา นางทั้งสองกลับจับมือกันสร้างสันติภาพราวกับพี่น้องคลานตามกันมา ทั้งยังเอียงศีรษะกระซิบกระซาบกันไม่หยุดปาก
ต่อมาจั่วเฟยเฟยกับกวานเสี่ยวโหรวผู้นิยมความสงบ ก็เข้าร่วมวงสนทนาด้วยอีกคู่
จินเฟิงเห็นดังนั้นก็พลอยยินดี ปล่อยให้พวกนางสนทนากันไป ส่วนตนเองก็เดินตามหลังขึ้นเขาไปเงียบ ๆ
ศาลจินเจียเหนียงจื่อบนเขาเถี่ยกว้านก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ป้ายชื่อของคนงานหญิงที่เสียชีวิตจากการสู้รบก็ถูกจัดวางไว้ภายในแล้ว
คนงานหญิงที่เขาเถี่ยกว้านที่มักเล่นซุกซนอยู่เสมอ เมื่อรู้ว่าวันนี้จินเฟิงมาสักการะผู้ล่วงลับ พวกนางจึงเงียบสงบลงอย่างน่าแปลกใจ
จินเฟิงสักการะที่หอบรรพบุรุษก่อน จากนั้นก็นำกวานเสี่ยวโหรวและคนอื่น ๆ ไปสักการะที่สุสาน
ตลอดกระบวนการเป็นเรื่องยุ่งยากและซับซ้อน แต่จินเฟิงก็ไม่แสดงความเหนื่อยหน่ายออกมาแม้แต่น้อย เขาปฏิบัติตามพิธีกรรมของต้าคังทุกขั้นตอน ทุกการกระทำด้วยความตั้งใจ
คนงานหญิงที่เสียชีวิตในการสู้รบมีจำนวนมาก แม้เพียงแค่ปรับปรุงหลุมฝังศพเล็กน้อยแบบเชิงสัญลักษณ์ กระบวนการสักการะทั้งหมดก็ต้องใช้เวลาตั้งแต่เช้าจนกระทั่งเกือบบ่ายถึงจะเสร็จสิ้น
ผ่านพิธีกรรมครั้งนี้จินเฟิงรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า บรรยากาศของเขาเถี่ยกว้านเปลี่ยนไป
ก่อนหน้านี้เมื่อคนงานหญิงพบกวานเสี่ยวโหรวและถังเสียวเป่ย ต่างก็เรียกพวกนางว่า ‘ฮูหยิน’ แต่บัดนี้คนงานหญิงเกือบทั้งหมดล้วนเรียกพวกนางว่า ‘พี่สาว’
ส่วนหญิงงานที่เอ่ยปากเรียกเขาว่า ‘สามี’ ตรง ๆ ก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ
ก่อนหน้านี้พวกนางเพียงแค่หยอกเย้าเล่น ๆ คิดจะเอาแกล้งเขาเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับเรียกเช่นนั้นจากใจจริง
ในค่ำคืนวันนั้น เขาเถี่ยกว้านได้จัดงานเลี้ยงรอบกองไฟขนาดใหญ่ขึ้น นอกจากจะเป็นการส่งดวงวิญญาณผู้ล่วงลับแล้ว ยังเป็นการต้อนรับหญิงสาวจากเมืองซื่อชวนอีกด้วย
มารดาของจั่วเฟยเฟยรู้ว่าจินเฟิงชอบดื่มเหล้าหวาน จึงยกมาให้เขา
นับแต่ที่เมืองกวางเหยวียน จินเฟิงเมาสุราแล้วร้องเพลง ‘กั๋วจี้เกอ’ ออกมา จินเฟิงก็เตือนตนเองว่าสุรานั้นชวนให้เกิดเรื่องผิดพลาด จึงตั้งใจว่าจะไม่ดื่มอีก
แต่จั่วจางซื่อกลับคะยั้นคะยอจินเฟิงจนใจอ่อน คิดว่าเหล้าหวานนี้คงไม่แรงนัก จึงยอมดื่มไปหนึ่งถ้วย
แต่กลับเป็นการเปิดช่องให้หญิงสาวคนอื่นพากันยกเหล้าหวานมาให้จินเฟิงบ้าง
เหล่าหญิงสาวผู้นี้ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ที่หยางเจวี้ยนหลิ่ง หรือไม่ก็ร่วมเดินทางไปยังต้าหม่างพัวเพื่อปล้น ค่ายม้าศึก จินเฟิงไม่อาจปฏิเสธน้ำใจของพวกนางได้
กวานเสี่ยวโหรวเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เมื่อพวกนางพากันมาคารวะจินเฟิงจนครบทุกคน แล้วนางก็เป็นคนถัดไป
ถังเสียวเป่ยเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเผ่นหนีไปเสีย
จินเฟิงจำไม่ได้ว่างานเลี้ยงรอบกองไฟนั้นสิ้นสุดลงเมื่อใด รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ต้องยกถ้วยดื่มแล้วดื่มอีก
ครั้นลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็ล่วงเข้าเช้าวันใหม่เสียแล้ว
ข้างกายนั้นมีกวานเสี่ยวโหรวนอนหลับใหลอยู่ นางหลับสนิทใบหน้าแดงระเรื่อ ปากยังคงส่งกลิ่นสุราจาง ๆ
ถังเสียวเป่ยนั่งอยู่ข้างเตียง เห็นจินเฟิงตื่นขึ้นจึงรินน้ำอุ่นส่งให้
“เมื่อคืนข้าไม่ได้ร้องเพลงกั๋วจี้เกอออกมาใช่หรือไม่”
จินเฟิงรับน้ำมาดื่ม พลางถามไปขณะนวดศีรษะ
“ไม่ได้ร้อง ท่านไม่ได้ร้องเพลง ไม่ได้แต่งบทกวีและมิได้กล่าววาจาใดเรื่องการก่อกบฏ”
ถังเสียวเป่ยยื่นผ้าขนหนูให้
“อย่างนั้นหรือ?”
จินเฟิงได้ยินดังนั้นก็ค่อยวางใจ
เมื่อวานรู้สึกตัวว่าตนเองอาจจะเมา จินเฟิงก็พร่ำบอกตัวเองในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าห้ามพูดจาเหลวไหลออกมาอีก
ดูท่าตอนนี้คงจะควบคุมตัวเองได้แล้ว
“สามีที่รัก เรื่องเมื่อคืนเจ้าจำไม่ได้เลยหรือ?”
ถังเสียวเป่ย เดินเข้ามาใกล้จินเฟิงพลางกะพริบตาปริบ ๆ เอ่ยถามว่า
“ข้าจำไม่ค่อยได้แล้ว เกิดอะไรขึ้นหรือ หรือว่าข้าได้พูดสิ่งใดที่ไม่เหมาะสม เจ้าจึงทำสีหน้าเช่นนี้?”
จินเฟิงรู้สึกใจคอไม่สงบเมื่อถูกถังเสียวเป่ยจ้องมองเช่นนั้น
“ข้าเพียงแต่บอกว่าเจ้าไม่ได้แต่งบทกวี ไม่ได้พูดว่าเจ้าคิดก่อกบฏ ไม่ได้พูดว่าเจ้าไม่ได้ทำเรื่องอื่น”
“แล้วข้าทำสิ่งใดเล่า?” จิตใจของจินเฟิงเริ่มรู้สึกไม่ดี
“ไม่มีสิ่งใดหรอก เพียงแค่หยอกเย้ากับอนุของเจ้าเท่านั้น”
ถังเสียวเป่ยตั้งใจเน้นเสียงหนักแน่นที่คำว่า ‘อนุ’
“ใช่หรือ?” จินเฟิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“หากเจ้าไม่เชื่อ ค่ำนี้ลองออกไปถามพวกนางดูสิ”
ถังเสียวเป่ยเหลือบมองจินเฟิงด้วยหางตา “ปกติไม่เห็นเจ้าแสดงออกเช่นนี้ พอดื่มสุราเข้าไป ถึงได้เผยธาตุแท้ออกมา คำพูดคำจาช่างโอหังนัก”
“ข้าพูดสิ่งใดหรือ?” จินเฟิงรู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างรุนแรง
“ไม่ได้พูดอะไรหรอก เพียงแต่บอกว่าหญิงใดที่ได้รับทะเบียนสมรสไปแล้ว นางผู้นั้นก็ถือเป็นคนของตระกูลจิน หากพวกนางไม่อยากแต่งให้ผู้อื่นจริง ๆ เจ้าก็จะรับไว้และไม่ยอมให้พวกนางต้องอดตายเป็นอันขาด”
ถังเสียวเป่ยเดินเข้ามาใกล้ ๆ จินเฟิง นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “สามีที่รัก พูดจริงหรือ?”
“นอกจากเอ่ยปากไปเช่นนั้นแล้ว ข้าได้ทำสิ่งใดเกินเลยไปกว่านั้นหรือไม่?” จินเฟิงเอ่ยถามอย่างมีความหวังริบหรี่
“อันนี้ข้ามิทราบได้ ข้าเพียงแต่พาท่านพี่เสี่ยวโหรวกลับมายังที่พักเท่านั้น ครั้นกลับไปหาเจ้าอีกครั้ง เจ้าก็หายไปเสียแล้ว จนกระทั่งยามดึกเจ้าจึงกลับมา”
ถังเสียวเป่ยเอ่ยกับจินเฟิงว่า “เจ้าคลานติดกำแพงกลับมาแถมเสื้อผ้าก็หลุดลุ่ย…”
“พอเถอะ ข้าอยากอยู่เงียบ ๆ*[1]” จินเฟิงปิดหน้าไม่อยากได้ยินสิ่งใดอีก
“ข้าจำได้ว่าเขาเถี่ยกว้านมีสตรีนามว่าจิ้งจิ้งตั้งหลายนาง คิดถึงนางใดกันล่ะ?”
“คำพูดทำนองนี้ข้าเป็นคนสอนเจ้าเอง อย่าเอามาใช้กลั่นแกล้งข้าได้หรือไม่!”
จินเฟิงเอื้อมมือไปขยี้หัวถังเสียวเป่ยอย่างมันเขี้ยว
จินเฟิงพลันตระหนักถึงบางสิ่ง จึงเงยหน้าขึ้นตะโกนออกไปภายนอกว่า “เชียนสวิน!”
เป่ยเชียนสวินเดินเข้ามาพร้อมกับดาบทมิฬในอ้อมแขน “ท่านอาจารย์ มีสิ่งใดให้ข้ารับใช้หรือ?”
“เจ้าได้ยินสิ่งที่เสียวเป่ยเอ่ยก่อนหน้านี้หรือไม่?” จินเฟิงเอ่ยถาม
“ข้าได้ยิน” เป่ยเชียนสวินพยักหน้ารับ
“สิ่งที่นางกล่าวนั้นเป็นความจริงหรือ?” ท่านจินเฟิงเอ่ยถามอีกครั้ง
เป่ยเชียนสวินยังไม่ทันเอื้อนตอบ ก็เหลือบเห็นถังเสียวเป่ยแอบส่งสายตาให้
จินเฟิงเอ่ยถามเป่ยเชียนสวิน เพียงเพื่อจับตาดูท่าทีของถังเสียวเป่ยเท่านั้น
ตอนนี้คำตอบปรากฏแก่สายตาจินเฟิง เขารู้แจ้งในใจโดยไม่ต้องเอ่ยถาม
ช่างน่าขันนัก ที่แท้ก็ถูกนางล้อเล่นมาตั้งนาน
“เชียนสวินรบกวนเจ้าแล้ว”
จินเฟิงพยักหน้าให้เป่ยเชียนสวิน นางรู้ความหมายจึงผละตัวเดินจากไป
ถังเสียวเป่ยเองก็อยากจะตามไปด้วย แต่เพิ่งจะก้าวเท้าได้สองก้าวก็ถูกจินเฟิงคว้าแขนไว้เสียก่อน
“เสียวเป่ย เจ้าจะไปไหน?”
“ตายจริง ข้าจะไปดูว่าโจ๊กเดือดได้ที่หรือยัง จะได้ไปตักมาให้สามีที่รักสักถ้วย”
ถังเสียวเป่ยตอบอย่างรู้สึกผิด
“ไม่ต้องกล่าวอ้าง เจ้าอธิบายข้ามาก่อนเถิด เรื่องที่ข้าต้องเกาะกำแพงกลับมานั้นหมายความว่าอย่างไร?” จินเฟิงเอ่ยถามพลางหรี่ตามอง
“สามีที่รัก ข้าเพียงเอ่ยล้อเล่นเท่านั้น”
“ขอโทษด้วย แต่ข้าจริงจัง”
จินเฟิงออกแรงดึงถังเสียวเป่ยเข้ามาในอ้อมกอด “วันนี้เจ้าต้องอธิบายให้กระจ่าง มิเช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าคลานเกาะกำแพงออกไปเช่นกัน!”
…
ครั้นจินเฟิงออกจากห้อง ตะวันก็ลอยสูงเสียแล้ว
เป่ยเชียนสวินมิอาจรับรู้เรื่องราวสุดท้ายว่าถังเสียวเป่ยได้อธิบายจนกระจ่างหรือไม่ ทว่าสิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจยิ่งนักคือท่าทางการเดินของกวานเสี่ยวโหรวที่ดูผิดปกติไป
เป่ยเชียนสวินครุ่นคิดเท่าใดก็ไม่อาจหาคำตอบได้ จึงมิกล้าเอ่ยถามออกไป
จินเฟิงยืนบิดขี้เกียจอยู่หน้าประตู กำลังจะเอ่ยปากเรียกต้าหลิวให้นำอาหารมาให้ ทันใดนั้นก็เห็นต้าหลิววิ่งหน้าตื่นเข้ามา
“ท่านอาจารย์ เสี่ยวอวี้ส่งนกพิราบสื่อสารมา บอกว่าให้ท่านอาจารย์รีบกลับหมู่บ้าน”
เขาเถี่ยกว้านอยู่ไม่ไกลจากซีเหอวาน ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีนกพิราบสื่อสาร
แต่หลังจากที่ซีเหอวานถูกโจรท้องถิ่นล้อมไว้ ข่าวสารไม่อาจส่งออกไปได้ เสี่ยวอวี้จึงให้สร้างกรงนกพิราบขึ้นที่เขาเถี่ยกว้านด้วย
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นที่หมู่บ้านหรือ?” จินเฟิงเอ่ยถามพลางขมวดคิ้ว
ในระยะทางใกล้เช่นนี้ เสี่ยวอวี้ไม่ส่งคนมาแจ้งข่าว แต่กลับใช้นกพิราบสื่อสาร แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องใหญ่หลวงเป็นแน่
ซีเหอวานคือฐานที่มั่นของเขา ไม่อาจมีข้อผิดพลาดใด ๆ ได้
“ข้าเองก็ไม่ทราบแน่ชัด เสี่ยวอวี้เพียงส่งจดหมายมาบอกให้ท่านอาจารย์รีบกลับไปเท่านั้น” ต้าหลิวตอบ
[1] อยากอยู่เงียบ ๆ ในภาษาจีนคือ ‘想静静’ แปลได้อีกความหมายว่า คิดถึงจิ้งจิ้ง