ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 694 การพัฒนาอย่างเต็มกำลัง
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 694 การพัฒนาอย่างเต็มกำลัง
บทที่ 694 การพัฒนาอย่างเต็มกำลัง
หลังจากวุ่นวายมาทั้งวัน จินเฟิงก็เหนื่อยจนแทบจะยืนไม่อยู่ แต่เขาก็ยังคงพากวานเสี่ยวโหรวและถังเสียวเป่ยไปดูละครเวทีกับชาวบ้านจนจบ จึงค่อยกลับ
เพราะนี่เป็นวันปีใหม่แรกที่เขามาถึงต้าคัง
ในสายตาของจินเฟิง สิ่งที่ได้รับมากที่สุดไม่ใช่การเปิดโรงงานไปเท่าไร หรือได้กำไรเท่าไร แต่เป็นชาวบ้านที่มาอวยพรปีใหม่ในวันนี้ต่างหาก
ด้วยการสนับสนุนจากชาวบ้าน ไม่ว่าเขาจะทำอะไร เขาก็รู้สึกมั่นใจ!
ครึ่งเดือนหลังจากวันปีใหม่ จินเฟิงพากวานเสี่ยวโหรว ถังเสียวเป่ยและคณะการแสดงจินชวน เดินสายไปทั่วทุกโรงงานในจินชวน นับเป็นการไปอวยพรปีใหม่ให้กับคนงานและถือโอกาสดูความคืบหน้าของแต่ละโรงงานด้วย
โรงงานต่าง ๆ ภายใต้การดูแลของจินเฟิงล้วนอยู่ในช่วงเริ่มก่อตั้ง เป็นช่วงเวลาที่จิตใจของผู้คนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นผู้คุ้มกันภัย กองทัพเจิ้นเหยวี่ยนหรือแม้แต่โรงงานต่าง ๆ ล้วนยังไม่ปรากฏเรื่องราวแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ทุกคนต่างเกรงกลัวว่าความสุขที่หามาได้อย่างยากลำบากนี้จะหลุดลอยไป จึงทุ่มเททำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
วันปีใหม่ปีนี้ จินเฟิงประกาศให้โรงงานทุกแห่งหยุดพักสิบวัน แต่พอถึงวันที่สองของวันปีใหม่ โรงงานเกือบทั้งหมดกลับเปิดทำงานเองโดยสมัครใจ
ทุกที่ที่จินเฟิงเดินทางไป ล้วนสัมผัสได้ถึงความคึกคักมีชีวิตชีวา
แม้แต่คุกที่ใช้กักขังโจรท้องถิ่นที่เฮยสุ่ยโกวก็ยังคงเป็นเช่นนี้
เมื่อเดือนก่อน มีโจรคนหนึ่งพบเพลิงไหม้ในยามราตรี จึงอาสาเข้าดับไฟ ป้องกันมิให้ลุกลามไปถึงเขตที่พัก
เสี่ยวอวี้ได้ยินเรื่องนี้ จึงสั่งให้หัวหน้ากองร้อยผู้รับผิดชอบเฮยสุ่ยโกวเรียกประชุมใหญ่ ยกย่องโจรผู้นั้น มิเพียงมอบเงินรางวัลสามตำลึงเงิน แต่ยังประกาศต่อหน้าทุกคนว่าเขาสั่งสมคุณงามความดีครบถ้วนแล้ว จึงปลดปล่อยเขาเป็นอิสระในวันนั้น
โจรคนนั้นนำเงินกลับไปเยี่ยมครอบครัว แล้วจึงเดินทางกลับมายังเฮยสุ่ยโกวเพื่อขอทำงานที่นี่อีกครั้ง
หัวหน้ากองร้อยจึงนำเรื่องมาแจ้งเสี่ยวอวี้ เมื่อได้รับอนุญาตจึงตอบตกลงรับเขาเข้าทำงาน
โจรท้องถิ่นผู้นั้นจึงกลายเป็นคนงานเหมืองถ่านหินอย่างเป็นทางการคนแรกของเฮยสุ่ยโกว ได้รับค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเทียมกับผู้คุ้มกันภัย อีกทั้งยังได้หยุดพักสองวันต่อเดือนอีกด้วย
โจรท้องถิ่นผู้นั้นพลันกลายเป็นเป้าหมายที่น่าอิจฉาและเป็นแบบอย่างให้โจรคนอื่นใฝ่ฝันอยากจะเป็นเช่นนั้น
ก่อนหน้านี้เหล่าโจรท้องถิ่นล้วนทำงานด้วยความเกียจคร้าน ต้องให้ผู้คุ้มกันภัยใช้แส้ฟาดจึงจะยอมทำงานอย่างจริงจัง แต่หลังจากเหตุการณ์นั้น พวกเขาต่างก็ทำงานอย่างกระตือรือร้นยิ่งนัก
เดือนก่อนยอดการขุดถ่านหินพุ่งสูงขึ้นกว่าเดือนก่อนหน้าถึงสองในสิบส่วน
เสี่ยวอวี้จึงได้รายงานเรื่องนี้ต่อจินเฟิงเพื่อขออนุญาตเพิ่มคะแนนผลงานให้กับเหล่าโจรท้องถิ่นตามผลงานที่พวกเขาทำได้
เรื่องนี้ทำให้เหล่าโจรท้องถิ่นตื่นเต้นดีใจยิ่งนัก ช่วงนี้ถ่านหินที่ขุดได้จึงล้นหลามจนแทบไม่มีที่เก็บ
ตอนนี้ความต้องการใช้ถ่านหินของจินเฟิงยังไม่มาก แต่เขาเข้าใจว่าเมื่อขยายขนาดของอุตสาหกรรมออกไป สถานที่ที่ต้องใช้ถ่านหิน จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้นเขาจึงให้ผู้คุ้มกันภัยทำความสะอาดหุบเขานอกหมู่บ้าน เพื่อใช้สำหรับเก็บถ่านหินโดยเฉพาะ
ที่จริงแล้วไม่เพียงแต่ชาวบ้านในจินชวนที่ซาบซึ้งในตัวจินเฟิง แต่สถานที่อื่น ๆ ในชวนสู่ก็เช่นเดียวกัน
ภายใต้ความพยายามของจินเฟิง องค์หญิงเก้าและชิ่งซินเหยา สถานการณ์ความวิบัติในชวนสู่ก็ผ่านพ้นไปอย่างปลอดภัย
แม้ว่าจะยังมีผู้คนที่อดตายและหนาวตายอยู่บ้าง แต่ก็น้อยกว่าจำนวนผู้ที่อดตายในปีที่มีการเก็บเกี่ยวพืชผลในปีก่อน ๆ
โรงแลกเงินจินชวนก็ขยายสาขาไปยังชวนสู่ ตามสถานที่ต่าง ๆ และได้ทิ้งความประทับใจไว้อย่างไม่ลบเลือนในใจของประชาชน
จูเฉินซื่อก็ถือโอกาสนี้ซื้อที่ดินและร้านค้าในชวนสู่เพื่อเตรียมเปิดโรงเตี๊ยมจินชวน
เพื่อวัตถุประสงค์นี้ นางยังได้นัดพบกับชิงเยวียนเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการขยายคณะการแสดง
ชิงเยวียนเองก็มีแผนการนี้ในใจอยู่แล้ว ทำให้ทั้งสองสามารถตกลงกันได้โดยง่ายดาย
ทั้งสองจึงไปหาจินเฟิง เพื่อขอเงินทุนจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็เริ่มซื้อทาสเป็นจำนวนมากในแต่ละท้องที่ โดยเน้นเลือกที่สาวสวยและมีรูปร่างดี เพื่อฝึกฝนให้เป็นนักเต้นรำ
ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้างหรือการซื้อร้านค้า เงินทองก็ไหลออกไปราวกับสายน้ำ
ด้วยเหตุนี้ ทรัพย์สมบัติของจินเฟิงจึงร่อยหรอลงจนแทบหมดสิ้น
ทว่าเขากลับไม่เสียใจแม้แต่น้อย
เงินทองที่หายไปยังหาใหม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือใจคน
เดิมทีอิทธิพลของจินเฟิงจำกัดอยู่เพียงแถบเมืองจินชวนและกวางเหยวียน แต่หลังจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้ ชื่อเสียงของเขาก็เลื่องลือไปทั่วทั้งดินแดนชวนสู่
ด้วยแรงสนับสนุนและการบอกเล่าจากคณะการแสดงและโรงแลกเงินจินชวน ชาวบ้านต่างรู้กันดีว่าทั้งหมดนี้ล้วนมาจากความเมตตาของท่านอาจารย์จินแห่งจินชวนและองค์หญิงเก้าที่มอบชีวิตใหม่ให้พวกเขา
กระทั่งถึงคราวเฉลิมฉลองปีใหม่ แทบทุกหลังคาเรือนในเมืองชวนสู่ต่างพากันตั้งแผ่นป้ายบูชาไว้เคียงข้างแท่นบูชาบรรพบุรุษถึงสองป้าย
ป้ายหนึ่งอุทิศแด่จินเฟิง ส่วนอีกป้ายอุทิศแด่องค์หญิงเก้า
แผ่นป้ายบูชานี้ ผู้คนตั้งขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณและอวยพรให้กับผู้มีพระคุณที่ยังมีชีวิตอยู่
การที่ชาวบ้านมากมายต่างพร้อมใจกันตั้งแผ่นป้ายบูชาเช่นนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์แม้แต่ ฮ่องเต้เองก็ยังไม่เคยได้รับเกียรติเช่นนี้
ในใจของชาวบ้านล้วนเปี่ยมล้นไปด้วยความซาบซึ้ง พวกเขาจึงทำงานอย่างขยันขันแข็ง ไม่เกียจคร้าน
เมื่อสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิเริ่มพัดพามา อากาศค่อย ๆ อบอุ่นขึ้น โรงงานน้อยใหญ่ที่จินเฟิงก่อสร้างไว้ทั่วทุกหนแห่งต่างทยอยเสร็จสิ้น
โรงงานแห่งแรกที่สร้างเสร็จคือโรงงานทอผ้า
เพราะโรงงานทอผ้าในสมัยนี้ไม่มีเครื่องจักรขนาดใหญ่ โครงสร้างจึงแสนเรียบง่าย เพียงแค่ก่อกำแพงสี่ด้านแล้วมุงหลังคาเป็นอันเสร็จสิ้น
รอเพียงให้คนนำไนปั่นด้ายมาติดตั้ง โรงงานทอผ้าก็พร้อมเปิดดำเนินการได้ทันที
เพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงาน จินเฟิงจึงไม่ได้ทำการพัฒนาเครื่องปั่นด้าย แต่กลับไปพัฒนากี่ทอผ้าลายแทน พร้อมทั้งขยายกิจการทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ
ต่อจากนี้ โรงงานสิ่งทอไม่เพียงแต่ปั่นด้าย หากแต่ยังต้องทอผ้าและเปิดแผนกตัดเย็บเสื้อผ้าอีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น จินเฟิงยังให้คณะการแสดงและโรงแลกเงินจินชวนประกาศให้ชาวบ้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ส่งเสริมให้ชาวบ้านในหุบเขาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม
เพื่อคลายความกังวลของชาวบ้าน จินเฟิงจึงให้โรงแลกเงินจินชวนทำสัญญากับชาวบ้าน โดยให้โรงแลกเงินเป็นผู้รับซื้อผลผลิตเส้นไหมจากการปลูกหม่อนของชาวบ้านทั้งหมด
โดยให้ราคาสูงกว่าราคาในปีก่อนหน้าหนึ่งในสิบส่วน
และในสัญญานั้นมีเพียงข้อกำหนดสำหรับโรงแลกเงินเท่านั้น ไม่ได้มีข้อผูกมัดใด ๆ แก่ชาวบ้าน
หากปีหน้าสภาพตลาดดี ราคาของเส้นไหมน่าจะสูงกว่าราคาในสัญญา ชาวบ้านก็สามารถขายสินค้าให้กับพ่อค้าผ้ารายอื่นได้
ด้วยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ โรงแลกเงินจินชวนจึงเป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน ประกอบกับเนื้อหาในสัญญาที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา เมื่อข่าวแพร่ออกไปก็มีสตรีมากมายมาลงนาม
เมื่อโรงงานทอผ้าในแต่ละพื้นที่เริ่มดำเนินการ ก็สามารถจัดหาตำแหน่งงานให้กับสตรีชาวชวนสู่ได้เป็นจำนวนมาก
ส่วนการจ้างงานบุรุษนั้นง่ายกว่ามาก
ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสะพาน ถนน หรือแม้กระทั่งชลประทานก็ล้วนเป็นงานใหญ่ที่ต้องใช้เวลานาน
ด้วยความพยายามของประชาชน ตอนนี้กิจการน้อยใหญ่ในปกครองของจินเฟิงล้วนเติบโตอย่างรวดเร็ว
จินเฟิงเล็งเห็นว่าในอนาคตจำเป็นต้องใช้งานผู้คุ้มกันภัยเพิ่มขึ้นอีกมาก จึงมีคำสั่งให้จางเหลียงขยายการรับสมัครคนเข้าสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนออกไปอีกครั้ง
ครั้งนี้ไม่ได้จำกัดเพียงในอำเภอจินชวน แต่ให้ดำเนินการสรรหาทหารปลดประจำการจากทุกหน่วยงานทั่วทั้งเมืองกวางเหยวียน
และเพื่อเป็นหลักประกันความจงรักภักดีของเหล่าผู้คุ้มกันภัย จินเฟิงจึงมีคำสั่งให้จัดตั้งตำแหน่งอาลักษณ์ขึ้นภายในสำนักคุ้มภัยแห่งนี้ด้วย
ที่แท้ ‘ตำแหน่งอาลักษณ์’ ที่ว่านั้น ก็คือผู้ทำหน้าที่ชี้แนะแนวทางและดูแลความคิดจิตใจ เปรียบได้กับผู้บังคับบัญชาการเมืองในกองทัพในชีวิตที่แล้ว
ครั้นถึงวันที่ยี่สิบเจ็ดเดือนอ้าย จินเฟิงก็ได้รับจดหมายจากเว่ยต้าถงแจ้งว่างานก่อสร้างเขื่อนดูเจียงเยี่ยนกำลังดำเนินเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญ จึงปรารถนาให้จินเฟิงไปให้คำชี้แนะ
ดูเจียงเยี่ยนนั้นนับเป็นงานที่อยู่ในความใส่ใจของจินเฟิงมากที่สุด นับว่าเขาได้ทุ่มทุนไปกับซื่อชวนมากกว่าอำเภอจินชวนเสียอีก
เมื่อฉลองเทศกาลปีใหม่เสร็จสิ้นแล้ว จินเฟิงก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ซื่อชวนอีกครั้ง
ก่อนออกเดินทาง จินเฟิงได้ส่งจดหมายไปถึงองค์หญิงเก้า เพื่อชวนนางให้ไปดูเจียงเยี่ยนด้วยกัน
ผลปรากฏว่าเมื่อไปถึงตูเจียงเยี่ยน จินเฟิงกลับไม่พบนาง แต่ได้พบกับชิ่งมู่หลานแทน
“ท่านอาจารย์ อู่หยางไปต๋าโจวแล้ว คงอีกสักพักใหญ่ ๆ จึงจะกลับ”
“ไปต๋าโจวแล้ว?”
จินเฟิงขมวดคิ้วพลางมองชิ่งมู่หลาน หัวใจก็เต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่ได้