ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 693 เรียบง่าย
บทที่ 693 เรียบง่าย
ชาวบ้านได้ยินว่าจินเฟิงมีธุระเร่งด่วน จึงไม่รั้งตัวเขาไว้และรีบหลีกทางให้
ต้าหลิวรีบสั่งให้ผู้คุ้มกันสองนายไปเปิดทางข้างหน้า
ยิ่งเข้าไปใกล้หมู่บ้าน ผู้คนก็ยิ่งมากขึ้น
จินเฟิงก็รู้ซึ้งแล้วว่า เหตุใดเสี่ยวอวี้จึงใช้เพียงนกพิราบส่งสาร แทนที่จะส่งคนไปแจ้งข่าวที่เขาเถี่ยกว้าน
ชาวบ้านแน่นขนัดจนแทบจะปิดทางไปหมด หากส่งคนไปเขาเถี่ยกว้าน คงต้องรอจนถึงเที่ยงวันเป็นแน่
ครั้นกลับมาถึงหมู่บ้าน ก็พบปวงประชาคลาคล่ำยิ่งนัก บริเวณลานนวดข้าวใกล้ปากทางเข้าหมู่บ้านนั้นแลดูแน่นขนัดไปด้วยผู้คน
ต้าหลิวต้องฝ่าฝูงชนอยู่นานสองนาน กว่าจะพาจินเฟิงเข้ามาในหมู่บ้านได้
เสี่ยวอวี้พร้อมด้วยหัวหน้าหมู่บ้านทั้งสาม ต่างยิ้มร่าเริงมาต้อนรับ
“จินเฟิง เจ้ากลับมาแล้วหรือ ชาวบ้านมาต้อนรับเจ้าเนืองแน่นเช่นนี้ คงตื่นใจใช่หรือไม่?”
หัวหน้าหมู่บ้านทอดสายตามองไปยังปากทางเข้าหมู่บ้าน พลางลูบเคราด้วยความปลื้มปีติจนหนวดเคราไหวระริก
ก่อนหน้านี้ซีเหอวานเป็นเพียงหมู่บ้านที่ถูกคนอื่นรังแก ยามใดที่โจรเขาเถี่ยกว้านมาเก็บเสบียงอาหาร ชาวซีเหอวานล้วนต้องจ่ายมากกว่าหมู่บ้านอื่น
แต่บัดนี้ซีเหอวานกลับกลายเป็นหมู่บ้านที่โด่งดังที่สุดในอำเภอจินชวน ความคึกคักมีมากยิ่งกว่าตัวอำเภอเสียอีก
ตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านที่เขาดำรงอยู่ ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามกว่านายตำบลเสียอีก
สำหรับภาพเหตุการณ์เช่นนี้ ในอดีตเขาไม่เคยแม้แต่จะคิด ฝันก็ยังไม่กล้า
“ท่านพ่อ เหตุใดจึงมัวแต่สนใจความคึกคักเช่นนี้เล่า ตอนนี้มีผู้คนมากมายปะปนกันไปหมด หากเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมา ข้าเกรงว่าท่านจะไม่ได้มีสีหน้ายิ้มแย้มเช่นนี้อีก!”
เสี่ยวอวี้กับหัวหน้าหมู่บ้านนั้นช่างตรงกันข้ามยิ่งนัก เมื่อได้ยินบุตรสาวพูดดังนั้น สีหน้าของเขาก็เข้มขึ้น
ความกังวลของเสี่ยวอวี้นั้นมีเหตุผล
จินเฟิงพยักหน้า “ให้พี่เหลียงเรียกคนมาเพิ่ม คอยดูแลความเรียบร้อย อย่าให้เกิดเรื่องวุ่นวายเด็ดขาด”
“พี่เหลียงเรียกผู้คุ้มกันภัยจากหลังเขามาทั้งหมดแล้ว”
เสี่ยวอวี้เอ่ยอย่างจนใจ “แต่คนที่มาล้วนแล้วแต่มาจากที่ใกล้ ๆ ทั้งนั้น พอถึงยามเที่ยงยามบ่าย ไม่อยากคิดเลยว่าจะมีคนมาอีกเท่าใด”
“ข้างหลังยังมีคนอีกหรือ?” จินเฟิงถาม
“มี” เสี่ยวอวี้พยักหน้า “ข้าเพิ่งได้รับข้อความ ตอนนี้ชาวบ้านทั้งหลายจากทุกอำเภอต่างกำลังเดินทางมาที่นี่”
“พอจะส่งคนไปบอกได้หรือไม่ บอกพวกเขาว่าข้าได้รับความตั้งใจของพวกเขาแล้ว ขอให้ทุกคนอย่ามาเลย ทั้งไกลทั้งหนาว กลัวว่าจะไม่สบาย”
จินเฟิงกล่าว
“ข้าพยายามแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ทุกคนต่างบอกว่าเป็นเพราะท่านอาจารย์เปิดโรงงาน ปีนี้พวกเขาจึงไม่อดตาย ต้องมาอวยพรปีใหม่ท่านให้ได้”
เสี่ยวอวี้พูดอย่างไร้หนทาง
“ชาวบ้านช่างเรียบง่ายและซื่อตรง!”
จินเฟิงอุทานออกมาด้วยความรู้สึกภายในใจ น้ำเสียงติดขัดเล็กน้อยคล้ายน้ำตาคลอ
แท้จริงแล้วในใจของเขานั้นไม่ได้คิดว่าตนได้ทำคุณงามความดีอะไรขนาดนั้น
การเปิดโรงงานก็เพื่อแสวงหากำไร
ชาวบ้านได้ค่าจ้างจากการทำงานในโรงงาน ก็ถือว่าได้สร้างคุณค่าที่มากกว่าเงินให้แก่จินเฟิงแล้ว
หากจะกล่าวตามความคิดของคนรุ่นก่อน พวกเขาคงหาว่าเจ้าคือพ่อค้านายทุน ผู้หาเลี้ยงชีพด้วยการกดขี่ขูดรีดแรงงาน
ทว่าชาวบ้านแห่งต้าคังล้วนแต่เป็นผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ พวกเขาเคยใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแสนเข็ญ หากมีผู้ใดชุบชูเพียงสักนิด พวกเขาก็จดจำไว้ในใจไม่ลืมเลือน
การรำลึกถึงบุญคุณแม้เพียงน้ำหยดเดียว ทดแทนด้วยน้ำพุทั้งบ่อ นับเป็นหนึ่งในจารีตที่ลูกหลานเหยียน-หวงยึดถือปฏิบัติ
พวกเขาอดออมเก็บหอมรอมริบพืชผลที่เก็บเกี่ยวได้ นำมามอบเป็นของกำนัลแด่จินเฟิง
เรื่องนี้ทำเอาจินเฟิงรู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง กระทั่งคิดปรึกษากับถังเสียวเป่ยเรื่องเพิ่มค่าแรงให้แก่พวกเขาเสียหน่อย
แต่ครั้นครุ่นคิดอย่างถ้วนถี่แล้ว จึงล้มเลิกความคิดนั้นเสีย
เพราะมารของจูหลิงหลงหรือจูเฉินซื่อเอ่ยไว้ถูกต้องแล้วว่าการค้าขายย่อมต้องหวังผลกำไรจึงจะยั่งยืน
หากโรงงานไม่ได้กำไร ย่อมมิอาจดำเนินต่อไปได้
เมื่อนั้นเหล่าคนงานก็จะต้องตกงานและกลับไปใช้ชีวิตอย่างยากลำบากดังเดิม
หากมองกันในระยะยาว นับว่ามิใช่เรื่องดีเลย
“แจ้งโรงครัวของโรงงานสิ่งทอ รบกวนพวกเขาช่วยนึ่งหมั่นโถวให้มากหน่อย อย่าให้แขกที่เดินทางมาไกลต้องท้องว่างกลับไป”
จินเฟิงสั่ง
ช่วงปีใหม่นี้ โรงงานสิ่งทอหยุดพัก โรงครัวก็หยุดด้วย
“แจ้งเรียบร้อยแล้ว พวกซานซูไปแจ้งแล้ว” เสี่ยวอวี้ตอบ
“เช่นนั้นก็ดี” จินเฟิงพยักหน้าอย่างพอใจ
เสี่ยวอวี้ทำงานได้ชำนาญขึ้นเรื่อย ๆ เขายังไม่กลับมาก็จัดการทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งยังให้จางเหลียงส่งคนมารักษาความสงบเรียบร้อย โรงอาหารก็ถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว
“เสี่ยวโหรว เจ้านำคนไปคลังเพื่อเอาหีบทองแดงออกมาสองสามหีบ แจกให้ชาวบ้านคนละสามเหรียญทองแดง นับเป็นเงินนำโชค”
จินเฟิงหันไปทางกวานเสี่ยวโหรวและถังเสียวเป่ย “เสียวเป่ย เจ้าไปช่วยเสี่ยวโหรว”
“ได้!”
กวานเสี่ยวโหรวและถังเสียวเป่ยรีบนำคนวิ่งไปยังคลังหลังภูเขา
ในขณะที่จินเฟิงไปยืนรออยู่ที่ปากหมู่บ้าน
ครั้นกวานเสี่ยวโหรวนำพาคนหามเหรียญทองแดงมาถึง จินเฟิงก็สั่งให้คนไปตั้งโต๊ะหลายตัวที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน โดยวางตะกร้าเหรียญทองแดงไว้หลังโต๊ะแต่ละตัว
บังเอิญคนจากโรงครัวมาแจ้งว่านึ่งหมั่นโถวเสร็จแล้ว จินเฟิงจึงให้คนหามหมั่นโถวมาด้วย
เมื่อเตรียมงานเสร็จ จินเฟิงก็ขึ้นไปยืนบนเวทีไม้ปากหมู่บ้าน
หง่าง! หง่าง! หง่าง!
ต้าหลิวตีฆ้องทองเหลืองดังสนั่น ลานนวดข้าวที่แสนวุ่นวายก็ค่อย ๆ เงียบสงบลง
ชาวบ้านต่างหันไปมองจินเฟิงที่ยืนอยู่บนเวที
“สวัสดีปีใหม่ พี่น้องทุกท่าน!”
จินเฟิงอวยพรปีใหม่ให้กับชาวบ้านก่อน จากนั้นก็ชูโทรโข่งแผ่นเหล็กขึ้นแล้วตะโกนว่า “ขอบใจทุกท่านที่มาอวยพรปีใหม่ ข้าซาบซึ้งยิ่งนัก แต่วันนี้คนมากมาย ข้าเกรงว่าจะต้อนรับไม่ทั่วถึง น้ำใจของทุกท่านข้ารับไว้แล้วขอให้ทุกท่านวางไว้ที่ด้านล่างนี้”
ชาวบ้านที่มาร่วมงานต่างตั้งใจอยากพบหน้าจินเฟิงและมอบของขวัญให้เขาด้วยตนเอง
ครั้นมาถึงสถานที่ กลับพบว่ามีผู้คนมามากมายเหลือคณานับ จินเฟิงไม่อาจต้อนรับพวกเขาได้ทั่วถึง
ชาวบ้านต่างก็ผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ก่อความวุ่นวาย พากันเดินถือตะกร้าไปยังโต๊ะที่จัดเตรียมไว้
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจก็คือ เมื่อจินเฟิงลงมาจากเวที เขาไม่ได้กลับเข้าไปในหมู่บ้าน แต่กลับเดินมาด้านหลังโต๊ะ แล้วหันไปคำนับชาวบ้านที่นำของมามอบให้
ด้านหลังโต๊ะแต่ละตัว มีผู้คุ้มกันภัยยืนอยู่สามคน คนหนึ่งรับของกำนัล คนหนึ่งแจกเหรียญทองแดงและอีกคนหนึ่งแจกหมั่นโถว
ชาวบ้านแต่ละคนจะได้รับเหรียญทองแดงสามเหรียญและหมั่นโถวสองลูก
“ท่านอาจารย์ ข้าไม่กล้ารับไว้หรอก”
ผู้อาวุโสที่อยู่หน้าสุดเห็นผู้คุ้มกันภัยกำลังจะมอบเงินให้ จึงรีบโบกมือปฏิเสธ
“ชีวิตของชาวบ้านลำบากยิ่งนัก ของกำนัลที่พวกข้านำมามอบให้ล้วนเป็นเพียงหมั่นโถวแป้งหยาบ ภายในใส่ไข่ไก่เพียงไม่กี่ฟองเท่านั้น”
ของตอบแทนจากท่านอาจารย์จินล้วนมีราคาสูงส่งกว่าสิ่งของที่พวกข้านำมามอบให้เป็นไหน ๆ”
“พ่อเฒ่า น้ำใจของพวกท่านข้ารับรู้ได้”
จินเฟิงรับตะกร้ามาจากมือชายชรา ก่อนจะหยิบหมั่นโถวแป้งหยาบออกจากตะกร้า แล้ววางเหรียญทองแดงกับหมั่นโถวลงไปแทนที่ “นี่เป็นน้ำใจเล็กน้อยจากข้า ห้ามปฏิเสธเชียว”
กล่าวจบก็ยัดตะกร้าใส่มือชายชราโดยไม่รอฟัง
ชายชรามีท่าทีจะเอ่ยสิ่งใดอีก แต่ถูกชาวบ้านที่อยู่ด้านหลังรุมกันดันไปเสียก่อน
ชายชราหมดหนทาง ได้แต่ถือตะกร้าโค้งคำนับให้จินเฟิง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
วันนี้จินเฟิงอยู่ช่วยชาวบ้านที่ปากหมู่บ้านจนถึงบ่ายคล้อย
ของขวัญนานาชนิดที่ได้รับกองเต็มครึ่งโกดัง เงินทองที่โปรยออกไปนับสิบหาบไม่ถ้วน
แม่ครัวประจำโรงงานสิ่งทอในหมู่บ้านซีเหอวานถึงกับลืมไปแล้วว่าวันนี้พวกเขาทำหมั่นโถวไปกี่ชิ้น จำได้เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่ได้หยุดพักแม้แต่น้อย มือไม้พัวพันกับการนวดแป้งอยู่ตลอดเวลา
ถึงกระนั้นก็ยังไม่ทันการณ์ จางเหลียงจึงต้องขนเอาเตาขนาดใหญ่ของกองทัพเจิ้นเหยวี่ยนออกมา พร้อมทั้งเรียกผู้คุ้มกันมาช่วยนวดแป้งอีกหลายสิบนาย จึงจะสามารถทำหมั่นโถวได้ทันกับความต้องการของชาวบ้านที่มารออยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
โชคดีนักที่หมู่บ้านซีเหอวานมีโรงงานสิ่งทอ เสบียงอาหารจึงอุดมสมบูรณ์ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางมีเสบียงอาหารมากมายถึงเพียงนี้เป็นแน่
กว่าที่ชาวบ้านจะเลิกรา กลับบ้านกันจนหมดก็ล่วงเข้ายามบ่ายคล้อย
ณ ลานนวดข้าวอันกว้างใหญ่
หลิวเถี่ยกำลังนำพากองกำลังปราบเสือร่างกายกำยำไปตั้งเวที
ครั้นตะวันลับขอบฟ้า ค่ำคืนมาเยือน แสงสว่างจากกองไฟก็ถูกจุดขึ้นโอบล้อมลานนวดข้าว ส่องประกายดุจดวงดาวพร่างพราว
ชาวบ้านซีเหอวานและกวานเจียวาน รวมไปถึชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงได้เดินทางมาชุมนุมกัน ณ ลานแห่งนี้
ไม่นานนัก ลานนวดข้าวก็พลันเนืองแน่นไปด้วยผู้คนมากมาย
หง่าง! หง่าง! หง่าง! เสียงดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหว ดังก้องทั่วท้องนภา
หมอกควันสีดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ปกคลุมแสงไฟจนมืดมิด