ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 696 ผู้คุ้มกันภัยสามพันนายเดินทางไปเมืองหลวง
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 696 ผู้คุ้มกันภัยสามพันนายเดินทางไปเมืองหลวง
บทที่ 696 ผู้คุ้มกันภัยสามพันนายเดินทางไปเมืองหลวง
“ให้ผู้คุ้มกันภัยสามพันนายเดินทางไปเมืองหลวงอย่างนั้นหรือ?”
จงหลิงเอ่อร์ตกใจจนสะดุ้ง “ท่านอาจารย์คิดจะทำสิ่งใด?”
ลมหายใจของต้าหลิวก็เร่งขึ้นอย่างฉับพลัน
“ไม่ได้คิดจะทำสิ่งใด เพียงแค่ป้องกันไว้ก่อน!”
จินเฟิงกล่าว “อย่าลืมกำชับพี่เหลียงในจดหมายด้วยว่า ผู้คุ้มกันภัยที่ส่งไปยังเมืองหลวงนั้นให้ใช้ผู้คุ้มกันเก่าจากจินชวน หากต้องใช้คนนอก ก็ต้องเป็นคนที่วางใจได้และให้ผู้คุ้มกันเดินทางไปในนามของการสำรวจและพัฒนาตลาดรอบ ๆ เมืองหลวง พยายามอย่าให้ใครสังเกตเห็น”
นับแต่ครั้งที่สำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนของพวกข้าได้ตั้งจุดรับเรื่องที่กวางเหยวียน ก็มิได้หยุดยั้งการรับสมัครผู้คนเข้าร่วมเลยแม้แต่น้อย
ด้วยอิทธิพลของจินเฟิงในชวนสู่ประกอบกับชื่อเสียงของสำนักคุ้มภัย การสรรหาผู้คนจึงเป็นเรื่องง่ายดาย
เพียงแค่จินเฟิงประกาศผ่อนปรนเงื่อนไขเรื่องถิ่นฐาน ประชาชนทั่วทั้งชวนสู่ต่างก็หลั่งไหลมาสมัครจนแน่นขนัด
ก่อนหน้านี้โรงแลกเงินที่กำลังขยายกิจการต้องการผู้คุ้มกันภัยจำนวนมาก จางเหลียงจึงได้อาศัยโอกาสระหว่างการกวาดล้างโจรปล้นสะดม จัดการรับสมัครผู้คนไปพร้อมกันหลายครั้ง
ด้วยกำลังคนของสำนักคุ้มภัยในตอนนี้ แม้การระดมพลสามพันนายจะเป็นเรื่องยากอยู่บ้าง แต่ก็หาใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
จินเฟิงเชื่อมั่นว่าจางเหลียงจะสามารถจัดการเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
สิ่งเดียวที่เขาต้องกังวลคือ หากเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตเกินความคาดหมาย จนไปถึงหูของผู้ทรงอำนาจในเมืองหลวง
มิใช่ว่าจินเฟิงเกรงกลัวพวกเขา หากแต่ในยามนี้องค์หญิงเก้าทรงหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่ความเป็นความตายก็ยังมิอาจล่วงรู้ได้ ถึงจินเฟิงจะไม่นำพาสายตาของเหล่าขุนนางผู้สูงศักดิ์ แต่ก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อความปลอดภัยขององค์หญิงเก้าได้
จึงจำต้องให้ดำเนินการทุกอย่างอย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
“รับทราบ!”
จงหลิงเอ่อร์ได้ยินจินเฟิงพูดเช่นนั้นจึงค่อยโล่งใจ
ครู่ต่อมา นกพิราบสื่อสารหลายตัวก็ถูกนำออกจากกรงและบินตรงไปยังเมืองหลวงและอำเภอจินชวน
ชิ่งมู่หลานยืนอยู่ไกล ๆ แม้ไม่ได้ยินว่าจินเฟิงพูดอะไร แต่พอเห็นสีหน้าของจงหลิงเอ่อร์และต้าหลิว ก็เดาได้ว่าเรื่องที่จินเฟิงเพิ่งพูดไปนั้นคงไม่ใช่เรื่องเล็กเป็นแน่
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงทำสีหน้ายิ้มแย้มเข้ามาถามว่า “ท่านอาจารย์ปล่อยนกพิราบไปด้วยเรื่องใดหรือ?”
จินเฟิงเหลือบมองนางแวบหนึ่งแต่ไม่ได้สนใจไยดี
“ท่านอาจารย์ ข้าเมื่อครู่ใจร้อนและพูดผิดไป ขอท่านอาจารย์อย่าถือสาเด็กอย่างข้าเลย”
ชิ่งมู่หลานแม้ปกติจะเป็นคนห้าวหาญ แต่ก็รู้จักยืดหยุ่น นางประสานมือทำท่าออดอ้อน “ข้าก็แค่เป็นห่วงอู่หยางเท่านั้น…”
ชิ่งมู่หลานผู้นี้ปกติมักจะห้าวหาญ คึกคะนอง พอมาทำท่าทางเช่นนี้จินเฟิงจึงรู้สึกขัดเขินขึ้นมา ในหัวพลันนึกถึงภาพหน่าจาในเรื่อง ‘สิบหมื่นมุขตลก*[1]’
จึงเอ่ยปากอย่างรำคาญว่า “พอแล้ว พอเถิด ไม่รู้จักออดอ้อนก็อย่าทำเลย ข้าขนลุกไปหมดแล้ว!”
“ท่านอาจารย์หายโกรธแล้วหรือ?” ชิ่งมู่หลานยิ้มแห้ง ๆ และถามต่อ “แล้วเมื่อครู่ท่านอาจารย์เบี้ยวนัดผู้ใดหรือ?”
“มู่หลาน เจ้าอย่าถามข้าเลย ถามไปข้าก็ไม่บอกอยู่ดี”
จินเฟิงโบกมือแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้เจ้าไม่ควรถาม รู้มากไปก็ไม่ดี ไม่ดีต่อตัวเจ้า ต่อพี่ชายเจ้าและไม่ดีต่อตระกูลชิ่งทั้งหมด”
ตอนนี้ชิ่งซินเหยาต้องเอาตัวรอดไปวัน ๆ ส่วนชิ่งไหวเองก็เพิ่งจะตั้งหลักปักฐานในเมืองเว่ยโจวได้ จินเฟิงไม่อยากลากตระกูลชิ่งเข้ามายุ่งเกี่ยวอีก
“ร้ายแรงถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของชิ่งมู่หลานค่อย ๆ จางหายไป
จินเฟิงไม่ปรารถนาจะเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก จึงเปลี่ยนเรื่องสนทนา “จดหมายที่อู่หยางเขียน เจ้าได้นำมาด้วยหรือไม่?”
“นำมาด้วย…”
ชิ่งมู่หลานรู้ดีว่าเรื่องใดที่จินเฟิงไม่ต้องการเอ่ยถึงถามไถ่ไปก็ไร้ประโยชน์ จึงได้แต่ถอนหายใจ และวิ่งไปที่หลังม้าเพื่อคว้าย่ามข้างหลังออกมาแล้วหยิบห่อผ้าส่งให้จินเฟิง
จินเฟิงเปิดห่อผ้าออก พบว่าภายในมีจดหมายซ้อนกันหนาเป็นปึก
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง เขาก็วางจดหมายทั้งหมดลงบนโต๊ะและค่อย ๆ เปิดอ่านทีละฉบับ
องค์หญิงเก้าทรงรู้จักจินเฟิงดี ย่อมเตรียมการมาอย่างรอบคอบ บรรดาจดหมายเหล่านี้ล้วนครอบคลุมทุกข้อสงสัยที่จินเฟิงอาจเอ่ยถาม
จดหมายหลายสิบฉบับรวมกันปาเข้าไปกว่าร้อยหน้า กระนั้นแต่ละคำล้วนเขียนอย่างประณีตบรรจง ไร้ซึ่งลายมือลวก ๆ
ก่อนวันขึ้นปีใหม่จวบจนเวลานี้เป็นช่วงหนาวเหน็บที่สุด จินเฟิงจินตนาการเห็นองค์หญิงเก้าประทับหน้าโต๊ะทรงงาน จับพู่กันลากเส้นเขียนอักษร คงต้องทรงผิงไฟเป็นครั้งคราวไป
“ช่างเป็นหญิงสาวที่โง่เขลาเสียจริง!”
จินเฟิงถอนหายใจและเก็บจดหมายทีละฉบับ ๆ
เพิ่งวางจดหมายลง ต้าหลิวก็เข้ามาบอกเขาว่ามีคนจากแผนกลำเลียงมาขอพบ
“คนจากแผนกลำเลียงมาหาข้าทำไมกัน?”
จินเฟิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เขาบอกว่าเมื่อต้นปี แม่นางชิ่นเอ๋อร์ได้ฝากจดหมายหนึ่งฉบับให้เขา เพื่อนำมามอบให้ท่านอาจารย์” ต้าหลิวตอบ
“จดหมายของชิ่นเอ๋อร์หรือ?” จินเฟิงอึ้งเล็กน้อย “พาเขาเข้ามาเถิด”
ต้าหลิวรับคำแล้วรีบพาเขาผู้นั้นเข้ามาในห้อง
“คารวะท่านอาจารย์จิน”
พอเจ้าหน้าที่ก้าวเข้ามาในห้องก็โค้งคำนับจินเฟิง
จินเฟิงประสานมือคำนับตอบ “จดหมายอยู่ไหน?”
“อยู่ที่ข้า” เจ้าหน้าที่หยิบจดหมายออกมาจากอกเสื้อและยื่นส่งให้จินเฟิงด้วยสองมือ
จินเฟิงมองดูตัวอักษรบนจดหมายเพียงแวบเดียว ก็รู้ว่าจดหมายนี้เขียนโดยองค์หญิงเก้า
“ชิ่นเอ๋อร์มอบจดหมายให้เจ้าตั้งแต่ปีใหม่ เหตุใดเจ้าไม่หาทางส่งต่อให้ข้า?” จินเฟิงขมวดคิ้วถาม
เขาผู้นี้เป็นคนของแผนกลำเลียง ไม่ว่าจะผ่านเว่ยต้าถงหรือนายกองคุ้มกันภัย การส่งจดหมายให้เขาไม่ได้ยากเลย
“เรียนท่านอาจารย์ ตอนที่แม่นางชิ่นเอ๋อร์มอบจดหมายให้ข้า นางกำชับว่าให้ข้านำจดหมายมอบให้ท่านอาจารย์ที่ตูเจียงเยี่ยนเท่านั้น หากส่งต่อให้ก่อนหน้านั้น นางจะบิดคอข้าให้หัก…”
ข้าราชการชั้นต้นอธิบายด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
จินเฟิงรู้ดีว่าหากเขาผู้นี้ต้องมาอยู่ท่ามกลางเรื่องของเขากับแม่นางชิ่นเอ๋อร์คงลำบากใจไม่น้อย จึงไม่คิดจะทำให้ลำบากไปกว่านี้
“ข้าขอบใจเจ้ามาก!”
ว่าแล้วก็ตบไหล่เจ้าหน้าที่เบา ๆ พลางยิ้มอย่างขมขื่นก่อนจะส่งสายตาไปทางต้าหลิวเป็นนัย
ต้าหลิวเข้าใจความหมาย จึงพาเขาผู้นั้นออกไป
เมื่อถึงประตูแล้ว เขาจึงล้วงเอาแท่งเงินก้อนเล็ก ๆ ออกมาจากอกเสื้อและยัดใส่มือข้าราชการผู้นั้นอย่างรวดเร็ว
ภายในห้อง จินเฟิงตรวจดูตราประทับครั่งเสียก่อน เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยดีจึงค่อยหยิบมีดเล่มเล็กออกมา แล้วค่อย ๆ กรีดผนึกซองจดหมายออก
“ท่านอาจารย์ เมื่อท่านได้เห็นจดหมายฉบับนี้ แสดงว่าท่านมาถึงตูเจียงเยี่ยนแล้ว เรื่องของข้า…คงปิดท่านอาจารย์ไว้ไม่ได้อีก”
“ท่านอาจารย์ ข้ารู้ว่าท่านโกรธมาก และอาจจะกำลังเป็นห่วงข้าอยู่ แต่โปรดวางใจเถิด เปิ่นกงอยู่ที่เมืองหลวงก็มิใช่ไร้ซึ่งพวกพ้อง หากคิดจะกลับไป ก็ย่อมไม่เกิดเรื่องอันใดอย่างแน่นอน”
“ท่านอาจารย์ โปรดรำลึกถึงคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับข้าด้วยเถิด ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใด ข้าจะเป็นคนจัดการเอง ท่านอาจารย์อย่าได้ใช้อาวุธเด็ดขาด ข้าขอร้อง…”
องค์หญิงเก้าเอ่ยขออภัยจินเฟิงผ่านตัวอักษร อธิบายเหตุผลที่นางต้องทำเช่นนี้ พร้อมกับปลอบโยนจินเฟิงว่านางมิเป็นอันใดอย่างแน่นอน
ในตอนท้าย นางยังคงวิงวอนขอร้องไม่ให้เขายกทัพไปอย่างใจร้อน
จินเฟิงถอนหายใจและวางจดหมายลง
ถ้อยคำปลอบใจในจดหมายจากองค์หญิงเก้า ไม่ได้ช่วยให้จินเฟิงคลายกังวล กลับยิ่งทำให้เขารู้สึกวิตกกังวลยิ่งขึ้น
ด้วยนิสัยขององค์หญิงเก้า การที่นางอธิบายมากมายเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่านางไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้
หากนางมั่นใจ นางคงไม่จากไปโดยไม่บอกกล่าว คงพยายามพูดโน้มน้าว..และพูดให้จินเฟิงเข้าใจ
จินเฟิงในยามนี้ก็ไม่ได้คิดเปลี่ยนใจ กลับยิ่งแน่วแน่มั่นคงในความคิดยิ่งขึ้น
ครั้นครุ่นคิดอยู่หลังโต๊ะเนิ่นนาน จึงเอ่ยเรียกจงหลิงเอ่อร์เข้ามาอีกครั้ง
“หลิงเอ่อร์ เจ้าจงส่งจดหมายถึงเสี่ยวโหรว บอกให้นางจัดเตรียมระเบิดมือจำนวนร้อยลูก แล้วให้เสียวเป่ยกับพี่เหลียงหาทางนำมันส่งไปยังบริเวณใกล้เคียงเมืองหลวง!”
จินเฟิงสั่งการด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แจ้งแก่เหล่าอิงด้วย บอกให้เขาพาคนหนึ่งกองร้อยไปยังเมืองหลวง!”
แท้จริงแล้ว การที่เขาสั่งให้จางเหลียงส่งคนไปยังเมืองหลวง ไม่ได้หมายจะให้เข้าโจมตีเมืองหลวงโดยตรง เพียงแต่ต้องการเตรียมพร้อมไว้ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
แต่ตอนนี้จินเฟิงกลับนึกขึ้นได้ว่าตนควรเตรียมใจไว้สำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
เมื่อได้พัฒนาความสัมพันธ์กับองค์หญิงเก้าแล้ว นางก็ไม่ต่างจากคนของเขา
จะเป็นการดีที่สุดหากองค์หญิงเก้าสามารถจัดการกับทุกสิ่งในวังหลวงได้ แต่หากนางมิอาจรับมือ จินเฟิงก็ต้องมีหนทางพาองค์หญิงเก้าออกจากเมืองหลวงไปให้ได้!
[1] สิบหมื่นมุขตลก (十万个冷笑话) แอนิเมชั่นที่ดัดแปลงมาจากผลงานของนักเขียนการ์ตูนนามว่า หานอู่ (寒舞)