ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 695 อู่หยางไปแล้ว
บทที่ 695 อู่หยางไปแล้ว
“มู่หลาน อู่หยางไปไหนกันแน่?”
จินเฟิงจ้องมองชิ่งมู่หลานอย่างคาดคั้น
“ข้าเพิ่งบอกไปเมื่อครู่ว่าไปต๋าโจว” ชิ่งมู่หลานตอบ
แต่คำพูดยังไม่ทันจบก็ถูกจินเฟิงขัดขึ้น
“ไปเมื่อใด? เหตุใดไปต๋าโจวไม่บอกข้าสักคำ?”
จินเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว “มู่หลาน ข้าต้องการฟังความจริง อู่หยางไปไหนกันแน่!”
ตอนที่องค์หญิงเก้าออกจากซีเหอวาน จินเฟิงก็รู้สึกตงิดใจ
กลัวว่าองค์หญิงเก้าแอบกลับไปเมืองหลวง จึงได้ส่งข่าวให้สำนักคุ้มภัยและหอการค้าแต่ละที่ให้สังเกตการเคลื่อนไหวขององค์หญิงเก้า
สำนักคุ้มภัยส่งข่าวกลับมาว่าองค์หญิงเก้าไปที่ซื่อชวนจริง ๆ ระหว่างทางยังได้ตรวจงานก่อสร้างหลายแห่ง
สุดท้ายมีข่าวจากซื่อชวนกลับมาบอกว่า องค์หญิงเก้าปลอดภัยและถึงซื่อชวนแล้ว
จินเฟิงจึงค่อยวางใจลง
หลังจากนั้นไม่นาน จินเฟิงก็ได้ส่งจดหมายติดต่อกับองค์หญิงเก้าอยู่หลายครั้ง จึงไม่ได้เอะใจสงสัยสิ่งใดอีก
แต่ครั้นพอเขามาถึงซื่อชวน องค์หญิงเก้ากลับไม่อยู่เสียแล้ว
เรื่องนี้จะให้จินเฟิงไม่สงสัยได้อย่างไร
“ท่านอาจารย์ อู่หยางไปต๋าโจวแล้วจริง ๆ”
ชิ่งมู่หลานยังคงยืนยันคำพูดก่อนหน้านี้
“มู่หลาน เจ้าน่าจะรู้ว่าหากข้าต้องการตรวจสอบคำพูดของเจ้ามันง่ายมาก แต่ข้าไม่อยากตรวจสอบเพราะข้าเชื่อในตัวเจ้า!”
จินเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หวังว่าเจ้าจะไม่บีบให้ข้าต้องตรวจสอบ พูดตรง ๆ มาเถอะว่าอู่หยางกลับไปเมืองหลวงใช่หรือไม่?”
ชิ่งมู่หลานกัดริมฝีปากและมือทั้งสองข้างกำชายเสื้อโดยไม่รู้ตัว
นางรู้ว่าจินเฟิงพูดความจริง ตอนนี้หอการค้า โรงแลกเงินและสำนักคุ้มภัยมีอยู่ทั่วทุกแห่งในชวนสู่ ถ้าต้องการตรวจสอบว่าองค์หญิงเก้าได้ไปถึงต๋าโจวหรือไม่ จินเฟิงก็แค่ถามสำนักคุ้มภัยที่ต๋าโจวเท่านั้นเอง
นางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างจนใจ “อู่หยางกลับเมืองหลวงไปแล้ว…”
จินเฟิงได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา
ในยามที่ได้พบหน้าชิ่งมู่หลานเป็นครั้งแรก เขาก็คาดเดาเรื่องนี้ไว้แล้ว
ส่วนเหตุที่เอ่ยปากถามออกไป ก็เพราะในใจยังคงเหลือความหวังริบหรี่อยู่บ้าง
แต่คำตอบของชิ่งมู่หลานยิ่งตอกย้ำความจริงที่เขาคาดเดาไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
เรื่องที่เขากลัวที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้
เขาฝืนใจให้สงบแล้วถามว่า “นางกลับไปเมื่อใด?”
“หลังจากมาถึงซื่อชวน สองวันก่อนปีใหม่” ชิ่งมู่หลานตอบ
“เป็นไปได้อย่างไร?” จินเฟิงเบิกตากว้าง “ตอนปีใหม่ข้ายังเขียนจดหมายถึงนางอยู่เลย”
“อู่หยางรู้ว่าเจ้าจะเขียนจดหมายมาตอนปีใหม่ นางจึงเขียนจดหมายตอบกลับไว้ล่วงหน้าแล้ว” ชิ่งมู่หลานตอบ “จดหมายนั้นข้าเป็นคนส่งให้เจ้าเอง”
“พวกเจ้า…”
จินเฟิงยื่นมือออกมาเพื่อจะตีชิ่งมู่หลาน แต่สุดท้ายแล้วก็หยุดไว้ เขาหัวเราะกับตัวเองอย่างเยาะเย้ยและกล่าวว่า “อู่หยางทำงานได้ไม่มีข้อบกพร่องจริง ๆ ข้าจะเขียนจดหมายไปบอกอะไร นางก็เดาถูกตลอด”
จินเฟิงรู้สึกเหมือนถูกคนมองเห็นทุกอย่างในใจและนำมาสู่การถูกปั่นหัว
ความรู้สึกเช่นนั้นทำให้เขาไม่พอใจมาก
“อู่หยางไม่ได้เก่งอะไรหรอก”
ชิ่งมู่หลานกล่าวว่า “นางเพียงคาดเดาคำพูดของเจ้าเท่านั้น ก่อนจากไปในค่ำคืนนั้น นางเขียนจดหมายตอบกลับไว้หลายสิบฉบับ บอกข้าว่าหากได้รับจดหมายจากเจ้า ให้นำจดหมายที่เหมาะสมส่งกลับไปให้เจ้า”
“มิน่าเล่า จึงมีจดหมายสองฉบับที่แปลกไป…”
จินเฟิงทุบตีตนเองด้วยความหงุดหงิด
ปกติแล้วองค์หญิงเก้าตรัสอย่างมีเหตุผล ไม่พูดจาไร้สาระมากนัก
แต่ในจดหมายที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ มีอยู่สองฉบับที่ขึ้นต้นด้วยเรื่องสำคัญ แต่หลังจากนั้นกลับเปลี่ยนเรื่องไปพูดคุยเรื่องเล็กน้อยแทน
ครั้นนั้นจินเฟิงคิดว่าองค์หญิงเก้าสนิทใจกับตนมากขึ้น จึงเอ่ยวาจาโดยไม่รักษาระยะ
แต่ตอนนี้รู้แจ้งว่าองค์หญิงเก้าทำอะไร
“มู่หลาน อู่หยางกลับเมืองหลวงแล้ว นางเขียนจดหมายถึงเจ้าบ้างหรือไม่?” จินเฟิงเอ่ยถาม
“ไม่มี” ชิ่งมู่หลานส่ายหน้า
“ชิ่งกั๋วกงเขียนจดหมายเล่าถึงนางบ้างหรือไม่?”
“ไม่มี…” ชิ่งมู่หลานส่ายหน้าอีกครั้ง
“น่าโมโหชะมัด!”
จินเฟิงทุบกำปั้นลงบนต้นไม้ข้าง ๆ อย่างแรง แล้วหันไปตะโกนว่า “ต้าหลิวเรียกจงหลิงเอ่อร์เข้ามาพบข้า!”
ต้าหลิวหันหลังวิ่งออกไปทันที
“ท่านอาจารย์ อย่ากังวลไปเลย ตอนที่นางจากไป นางบอกว่าจะไม่เป็นไร”
ชิ่งมู่หลานเห็นจินเฟิงร้อนใจ จึงเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“นางบอกว่าจะไม่เป็นไร ก็จะไม่เป็นไรงั้นหรือ?”
จินเฟิงเอ่ยถามพลางชกเข้าที่ต้นไม้ “หากไม่เป็นไร เหตุใดจึงไม่ส่งจดหมายมาบอกกล่าว หากไม่เป็นไร เหตุใดลั่วหลานจึงไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้?”
ชิ่งมู่หลานอ้าปากค้างอย่างไร้คำโต้ตอบ
จินเฟิงรู้โทษตนเอง จึงยกมือขึ้นกุมขมับ
ลั่วหลานส่งจดหมายจากเมืองหลวงมาหลายฉบับ
บ้างเป็นรายงานประจำปีที่ผู้คุ้มกันภัยนำมา บ้างเป็นข่าวที่พิราบส่งสารนำส่ง
ทว่าล้วนไม่มีแม้แต่ฉบับเดียวที่เอ่ยถึงองค์หญิงเก้า
เมืองหลวงคือศูนย์กลางการปกครอง ศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของต้าคัง อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจ
ราชโองการทุกฉบับที่ราชสำนักประกาศล้วนส่งผลต่อวิถีชีวิตของราษฎร
แม้จินเฟิงจะมิใคร่สนใจเรื่องการเมือง แต่ก็มิอาจเพิกเฉยต่อความเคลื่อนไหวในเมืองหลวงได้
ดังนั้นเมืองหลวงจึงเป็นเป้าหมายสำคัญอันดับหนึ่งของกลุ่มจงหมิง หานเฟิงจึงส่งยอดฝีมือจำนวนไม่น้อยให้แทรกซึมเข้าไปในแวดวงต่าง ๆ ของเมืองหลวง
แม้ว่ากลุ่มจงหมิงจะก่อตั้งขึ้นมาได้ไม่นาน ยังมีหลายพื้นที่ที่ไม่สามารถควบคุมดูแลได้ทั่วถึง แต่การที่องค์หญิงเก้าเสด็จกลับมายังเมืองหลวงเช่นนี้ หากเป็นสถานการณ์ปกติ กลุ่มจงหมิงย่อมต้องได้ยินข่าวคราวบ้าง
ทว่าจินเฟิงกลับไม่ได้รับข่าวคราวใด ๆ เลย
นั่นแสดงว่าเป็นไปได้อย่างยิ่งที่องค์หญิงเก้าถูกควบคุมตัวตั้งแต่เสด็จเข้ามายังเมืองหลวง จึงไม่มีโอกาสดำเนินการใด ๆ
แม้กระทั่งอาจจะเผชิญอันตรายไปแล้วก็เป็นได้
“เหตุใดก่อนหน้านี้ข้าถึงมิได้ขบคิดให้ดี?”
จินเฟิงปล่อยหมัดกรุ่นโกรธกระแทกต้นไม้ใหญ่
ระหว่างทางจากเม่าโจวกลับจินชวน จินเฟิงเริ่มรู้สึกได้ว่าองค์หญิงเก้าแปลกไป
เดิมทีนางกระทำการใดล้วนรวดเร็วเด็ดขาด แต่ครั้งนั้นระหว่างทางกลับ องค์หญิงเก้ากลับเฉื่อยชาผิดวิสัย
การเดินทางที่ควรใช้เวลาเพียงหนึ่งสองวัน กลับยืดเยื้อไปถึงสี่วันกว่าจะกลับถึง
องค์หญิงเก้าตรัสว่า ต้องการดูทิวทัศน์หิมะให้ถ้วนถี่
ยามนั้นจินเฟิงยังนึกสงสัย ในเมื่อเมืองหลวงก็มีหิมะตก เหตุใดองค์หญิงจึงตื่นเต้นเช่นนี้
ไม่เพียงแต่ถ่วงเวลาอย่างจงใจ ยามราตรีองค์หญิงยังทรงผิดแผกไปจากเดิม จากองค์หญิงที่รักษาภาพลักษณ์อันสง่างามและเย็นชา กลับทรงเร่าร้อนเป็นพิเศษเมื่ออยู่ในกระโจม
ในตอนนั้นจินเฟิงคิดเพียงว่าองค์หญิงเก้าคงจะตื่นเต้นที่เพิ่งมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับตน จึงไม่ได้ใส่ใจนัก
ตอนนี้เขาเพิ่งเข้าใจ ตอนนั้นองค์หญิงเก้าคงตัดสินใจที่จะกลับเมืองหลวงแล้ว
การกระทำที่แปลกไปบนรถม้า คงเพียงแค่อยากอยู่กับเขานานขึ้นอีกนิด ใกล้ชิดกับเขาอีกหน่อยก็เท่านั้น
จงหลิงเอ่อร์วิ่งตามต้าหลิว นางมองจินเฟิงที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจด้วยแววตาเป็นกังวลก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบาว่า “ท่านอาจารย์ เรียกหาข้าหรือ?”
จินเฟิงไม่ตอบ แต่หันกลับไปมองชิ่งมู่หลาน
“มองข้าทำไม?”
ชิ่งมู่หลานชี้นิ้วไปที่ตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ “ให้ข้าหลีกไปหรือ?”
“รู้แล้วยังไม่รีบออกไปอีก” จินเฟิงกล่าวพลางปรายตามอง
“เจ้า…คนแซ่จิน…”
ชิ่งมู่หลานโมโหจนชี้หน้าจินเฟิง ก่อนจะเดินหนีไป
ต้าหลิวรู้สึกได้ว่าสิ่งที่จินเฟิงกำลังจะพูดต่อไปนี้ต้องเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก จึงรีบพาคนเข้ามาห้อมล้อมเอาไว้ เพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดมาแอบฟังได้
สีหน้าของจงหลิงเอ่อร์ก็พลันเคร่งขรึมลง
“รีบส่งจดหมายไปยังเมืองหลวง บอกลั่วหลานให้ใช้วิธีการใดก็ได้สืบหาที่อยู่ขององค์หญิงเก้า”
จินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แล้วส่งจดหมายอีกฉบับไปหาพี่เหลียง ให้เขารีบรวบรวมผู้คุ้มกันภัยสามพันนาย มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง!”