ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 699 ตงหมานรุกราน
บทที่ 699 ตงหมานรุกราน
บริเวณชานเมืองที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงไปกว่าสิบลี้ มีที่พักเก่าแก่แห่งหนึ่ง
สถานที่แห่งนี้เดิมเป็นที่พักของคหบดี หลายสิบปีก่อน คหบดีเจ้าของที่ดินดื่มเหล้าเมามายและได้ดูหมิ่นหญิงสาวในครอบครัวผู้เช่า หลังจากนั้นยังกลับมากล่าวหาว่าหญิงสาวเข้ามาขโมยของในบ้านของเขา
หญิงสาวคับแค้นใจเป็นอย่างมากจนกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย
พี่ชายและพ่อของหญิงสาวโกรธจัด จึงคว้ามีดไปฆ่าล้างครอบครัวเจ้าของที่ดินในยามค่ำคืน
ญาติพี่น้องของคหบดีเจ้าของที่ดินจัดการเรื่องราวหลังจากนั้นเสร็จแล้ว ก็ประกาศว่าจะขายที่พักแห่งนี้
คฤหาสน์หลังนี้ตั้งอยู่ห่างไกลผู้คน แล้วยังเคยเกิดคดีฆาตกรรมล้างตระกูล ชาวบ้านต่างลือกันว่าไม่มีทางขายออกแน่นอน
แต่ไม่นานนัก คฤหาสน์ก็ถูกขายออกไป
ทว่าชาวบ้านละแวกนั้นไม่เคยเห็นผู้รับซื้อ แม้แต่คนมาดูแลก็ไม่เคยปรากฏ
คฤหาสน์หลังนี้จึงถูกปล่อยรกร้าง
เวลาผ่านไป ชาวบ้านก็เล่าลือกันว่าคฤหาสน์หลังนี้มีผีสิง จึงไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าใกล้
แต่ชาวบ้านหารู้ไม่ว่า บัดนี้ภายในคฤหาสน์แห่งนี้มีผู้คนอาศัยอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้อาศัยยังเป็นถึงองค์หญิงอีกด้วย
“องค์หญิงเพคะ นี่คือชาใหม่จากซิ่นหยาง ลองเสวยดูนะเพคะ”
ชิ่นเอ๋อร์ถือถาดชาในมือ ก่อนจะนำชุดชาไปวางบนโต๊ะตัวเล็ก
“แล้วเรื่องเลี่ยวอิ้นเป็นอย่างไรบ้าง?”
องค์หญิงเก้าไม่ได้สนใจชุดน้ำชาที่อยู่ตรงหน้า นางเงยหน้าขึ้นเอ่ยถาม
เพื่อป้องกันมิให้จินเฟิงล่วงรู้ นางจึงระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่งตลอดทางที่กลับมาจากชวนสู่
ทั้งสำนักคุ้มภัย หอการค้าและกลุ่มของจงหมิง ล้วนแต่เป็นคนของจินเฟิง ไม่มีใครได้พบตัวนาง แต่พอมาถึงเมืองหลวง แทนที่จะได้เข้าเมือง กลับถูกทหารชุดเกราะแดงสกัดเสียก่อน
บัดนี้องค์หญิงเก้าจึงได้ตระหนักว่า นางประเมินฮ่องเต้ผิดไป
ฮ่องเต้เฉินจี๋ดูไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย วัน ๆ คิดแต่จะแต่งโคลง วาดภาพ หรือไม่ก็เอาแต่ลุ่มหลงอยู่กับนางสนมในวังหลัง
แม้กระทั่งองค์หญิงเก้าก็คิดว่าฮ่องเต้เป็นเพียงกษัตริย์ผู้โง่เขลา
กระทั่งได้พบกับทหารชุดเกราะแดง องค์หญิงเก้าจึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาหาได้โง่เขลาอย่างที่คิด
แม้แต่เหล่าขุนนางผู้ทรงอำนาจ รวมถึงกลุ่มของจงหมิของจินเฟิงยังหาตัวนางไม่พบ แต่ฝ่าบาทกลับทรงสกัดกั้นนางไว้ได้
เป็นเครื่องชี้ชัดว่ารอบ ๆ เมืองหลวงแห่งนี้ อำนาจของฮ่องเต้เหนือกว่าผู้อื่นใด
ส่วนทหารชุดเกราะแดงนั้น ล้วนเป็นทหารรักษาพระองค์ ส่วนนายกองผู้นำทัพก็เป็นถึงองครักษ์คนสนิท แม้องค์หญิงเก้าจะกล้าสังหารขันทีที่ชวนสู่ แต่ก็มิอาจหาญกล้าขัดขืนทหารชุดเกราะแดงได้ นางจึงได้แต่ยอมติดตามพวกเขามายังที่พำนักหลังนี้แต่โดยดี
หลังจากที่คฤหาสน์เก่าถูกทหารชุดเกราะแดงซื้อไปและทำการปรับปรุง จากภายนอกยังคงดูทรุดโทรมเต็มไปด้วยวัชพืชที่สูงกว่าคนเสียอีก แต่ภายในกลับมีบางส่วนที่ถูกจัดให้สะอาดเรียบร้อยอย่างยิ่ง
ในสวนมีบ่อน้ำ มีแปลงผักและเสบียงที่เตรียมไว้ก็เพียงพอสำหรับองค์หญิงเก้าและทหารชุดเกราะแดงกินไปได้อีกนาน
ทหารชุดเกราะแดงเคลื่อนไหวเข้าออกได้อย่างแยบยล
พวกเขากลุ่มใหญ่อาศัยอยู่ในสวนนี้มานานโดยที่ไม่มีประชาชนคนใดพบเห็น
องค์หญิงเก้าต้องการกลับเมืองหลวงเพื่อทำธุระบางอย่าง ตอนนี้ก็เท่ากับถูกกักบริเวณที่นี่แล้ว
ในช่วงเวลานี้ องค์หญิงเก้ากับนายกองแห่งทหารรักษาพระองค์ชุดเกราะแดงก็มีเรื่องราวให้ขุ่นเคืองกันไม่น้อย
แต่ไม่ว่าองค์หญิงเก้าจะใช้เหตุผลหรือข่มขู่คุกคาม นายกองอย่างเลี่ยวอิ้นก็ไม่หวั่นไหว
องค์หญิงเก้าทรงกริ้ว จึงสั่งให้ชิ่นเอ๋อร์และจูเอ๋อร์ไปหาเรื่องเขาหวังจะสั่งสอนให้หายแค้น
เลี่ยวอิ้นติดตามฮ่องเต้มาเป็นเวลานาน องค์หญิงเก้าทรงรู้จักคุ้นเคยมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย ปกติเห็นเป็นคนซื่อ ๆ ง่าย ๆ ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาผู้นี้คือยอดฝีมือ ชิ่นเอ๋อร์และจูเอ๋อร์ร่วมมือกันก็ไม่อาจเอาชนะได้
เดิมทีตั้งใจจะไปสั่งสอนเขา สุดท้ายกลับถูกเลี่ยวอิ้นสั่งสอนเสียเอง ต้องกลับมาทั้งร่างกายฟกช้ำดำเขียว
องค์หญิงเก้าไม่มีทางเลือก จึงต้องให้ชิ่นเอ๋อร์ไปหาเลี่ยวอิ้นและพูดกับเขาดี ๆ
“องค์หญิง เลี่ยวเซี่ยวเว่ยกล่าวว่าให้พระองค์เลิกหวังเถิด หากไม่มีคำสั่งจากฝ่าบาท พวกเราก็ไม่สามารถออกไปได้”
ชิ่นเอ๋อร์กล่าวอย่างจนปัญญา
“ข้ายังไม่ได้บอกว่าจะออกไป แค่อยากจะส่งจดหมายเพียงไม่กี่ฉบับเท่านั้น!”
องค์หญิงเก้ากุมหน้าผากและกล่าวว่า “หลังจากปีใหม่ มีความเป็นไปได้สูงที่ท่านอาจารย์จะเดินทางไปยังซื่อชวน ด้วยความเฉลียวฉลาดของเขา เมื่อเขาพบว่าข้าไม่อยู่ที่ชวนสู่คงจะแย่เป็นแน่”
“เลี่ยวเซี่ยวเว่ยกล่าวว่า แม้แต่ส่งจดหมายก็ไม่ได้เพคะ” ชิ่นเอ๋อร์กล่าวพลางส่ายหน้า
“เช่นนั้น ข้าจะส่งจดหมายถึงท่านพ่อ ฝากให้เขานำไปส่งให้พระองค์หน่อยได้หรือไม่?”
องค์หญิงเก้าตรัสพลางหยิบจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาจากด้านข้าง “ฝากจดหมายฉบับนี้ให้เขา บอกให้เขานำไปมอบแก่ท่านพ่อด้วย!”
“ให้ตายสิ! ลองดูสักตั้งก็แล้วกัน” ชิ่นเอ๋อร์รับจดหมายแล้วเดินจากไป
หลังจากชิ่นเอ๋อร์จากไป องค์หญิงเก้าทรงวางปลายคางเกยบนหลังมือ ทอดสายตามองอย่างเบื่อหน่ายไปยังนอกหน้าหน้าต่าง
นางเพิ่งมาถึง ตอนนั้นในจวนยังมีหิมะตกค้างอยู่ บัดนี้นอกจวนวัชพืชแตกใบอ่อนสูงขึ้นมาก
ช่วงเวลาที่ผ่านมานางไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอก ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องราวอะไรขึ้นบ้าง คนภายนอกก็ไม่รู้ว่านางอยู่ที่นี่
“ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์ออกเดินทางไปซื่อชวนหรือยัง…”
องค์หญิงเก้ากำลังครุ่นคิดอย่างเลื่อนลอย ชิ่นเอ๋อก็เข้ามา
“เลี่ยวอิ้นว่าอย่างไรบ้าง?” องค์หญิงเก้าทรงเรียกสติกลับคืน แล้วตรัสถามอย่างเร่งรีบ
“เลี่ยวเซี่ยวเว่ยติดภารกิจ เขาให้ข้านำจดหมายกลับมาเพคะ”
ชิ่นเอ๋อร์วางจดหมายลงบนโต๊ะด้วยท่าทีจนปัญญา
“ข้าจะไปดูว่าเขากำลังทำอะไรอยู่” องค์หญิงเก้าตรัสพลางลุกขึ้น
แท้จริงแล้วองค์หญิงเก้าทรงอุดอู้อยู่ในตำหนักเล็กแห่งนี้มานานหลายเดือน จิตใจร้อนรุ่มราวกับเพลิงเผา บัดนี้แม้แต่การฝากเลี่ยวเซี่ยวเว่ยส่งจดหมายถึงฝ่าบาทก็ยังถูกขัดขวาง ยิ่งทำให้ไฟโทสะในใจคุโชนขึ้นไปอีก
นางหยิบซองจดหมายขึ้นมา ใบหน้างดงามนั้นกลับเย็นชาลง ก่อนจะก้าวเท้ามุ่งหน้าไปยังลานด้านหน้า
จวนแห่งนี้ช่างกว้างขวางยิ่งนัก พื้นที่นับสิบหมู่ที่มีเรือนน้อยใหญ่หลายหลัง
องค์หญิงเก้าประทับอยู่กลางจวน ส่วนฉินหมิงนั้นพาองครักษ์ขององค์หญิงเก้ามาพักอยู่เรือนข้าง ๆ
ลานด้านนอกมีทหารชุดเกราะสีแดงตั้งทัพอยู่ นำโดยเลี่ยวเซี่ยวเว่ย
เดิมทีองค์หญิงเก้าทรงคิดว่า คำกล่าวที่ว่าเลี่ยวอิ้นติดภารกิจนั้นเป็นเพียงข้ออ้าง แต่พอเสด็จมาถึงลานหน้า ก็พบว่าเลี่ยวอิ้นกำลังเดือดดาล
“มัวชักช้าอะไรกันอยู่ รีบ ๆ เข้า!”
องค์หญิงเก้าเห็นเช่นนั้น คิ้วก็ขมวดขึ้นเล็กน้อย
นับตั้งแต่จำความได้ ก็รู้ว่าเลี่ยวอิ้นเป็นคนที่ไม่ยิ้มหรือหัวเราะเลย มีสีหน้าเหมือนปลาแห้งตลอดเวลา
แต่คราวนี้บนใบหน้าของเลี่ยวอิ้นกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด
ความโกรธในใจขององค์หญิงเก้าจึงหายไปทันที นางก้าวไปข้างหน้าแล้วถามว่า “เลี่ยวอิ้น เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“ถวายบังคมองค์หญิง!”
เลี่ยวอิ้นค้อมกายคำนับองค์หญิงเก้า “ผู้ใต้บังคับบัญชาได้รับราชโองการให้พากำลังพลครึ่งหนึ่งกลับไปยังเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
“เกิดเรื่องใดขึ้นที่เมืองหลวงหรือ?” องค์หญิงเก้าตรัสถามโดยพลัน
เลี่ยวอิ๋นมองซ้ายแลขวา ก่อนจะเชิญเสด็จองค์หญิงเก้าไปยังมุมหนึ่งแล้วพูดเสียงเบาว่า “ตงหมานรุกรานพ่ะย่ะค่ะ! องค์หญิงโปรดเตรียมพระองค์ด้วย คาดว่าอีกสองวันฝ่าบาทจะทรงมีรับสั่งให้องค์หญิงเสด็จย้ายพ่ะย่ะค่ะ”
แม้ต้าคังจะถูกพวกตั่งเซี่ยงและชี่ตันรุกรานกดขี่มาเป็นเวลาหลายปี แต่ในสายตาของเหล่าขุนนางผู้ทรงอำนาจในท้องพระโรง พวกตั่งเซี่ยงและชี่ตันก็ยังคงเป็นเพียงชนเผ่าป่าเถื่อนอยู่วันยังค่ำ
ชาวตั่งเซี่ยงทางตะวันตกเฉียงเหนือ ถูกเรียกว่า ‘ซีหมาน’ ส่วนพวกชี่ตันอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ จะถูกเรียกว่า ‘ตงหมาน’
“อะไรนะ! ตงมานรุกรานงั้นหรือ?!”
ดวงตางามขององค์หญิงเก้าเบิกกว้างขึ้นในทันที
ด้วยประสบการณ์ที่ได้ช่วยเหลือบิดาจัดการกับฎีกามามากนัก องค์หญิงเก้าจึงรู้ดีว่าถ้อยคำ ‘ตงมานรุกราน’ นั้นหมายความว่าอย่างไร
พวกตงมานคือกลุ่มคนป่าเถื่อนแรก ๆ ที่เริ่มบุกล่วงล้ำดินแดนต้าคัง แต่หลังจากที่ต้าคังยอมตกลงจ่ายบรรณาการรายปีให้ พวกเขาก็รักษาสัญญาไม่ค่อยมารุกราน นอกจากจะยกพลไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางตะวันออกเฉียงเหนือบ้างเป็นครั้งคราว การมุ่งสู่ใจกลางต้าคังนั้น นับว่าไม่บ่อยนัก
แต่ทุกครั้งที่เข้ามายังดินแดนแห่งต้าคัง ก็จะเกิดพายุเลือดทุกครา!
“ปีที่แล้วเราส่งของขวัญให้พวกตงหมานไปแล้วมิใช่หรือ? แล้วเหตุใดพวกเขาถึงมาอีกเล่า?”
องค์หญิงเก้าถามด้วยความร้อนใจ
ทุกปีต้าคังจะมอบบรรณาการรายปีให้แก่พวกตั่งเซี่ยงและชาวชี่ตัน ซึ่งเรียกว่า ‘ส่งของขวัญ’
หมายความว่าต้าคังในฐานะอาณาจักรใหญ่ ได้ส่งของขวัญให้กับชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือ
ถึงแม้ผู้คนล้วนรู้แจ้งถึงเรื่องราวเบื้องลึก แต่ก็ถือเป็นม่านบังตาผืนสุดท้ายที่ราชสำนักแห่งต้าคังพึงมี ทุกคนในที่สาธารณะจึงยังคงต้องกล่าวคำว่า ‘ส่งของขวัญ’