ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 701 องค์หญิง พอเถิดพ่ะย่ะค่ะ!
บทที่ 701 องค์หญิง พอเถิดพ่ะย่ะค่ะ!
เลี่ยวอิ้นกำลังรวบรวมทหารชุดเกราะแดงอยู่ แต่เมื่อองค์หญิงเก้าทำให้แตกตื่น ความสนใจของทหารชุดเกราะแดงกว่าครึ่งก็ถูกดึงไปที่องค์หญิงเก้า
ในขณะที่เลี่ยวอิ้นยังคงลังเลว่าจะยึดธนูขององค์หญิงเก้าดีหรือไม่ ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากลานข้างเคียง “หยุดนะ!”
ต่อมาก็ได้ยินเสียงการต่อสู้กัน
เลี่ยวอิ้นไม่สามารถสนใจองค์หญิงเก้าได้อีกแล้ว จึงหันหลังและวิ่งไปยังที่มาของเสียงทันที
ในลานข้างเคียง ฉินหมิงนำทัพองครักษ์ขององค์หญิงเก้ามาต่อสู้กับทหารชุดเกราะแดง
ครั้นเลี่ยวอิ้นมาถึง ก็เห็นองค์หญิงเก้าทรงข้ามกำแพงไปเสียแล้ว
“องค์หญิง!”
ไม่ว่าเลี่ยวอิ้นผู้นี้จะทึ่มทื่อเพียงใด แต่พอเห็นดังนั้นก็คาดเดาพระทัยขององค์หญิงเก้าได้ จึงร้องว่า “ฉินหมิง! หยุดเดี๋ยวนี้! มิเช่นนั้นข้าจะปลิดชีพเจ้าเสีย!”
แต่ทว่าฉินหมิงกลับทำราวกับไม่ได้ยินคำใด ๆ ทั้งยังคงยืนหยัดขวางทหารหุ้มเกราะสีโลหิตไว้กับเหล่าองครักษ์
“รอข้าตามองค์หญิงเก้ากลับมาได้ก่อนเถิด ข้าจะคิดบัญชีกับเจ้าให้สาสม!”
เลี่ยวอิ้นชี้ไปที่ฉินหมิงแล้วเหาะทะยานออกไปเพื่อไล่ตามองค์หญิงเก้า
แต่เขาเพิ่งจะถึงกำแพงก็ถูกจูเอ๋อร์ขวางไว้เสียก่อน
“หลีกไป! มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไร้ความปรานี!” เลี่ยวอิ้นตะโกน
เขาถูกเมินเฉยครั้งแล้วครั้งเล่า บัดนี้เขาแทบจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่แล้ว
จูเอ๋อร์ไม่ตอบ เพียงแต่ตั้งท่าป้องกันในทันที!
“องค์หญิงทรงบีบคั้นกระหม่อมเองนะพ่ะย่ะค่ะ!”
เลี่ยวอิ้นเหลียวมองกลับไปยังองค์หญิงเก้า ก่อนจะขยับข้อมือเล็กน้อยแล้วพุ่งเข้าหาจูเอ๋อร์!
จูเอ๋อร์เคยประลองกับเลี่ยวอิ้นมาก่อน นางรู้ดีว่าฝ่ายตรงข้ามมีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ ดังนั้นนางจึงงัดเอาความสามารถทั้งหมดที่มีออกมาใช้ตั้งแต่แรก
เดิมทีนางคิดว่าแม้ตนจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเลี่ยวอิ้น แต่การขัดขวางเขาไว้ชั่วครู่เพื่อถ่วงเวลาให้ชิ่นเอ๋อร์หลบหนีคงไม่เป็นปัญหา
ทว่าเมื่อได้ต่อสู้กันจริง ๆ นางจึงได้รู้ว่าตนประมาทเลี่ยวอิ้นเสียแล้ว
ในการประลองก่อนหน้านี้ เลี่ยวอิ้นยังคงเกรงใจฐานะของจูเอ๋อร์และชิ่นเอ๋อร์ จึงมิได้ใช้ออกด้วยกำลังทั้งหมด!
แต่ตอนนี้เลี่ยวอิ้นร้อนใจขึ้นมาแล้ว จึงออกแรงเต็มที่ตั้งแต่แรก
จูเอ๋อร์ไม่ทันได้ออกกระบวนท่าสามกระบวนแรก ก็โดนเลี่ยวอิ้นเตะเข้าที่ท้องจนกระเด็นออกไปชนเข้ากับกำแพง
เลี่ยวอิ้นเตะนางด้วยความโมโห จูเอ๋อร์กุมท้องไว้ แม้แต่จะยืนยังทำไม่ได้
“ต้าเฉิง! ไม่ต้องออมมือ!”
เลี่ยวอิ้นหันกลับมาสั่งผู้ใต้บังคับบัญชาอีกครั้ง แล้วจึงเตรียมตัวออกไปตามหาชิ่นเอ๋อร์ แต่กลับเห็นบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งเหาะเข้ามาจากด้านนอก
ในมือยังหิ้วร่างของผู้ใดผู้หนึ่งมาด้วย
ไม่ใช่ชิ่นเอ๋อร์แล้วจะเป็นผู้ใดเล่า?
ในยามปกติ ชิ่นเอ๋อร์เป็นองครักษ์หญิงผู้น่าเกรงขาม แต่บัดนี้กลับถูกมัดมือมัดเท้าเอาไว้ แม้แต่ในปากก็ยังถูกยัดเศษผ้าเอาไว้ มองดูแล้วช่างน่าเวทนายิ่งนัก
“ฉินเจิ้น?” เลี่ยวอิ้นเอ่ยถาม “เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
“พี่ใหญ่?” ฉินหมิงกำลังขัดขวางทหารชุดเกราะแดงอยู่ถึงกับนิ่งงันไป
ผู้มาเยือนหาใช่ใครอื่นไม่ บุรุษผู้นั้นคือพี่ใหญ่ฉินเจิ้นของฉินหมิงนั่นเอง
“หากข้าไม่มา ไอ้เด็กคนนี้ก็คงหนีไปแล้วสิ”
ฉินเจิ้นโยนชิ่นเอ๋อร์ลงกับพื้น และหันไปตะโกนใส่ฉินหมิงว่า “กล้าลงมือกับทหารชุดเกราะแดงอย่างนั้นหรือ? เจ้าเบื่อชีวิตแล้วหรืออย่างไร หาผ้าแพรขาวผูกคอตายเสียยังจะดีกว่า อย่าบอกนะว่ายังคิดจะลากทุกคนในครอบครัวไปตายด้วย! หยุดการกระทำของเจ้าเดี๋ยวนี้!”
พี่ชายคนโตก็เปรียบเสมือนบิดา ฉินหมิงถูกพี่ใหญ่ของเขาทำโทษมาตั้งแต่เด็ก เห็นฉินเจิ้นทีไรเขายังหวาดกลัวมากกว่าเห็นหน้าท่านพ่อเสียอีก
ได้ยินฉินเจิ้นเอ่ยห้าม พวกเขาก็เผลอคิดจะหยุดมือ ทว่าพอคิดถึงคำสั่งขององค์หญิงเก้า พวกเขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นเสีย
“หัวหน้าฉิน หยุดเถิด!”
ไม่นานองค์หญิงเก้าก็ตามมาถึง นางจำใจต้องออกคำสั่ง
ในเมื่อชิ่นเอ๋อร์ถูกจับไปแล้ว ฉินหมิงจะลงมือต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด
องค์หญิงเก้าเอ่ยปาก ฉินหมิงจึงยอมพาองครักษ์หยุดมือ
“กล้าขัดคำสั่งข้างั้นหรือ!”
ว่าแล้วฉินเจิ้นก็ยันเท้าเตะฉินหมิงจนล้มลงกับพื้น ก่อนจะยึดดาบที่เอวไป
ส่วนองครักษ์คนอื่น ๆ ก็ถูกทหารชุดเกราะแดงปราบจนล้มไม่เป็นท่า ทั้งยังถูกยึดอาวุธไปในคราเดียวกัน
องค์หญิงเก้าถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะตรงเข้าไปพยุงจูเอ๋อร์ขึ้นมาพลางเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงว่า “เจ็บตรงไหนบ้างหรือไม่?”
“หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ องค์หญิงรีบไปดูอาการชิ่นเอ๋อร์เถิด!”
จูเอ๋อร์หยัดกายขึ้นโดยใช้กำแพงช่วยพยุง
แม้เลี่ยวอิ้นจะลงมือไป แต่ก็มิได้คิดปลิดชีพนาง มิเช่นนั้นจูเอ๋อร์คงสิ้นใจตั้งแต่โดนหมัดซัดเข้าที่ท้องน้อย
องค์หญิงเก้าทรงตรวจดูอาการของจูเอ๋อร์จนแน่พระทัยว่าปลอดภัยแล้ว จึงเดินไปยังข้างกายของชิ่นเอ๋อร์ แล้วทรงดึงผ้าที่ยัดอยู่ในปากของนางออก
“องค์หญิง…หม่อมฉันไร้ซึ่งประโยชน์…”
ชิ่นเอ๋อร์กราบทูลด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ
“ไม่ใช่ความผิดของเจ้า ฉินเจิ้นขวางไว้อยู่ข้างนอกเจ้าจะหนีพ้นอย่างไร?”
องค์หญิงเก้ากล่าวอย่างจนปัญญา
นางก็ไม่คาดคิดว่าฝ่าบาทมิเพียงแต่ส่งเลี่ยวอิ้นมาเท่านั้น แต่ยังเรียกฉินเจิ้นมาด้วย
ตระกูลฉินเป็นฝ่ายสนับสนุนราชบัลลังก์มาโดยตลอด และยืนหยัดข้างฮ่องเต้ไม่ว่าสถานการณ์ใดเสมอ
ดังนั้นตระกูลฉินจึงเป็นคนสนิทของฮ่องเต้เสมอมา
บิดาของฉินหมิงนั้นเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพอวี้หลินซึ่งเป็นกองทัพหลักของทหารรักษาพระองค์ ส่วนฉินเจิ้นเป็นผู้บัญชาการกองพลที่หนึ่งของทหารรักษาพระองค์ชุดเกราะแดง พี่รองของฉินหมิงก็เป็นถึงผู้บัญชาการหกเหล่าทัพบูรพา
ส่วนฉินหมิงนั้น แม้จะดูเหมือนว่าจะตำแหน่งต่ำสุดในบรรดาพี่น้อง แต่แท้จริงแล้วเขาดำรงตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าองครักษ์ประจำตัวองค์หญิงเก้า
เพียงเท่านี้ก็สามารถบ่งบอกได้ถึงตำแหน่งของตระกูลฉินในสายพระเนตรของฮ่องเต้ได้เป็นอย่างดี
แม้ว่าตำแหน่งหน้าที่ของทั้งสี่พ่อลูกนั้นจะไม่ได้สูงส่งอะไรมากมายนัก แต่ทุกตำแหน่งล้วนแล้วแต่เป็นตำแหน่งสำคัญทั้งสิ้น
บิดาอย่างฉินเผิงและฉินเจิ้นนั้นคอยคุ้มกันองค์ฮ่องเต้ ส่วนฉินจงคอยคุ้มกันองค์รัชทายาท ในขณะที่ฉินหมิงคอยคุ้มกันองค์หญิงเก้า ผู้ที่ฮ่องเต้ทรงรักและเอ็นดูมากที่สุด
กล่าวได้ว่า ชีวิตของสมาชิกสำคัญในราชวงศ์ล้วนอยู่ในกำมือของตระกูลฉิน
“องค์หญิงก็ทรงทราบดี บัดนี้ในเมืองหลวงมีผู้ไม่หวังดีต่อพระองค์มากมายนัก ฝ่าบาทก็เพียงแต่ทำเพื่อตัวพระองค์เอง”
ฉินเจิ้นเตะฉินหมิงอีกสองครั้ง แล้วลุกขึ้นมององค์หญิงเก้าพลางเอ่ยว่า “เช่นนี้แล้วจะให้กระหม่อมทำเช่นไรได้?”
องค์หญิงเก้าไม่ได้อธิบาย เพียงแต่ถามตรงไปตรงมาว่า “ฉินเจิ้น กองทัพตงหมานบุกถึงจ่านโจวแล้วหรือ?”
ฉินเจิ้นหันไปมองเลี่ยวอิ้นแล้วพยักหน้าแทนคำตอบ
“เช่นนั้น ข้าถามเจ้า ท่านอาจารย์จินแห่งจินชวน เป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดในการต่อกรกับชาวตงหมานมิใช่หรือ?” องค์หญิงเก้าตรัสถามอีกครั้ง
แม้จินเฟิงจะยังไม่เคยมาเยือนเมืองหลวงมาก่อน แต่เรื่องราวการศึกของเขาก็เลื่องลือไปทั่วเมืองหลวง จากคำบอกเล่าของนักเล่าเรื่อง
ฉินเจิ้น ในฐานะคนสนิทของฮ่องเต้ย่อมรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากกว่าชาวบ้านทั่วไป
ถึงแม้ในใจจะไม่ยอมรับ แต่ก็จำต้องยอมรับว่า “ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ ท่านอาจารย์จินองอาจ กล้าหาญ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคือบุคคลที่เหมาะสมที่สุดในการต่อกรกับตงหมาน!”
“เช่นนั้นแล้วเจ้ายังขัดขวางข้าอีกทำไม?”
องค์หญิงเก้าตรัสว่า “พวกคนเถื่อนมาถึงจ่านโจวแล้ว ท่านอาจารย์จินยังอยู่ชวนสู่ หากไม่แจ้งเขาตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว!”
“กระหม่อมเห็นด้วยกับที่องค์หญิงตรัส” ฉินเจิ้นหยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะส่ายหน้า “ทว่าเรื่องนี้มิใช่หน้าที่ที่ทหารชุดเกราะแดงอย่างพวกกระหม่อมต้องรับผิดชอบ ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้พวกกระหม่อมเฝ้าองค์หญิง ดังนั้นพวกกระหม่อมทำตามรับสั่งของฝ่าบาทก็เพียงพอแล้ว”
“พวกเจ้าช่างเป็นพวกหัวแข็งนัก!”
องค์หญิงเก้าได้ยินเช่นนั้นก็ทรงขบฟันด้วยความขุ่นเคือง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
นี่เป็นเหตุผลที่ฝ่าบาททรงเชื่อใจฉินเจิ้นและทหารชุดเกราะแดงเช่นนี้
ไม่ว่าฝ่าบาทจะทรงตัดสินพระใจอย่างไร พวกเขาก็จักเทิดทูนเหนือหัวโดยไร้ข้อกังขา
หากมองในมุมมองของผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง คงเห็นเป็นการกระทำอันโง่เขลา
ผู้ใดเล่าที่อยู่เหนือฟ้าจะไม่โปรดปรานคนซื่อตรงเช่นนี้?
“เลี่ยวอิ้น จับตัวฉินหมิงและพวกขังคุกเสีย ส่วนแม่นางชิ่นเอ๋อร์ หากยังกล้าทำเรื่องบุ่มบ่ามเช่นนี้อีก จงจับนางขังคุกเช่นกัน!”
เมื่อเห็นว่าองค์หญิงเก้าไม่ตรัสสิ่งใดอีก ฉินเจิ้นจึงสั่งเลี่ยวอิ้นให้เก็บกวาดสถานที่เกิดเหตุ
“เห้อ…” องค์หญิงเก้าถอนหายใจ ก่อนจะทรงหยิบธนูคันเดิมขึ้นมาอีกครั้ง
“องค์หญิง พอเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินเจิ้นเอ่ยพลางเดินเข้ามาหาองค์หญิงเก้า
เลี่ยวอิ้นไม่กล้าแย่งของจากมือองค์หญิงเก้า แต่เขากล้า
แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะเข้าใกล้ องค์หญิงเก้าก็ทรงยกธนูขึ้นเล็งไปบนท้องฟ้าแล้วปล่อยลูกธนูออกไป
ฟิ้ว!
ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศไปพร้อมกับเสียงหวีดหวิว ก่อนจะเกิดเสียงดังสนั่น ‘ปัง!’ กลายเป็นควันดำก้อนใหญ่ลอยค้างอยู่บนท้องฟ้าเป็นเวลานาน