ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 702 บุตรเขยผู้ต่ำต้อย
บทที่ 702 บุตรเขยผู้ต่ำต้อย
“จนได้สินะ!”
ใบหน้าของฉินเจิ้นที่แสนจะหยิ่งทะนงก่อนหน้านี้ต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในทันที
เขาแก่กว่าองค์หญิงเก้าอยู่มาก ถือว่าเป็นคนที่เฝ้ามองดูการเติบโตขององค์หญิงเก้ามาตั้งแต่เล็ก ด้วยความรู้ที่เขามีต่อองค์หญิงเก้า เขารู้ว่าองค์หญิงเก้าไม่มีทางที่จะยิงธนูใส่เขาอย่างแน่นอน
ความจริงแล้ว ถึงแม้ว่าองค์หญิงเก้าจะยิงธนูใส่ เขาก็ไม่กลัว
ด้วยฝีไม้ลายมือของเขาและการที่เขาเห็นหน้าไม้ขององค์หญิงเก้า เขาสามารถหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย
แต่เขาหารู้ไม่ องค์หญิงเก้าซ่อนธนูหัวนกหวีดไว้ในแล่งธนูเสียแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นธนูหัวนกหวีดแบบใหม่ที่จินเฟิงเพิ่งทำขึ้นอีกด้วย
ธนูหัวนกหวีดแบบใหม่นี้แบ่งเป็นสองชนิด คือ สีดำและสีขาว มิเพียงแต่ส่งเสียงได้ไกลกว่าเดิมเท่านั้น หากแต่ยังสามารถระเบิดได้อีกด้วย
หากระเบิดในเวลากลางวัน จะมีหมอกควันสีดำพวยพุ่งออกมา หากเป็นยามค่ำคืนก็จะกลายเป็นควันดอกไม้ไฟ
ทหารชุดเกราะแดงต่างพากันปกปิดเรื่ององค์หญิงเก้าอย่างมิดชิด พวกเขาซ่อนตัวองค์หญิงเก้าไว้ที่นี่ หากมีธุระจะออกไปข้างนอกก็ไม่กล้าออกทางประตูใหญ่ ต้องแอบปีนกำแพงหนีออกไปในยามวิกาล ยิ่งทำให้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เรื่องนี้เข้าไปอีก
แต่ครั้งนี้…ความเพียรที่ผ่านมาล้วนสูญเปล่า
ควันนั้นลอยละล่องเต็มฟ้า แม้สิบกว่าลี้ก็มองเห็นได้
ธนูหัวนกหวีดและดินปืนคือของขึ้นชื่อแห่งสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยน แม้พวกผู้ทรงอิทธิพลจะโง่งมสักเพียงใด ย่อมคาดเดาได้ว่าองค์หญิงเก้าประทับอยู่ที่นี่!
“องค์หญิง ทรงทราบหรือไม่ว่าฝ่าบาทพยายามเพียงใดเพื่อปกปิดพระองค์ไว้ ณ ที่แห่งนี้?”
ฉินเจิ้นเอ่ยอย่างร้อนใจ “สิ่งที่พระองค์ทำลงไปเหมาะสมต่อฝ่าบาทแล้วหรือ?”
“ข้ารู้ดีว่าทำเช่นนี้ช่างมิบังควรต่อฝ่าบาทและพวกเจ้า แต่ข้าจะทำเช่นไรได้เล่า?”
องค์หญิงเก้าเอ่ยเสียงเข้มขึ้น “พวกตงหมานบุกมาถึงจ่านโจวแล้ว! พวกมันล้วนเป็นหมาป่าหิวกระหาย คิดแต่จะปล้นสะดม เผาบ้านเผาเมืองทุกคราที่ยกทัพมาเยือนต้าคัง พวกเจ้าเคยออกไปเยี่ยมเยียนราษฎรบ้างหรือไม่? รู้หรือไม่ว่าบัดนี้พวกเขาลำบากยากแค้นเพียงใด ไพร่ฟ้าต่างก็ถูกกดขี่รีดไถจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว แคว้นต้าคังเองก็ไม่อาจทานกำลังจากการปล้นสะดมของพวกมันได้อีกแล้ว!”
ได้ยินดังนั้น พวกฉินเจิ้นและเลี่ยวอิ้นต่างนิ่งเงียบ
นี่คือโศกนาฏกรรมของแคว้นต้าคังและความอัปยศของเหล่าทหารกล้าเช่นพวกเขา
“ท่านแม่ทัพฉิน นี่คือจดหมายที่ข้าเขียนถึงท่านอาจารย์ หากมีเหตุอันใดเกิดขึ้นกับข้า ขอให้ท่านช่วยนำจดหมายฉบับนี้ไปมอบให้ท่านอาจารย์ด้วย”
องค์หญิงเก้าทรงหยิบจดหมายจากอ้อมอกของชิ่นเอ๋อร์แล้วยื่นให้กับฉินเจิ้น
ฉินเจิ้นทำหน้าขรึมและไม่ยอมรับจดหมาย
“ท่านแม่ทัพฉิน ต้องการให้เปิ่นกงวิงวอนอย่างนั้นหรือ?”
องค์หญิงเก้าตรัสถามพลางเงยหน้าขึ้น
เมื่อเห็นว่าฉินเจิ้นยังคงไม่ยอมรับจดหมาย องค์หญิงเก้าทรงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะทำท่าเตรียมถวายความเคารพแก่ฉินเจิ้น
“องค์หญิง เหตุใดพระองค์จึงทำเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินเจิ้นรีบกระโดดหลบไปด้านข้าง
แม้เขาจะได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้มากเพียงใด หากจำเป็นถึงขั้นต้องทำโทษองค์หญิงเก้า ฮ่องเต้ก็คงไม่ตรัสอะไร
แต่เรื่องระหว่างเบื้องบนกับเบื้องล่างนั้น หากเขากล้ารับการคารวะจากองค์หญิงเก้าเช่นนี้ ไม่ต้องรอให้สำนักราชวงศ์มาตำหนิ บิดาของเขาก็คงลงมือหักขาเขาเสียก่อน
องค์หญิงเก้าเห็นดังนั้น จึงยื่นจดหมายให้เขาอีกครั้ง พร้อมกับทำท่าคารวะอีกครั้ง
ช่างไม่ยุติธรรม
“พอเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินเจิ้นรับจดหมายมาด้วยสีหน้าลำบากใจ “สถานที่แห่งนี้ถูกเปิดโปงแล้ว พวกเราอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว องค์หญิงเตรียมพระองค์เถิดพ่ะย่ะค่ะ พวกเราต้องออกจากที่นี่โดยพลัน”
กล่าวจบก็ไม่รอให้องค์หญิงเก้าเอ่ยตอบ เพียงโบกมืออย่างหงุดหงิดก่อนจะหมุนกายจากไป
องค์หญิงเก้าไม่ได้ใส่ใจ นางชักมีดสั้นประจำกายออกมาตัดเชือกที่พันธนาการองครักษ์หญิงทั้งสอง “ชิ่นเอ๋อร์ จูเอ๋อร์ พวกเจ้ารีบไปเก็บข้าวของ พวกเราต้องไปแล้ว!”
…
“ท่านแม่ทัพฉิน เหตุใดท่านไม่กราบทูลองค์หญิงไปตรง ๆ ว่าท่านอาจารย์จินใกล้ถึงเมืองหลวงแล้ว เล่า เช่นนี้มิใช่จะดีกว่าหรือ?”
ภายนอกเรือนเล็ก เลี่ยวอิ้นเอ่ยขึ้นพลางเดินตามหลังฉินเจิ้นมา
“แล้วเหตุใดเจ้าไม่กราบทูลเองเล่า?”
ฉินเจิ้นปรายตามองเลี่ยวอิ้นอย่างไม่สบอารมณ์
เลี่ยวอิ้นยิ้มเยาะเสียงหนึ่ง ไม่ตอบคำ
แรกเริ่มเดิมทีถู่ปัวปฏิเสธการสมรสเพื่อสันติภาพ เหตุผลประการหนึ่งคือองค์หญิงเก้าไม่รักษาพรหมจรรย์ ก่อนจะแต่งงานยังพัวพันกับจินเฟิงไม่เลิก
แม้เฉินจี๋จะรู้ว่าเป็นเพียงข้ออ้างของถู่ปัว แต่ก็ยังส่งคนไปสืบเรื่องนี้อยู่ดี
เดิมทีจินเฟิงกับองค์หญิงเก้าไม่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวต่อกัน แต่ภายหลังกลับไม่เป็นเช่นนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น จินเฟิงไม่เคยคิดปิดบัง ในหลายโอกาสก็แสดงความสนิทสนมที่เกินเลยกับองค์หญิงเก้า อย่างไม่กลัวกฎเกณฑ์
เรื่องของทั้งสองคนในซีเหอวานนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่รู้กันไปครึ่งหนึ่งแล้ว เฉินจี๋เองย่อมล่วงรู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
องค์หญิงผู้สูงศักดิ์ เป็นถึงธิดาที่เขารักและเอ็นดูยิ่ง กลับไปยุ่งเกี่ยวกับบุรุษต่ำต้อยจากชนบท ตอนที่เฉินจี๋ได้รับข่าวนี้ใหม่ ๆ เขาก็โกรธแทบเป็นฟืนเป็นไฟ
การกักบริเวณองค์หญิงเก้าไว้ในตำหนัก นอกจากจะเพื่อความปลอดภัยแล้วยังแฝงไปด้วยเจตนาลงโทษ
มารดาขององค์หญิงเก้าอย่างชิ่งเฟย ก็ถูกฮ่องเต้ทรงเรียกตำหนิหลายครั้งหลายหน
ชิ่งเฟยเป็นหญิงเฉลียวฉลาด เมื่อรู้ว่าเกิดเรื่องขึ้น จึงรีบส่งคนไปไต่ถามชิ่งกั๋วกงทันที
แล้วชิ่งเฟยก็รู้เรื่องขององค์หญิงเก้ากับจินเฟิง
ชิ่งเฟยนั้นมีความเห็นต่างจากเฉินจี๋ นางรู้สึกยินดีกับเรื่องการแต่งงานครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง แล้วนางก็หาโอกาสพูดเกลี้ยกล่อมเฉินจี๋
“ฝ่าบาท แม้จินเฟิงจะมีเพียงบรรดาศักดิ์หนาน แต่ความสามารถของเขานั้นมิได้ด้อยไปกว่ากั๋วกงคนใด ทั้งยังเชี่ยวชาญการรบ เป็นคนมีทั้งบุ๋นและบู๊อย่างแท้จริง การยกเหวินเอ๋อร์ให้แต่งงานกับเขา ก็มิได้นับว่าเป็นการดูถูกเหยียดหยามแต่อย่างใด ฝ่าบาททรงโปรดบทกวีที่เขาแต่งอยู่มิใช่หรือเพคะ?”
“แต่เขาก็แต่งงานแล้วมิใช่หรือ!”
“แต่งงานแล้วจะเป็นไรไป ฝ่าบาทมีรับสั่งให้เขาหย่ากับภรรยาเก่า แล้วแต่งงานกับเหวินเอ๋อร์ก็สิ้นเรื่องมิใช่หรือเพคะ?”
“แบบนั้นก็พอเป็นหนทางได้อยู่…”
อย่างไรเสีย จินเฟิงกับองค์หญิงเก้า ก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจหวนคืนได้แล้ว หากไม่ถึงขั้นให้ องค์หญิงเก้าต้องถูกประหารด้วยการถูกจับใส่กรงหมู เฉินจี๋ก็คงได้แต่จำยอมรับจินเฟิงเป็นบุตรเขยผู้ต่ำต้อย
บางทีคำชักจูงของชิ่งเฟยคงจะได้ผล เฉินจี๋จึงเริ่มเกลี้ยกล่อมตนเองให้ยอมรับจินเฟิงเป็นบุตรเขย
ทว่าก่อนที่เขาจะตัดสินใจพระราชทานการอภิเษก ชาวชี่ตันก็ยกทัพมาประชิด
เมื่อเผชิญหน้ากับภัย เฉินจี๋นึกถึงจินเฟิงและชิ่งไหวเป็นลำดับแรก
ชิ่งไหวประจำการอยู่ที่เมืองเว่ยโจวเพื่อป้องกันชาวตั่งเซี่ยง ทำให้ไม่สามารถมาช่วยเหลือได้ ดังนั้นเฉินจี๋จึงรีบส่งคนไปหาลั่วหลาน ให้นางนำสารไปมอบแก่จินเฟิง บอกให้จินเฟิงนำกองทัพเจิ้นเหยี่ยนมาที่เมืองหลวงเพื่อคุ้มกันราชบัลลังก์
เมื่อการคุ้มกันราชบัลลังก์สิ้นสุดลง เขาจะได้พบกับจินเฟิงและถือโอกาสนี้พูดเรื่องการแต่งงานกับองค์หญิงเก้าให้เสร็จสรรพ
เรื่องใหญ่เช่นนี้ ไว้วางใจให้ลั่วหลานเพียงผู้เดียว เห็นทีฮ่องเต้คงไม่สบายพระทัย จึงรับสั่งให้ลั่วหลานเข้าเฝ้า หลังจากนั้นเฉินจี๋จึงส่งนกพิราบไปแจ้งข่าวแก่ชิ่งซินเหยา
นอกจากนี้ ยังทรงส่งคนถือพระราชโองการฉบับจริงไปยังจินชวนโดยตรง
ทว่าคนที่ถูกส่งตัวไปเพิ่งจะออกจากเมืองหลวงไปไม่นาน ชิ่งกั๋วกงก็เข้าเฝ้าฮ่องเต้เสียก่อน
ขุนนางอื่น ๆ ไม่รู้ว่าจินเฟิงจะมาเมืองหลวง แต่ว่าชิ่งกั๋วกงทราบข่าวนี้มาจากชิ่งซินเหยา
ชิ่งกั๋วกงให้คำอธิบายแก่ฮ่องเต้เหมือนผู้คุ้มกันภัยทั้งหลายว่าจินเฟิงจะมากระจายผลิตภัณฑ์ผ้าสู่ปู้ที่ เมืองหลวง
แม้ว่าฮ่องเต้จะมีข้อบกพร่องคือความหูเบา แต่เขาไม่ใช่คนโง่เขลา ตรงกันข้าม เขาเป็นฮ่องเต้ที่ผ่านการฝึกฝนจากทางราชวงศ์ ปัญญาย่อมยอดเยี่ยมเหนือกว่ามาตรฐานซึ่งไม่เช่นนั้นคงไม่มีความเชี่ยวชาญด้านศิลปะและวรรณกรรมสูง
เฉินจี๋คิดว่าการที่จินเฟิงมาที่เมืองหลวงนั้น เพื่อค้นหาองค์หญิงเก้า ส่วนเรื่องผ้าสู่ปู้นั้นเป็นเพียงข้ออ้าง
เมื่อได้รับทราบข่าวนี้ เฉินจี๋รู้สึกพอใจอย่างบอกไม่ถูกใจ
ในเมืองหลวง จินเฟิงถือว่าไม่ได้มีฐานที่มั่น ตรงกันข้ามกลับมีแต่ศัตรูที่แข็งแกร่งรายล้อม
ในสายตาของเฉินจี๋ การมาเยือนเมืองหลวงของจินเฟิงในครั้งนี้ ช่างเป็นการกระทำที่เสี่ยงอันตรายยิ่งนัก
เดิมทีเฉินจี๋ก็เป็นคนอ่อนไหวอยู่แล้ว ในใจกลับรู้สึกยอมรับในตัวจินเฟิงอยู่บ้าง
รู้สึกว่าการมาเมืองหลวงของจินเฟิงนั้นช่างมีรสชาติของความรักที่มั่นคง ไม่กลัวอันตราย เหมือนกับที่เล่าขานกันในบทละคร
เฉินจี๋ตัดสินใจแล้ว หากจินเฟิงสามารถตีโต้ชาวชี่ตันได้ ถึงแม้เขาจะต้องแตกหักกับเหล่าขุนนาง เขาก็จะปกป้องจินเฟิงให้จงได้!