ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 703 ลั่วหลานมาแล้ว
บทที่ 703 ลั่วหลานมาแล้ว
บนถนนหลวงที่มีระยะทางห่างจากเมืองหลวงไปร้อยลี้ ขบวนสินค้าของหอการค้าขบวนหนึ่งกำลังมุ่งไปข้างหน้า
จินเฟิงสวมชุดผู้คุ้มกันภัยขี่ม้าอยู่ท้ายขบวนคล้ายกับผู้คุ้มกันภัยคนอื่น ๆ
เป่ยเชียนสวินและต้าหลิวขนาบข้างคุ้มกันเขาอยู่ไม่ห่าง
แรกเริ่มเดิมที แม้เหล่าขุนนางใหญ่จะโดนองค์หญิงเก้าสังหาร แต่ผู้ใดเล่าจะไม่รู้ว่าจินเฟิงเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้
เพื่อไม่ให้เป็นเรื่องใหญ่โตและเพื่อความปลอดภัย จินเฟิงจึงปลอมตัวเป็นผู้คุ้มกันภัยซ่อนตัวอยู่ในขบวนของหอการค้า
วิธีการนี้ถึงจะไม่ค่อยดีนัก แต่ในตอนนี้ไม่มีเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เมื่อออกจากจินชวนแล้ว คนที่รู้จักจินเฟิงจึงมีไม่มากนัก ตั้งแต่ชวนสู่จนถึงจงหยวนเลยไม่มีใครสังเกตเห็นเขา
แม้จะเจอกับโจรท้องถิ่นบ้างแต่ก็ถือเป็นเรื่องปกติ
สภาพเช่นนี้ถึงจะปลอดภัย แต่ข้อเสียคือช้ามาก
หากเดินทางด้วยม้าสามตัว จินเฟิงก็คงมาถึงเมืองหลวงแล้ว
แต่การกระทำเช่นนั้นย่อมดึงดูดความสนใจ อาจยังไม่ถึงเมืองหลวงด้วยซ้ำเพราะบรรดามือสังหารที่เหล่าขุนนางส่งมาก็คงรอจัดการเขาแล้ว
ขบวนขนส่งสินค้านี้ขนาดใหญ่โตมาก ผู้คุ้มกันภัยที่มาด้วยกันทั้งที่เผยตัวและที่ปลอมเป็นแรงงาน ทั้งหมดรวมกันมีหลายร้อยคน
เกวียนบรรทุกสินค้าไม่เพียงแต่นำผ้าสู่ปู้มาเท่านั้น แต่ยังบรรทุกธนูจ้งหนู่ ระเบิดมือ ชุดเกราะดำและบอลลูนลมร้อนมาด้วย
พูดได้ว่าขบวนสินค้านี้เป็นกองกำลังที่เก่งกาจที่สุดของจินเฟิง พร้อมด้วยอุปกรณ์ที่ดีที่สุด แม้ว่าจะเจอกับกองทัพเถี่ยหลินของชิ่งไหว จินเฟิงก็ไม่หวั่น
อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปเมืองหลวงในครั้งนี้ ไม่ได้เพื่อประลองกำลังกับผู้มีอิทธิพล แต่เพื่อพา ตัวองค์หญิงเก้าไปด้วย
จินเฟิงคิดทบทวนอยู่หลายครั้ง และได้ตัดสินใจที่จะดำเนินการอย่างเงียบ ๆ
ก่อนออกเดินทาง จินเฟิงเตรียมใจไว้แล้วว่าต้องใช้เวลานาน แต่พอได้ออกเดินทางจริง ๆ ก็ยังรู้สึกไม่คุ้นชิน
ขบวนเดินทางช่างเชื่องช้าเหลือเกิน
ออกเดินทางจากชวนสู่ผ่านจินหนิวกู่ต้าว มุ่งสู่ทุ่งกวานจงแล้วจึงมุ่งหน้าไปทางตะวันออก เดินทางมาเกือบสองเดือนแล้ว ก็ยังไปไม่ถึงเมืองหลวง
“อีกไกลหรือไม่กว่าจะถึงเมืองหลวง?”
จินเฟิงหันไปถามเป่ยเชียนสวิน
ครั้งนั้นคฤหาสน์ของนายท่านของนางถูกริบทรัพย์ เป่ยเชียนสวินเคยปล้นสะดมอยู่แถบชานเมืองหลวงอยู่พักหนึ่ง จึงคุ้นเคยกับพื้นที่แถบนี้เป็นอย่างดี
“อีกไม่เกินร้อยลี้ก็ถึงแล้ว”
เป่ยเชียนสวินเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หลังปีใหม่ นางร้องขอให้จินเฟิงไปยังเจียงหนานเพื่อทำตามสัญญาเพื่อช่วยนางปราบโจรท้องถิ่นกลุ่มนั้น
ตอนนั้นจินเฟิงเร่งรีบไปเมืองซื่อชวน จึงบอกให้นางรออีกไม่กี่วัน รอเขาตรวจสอบงานชลประทานตูเจียงเยี่ยนเสร็จสิ้นเขาจะลงเรือจากแม่น้ำจินหม่า ล่องไปยังเจียงหนานเพื่อช่วยนางล้างแค้น
แต่เรื่องราวกลับวุ่นวายขึ้นอีกครั้งเพราะเรื่องขององค์หญิงเก้า จินเฟิงจึงตัดสินใจกลับไปยังเมืองหลวง
เรื่องนี้ทำให้เป่ยเชียนสวินโกรธยิ่งนัก นางไม่ยอมพูดกับจินเฟิงหลายวัน
แต่นางก็ไม่ได้ขุ่นเคืองจนจากไปในทันที
หลายเดือนที่อยู่ซีเหอวาน นางหลงรักหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้เสียแล้ว
จินเฟิงไม่เคยปฏิบัติต่อนางราวบ่าวไพร่หรือองครักษ์ แต่กลับเห็นนางเป็นสหายคนสนิท
ที่ซีเหอวานไม่มีกฎเกณฑ์อย่างตระกูลใหญ่ พวกเขาทั้งหมดล้วนแต่เป็นกันเองและจริงใจ ทำให้เป่ยเชียนสวินรู้สึกผ่อนคลาย
ส่วนเด็กหญิงที่นางพามา ตอนนี้นางได้เข้าเรียนที่โรงเรียนกับเสี่ยวเอ๋อ ทั้งสองสนิทสนมกันราวกับเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิต
เมื่อจินเฟิงได้ยินว่าเสี่ยวเอ๋ออยากได้สาวใช้มาปรนนิบัติ ก็ตำหนินางอย่างหนัก
ไม่เพียงแต่ไม่ให้สาวใช้กับนางเท่านั้น เขายังขอให้อาเพ่ยนำตัวองครักษ์หญิงมาคอยดูแลนาง คอยปลุกเสี่ยวเอ๋อตั้งแต่เช้าตรู่ให้ไปวิ่งรอบสนามกับเหล่าองครักษ์หญิง
ในช่วงเทศกาลปีใหม่ เป่ยเชียนสวินยังได้สอนวิชาหมัดมวยให้กับทั้งสองพี่น้อง โดยให้กวานเสี่ยวโหรวคอยกำกับดูแลให้ทั้งสองฝึกฝนอย่างน้อยครึ่งชั่วยามทุกวัน
ในตอนแรกเสี่ยวเอ๋อต่อต้านอย่างมาก แต่เมื่อรู้ว่าตนไม่สามารถขัดขืนได้ จึงต้องยอมรับโชคชะตาแต่โดยดี
เหตุการณ์นี้ทำให้จินเฟิงตระหนักว่าพวกเด็ก ๆ กำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการสร้างโลกทัศน์ในการดำเนินชีวิต ไม่ควรสอนเพียงการอ่านเขียนและคิดคำนวนเท่านั้น แต่ต้องเพิ่มการศึกษาแนวคิดและค่านิยมด้วย
ด้วยเหตุนี้จินเฟิงใช้เวลามากกว่าครึ่งเดือนร่วมกับอาจารย์หญิงหลายท่านที่สำนักศึกษาเพื่อสอนเกี่ยวกับคุณธรรมและค่านิยม โดยกำหนดให้อาจารย์สอนเด็ก ๆ ทุกวันเป็นชั่วโมงเกี่ยวกับคุณธรรมและเพื่อช่วยนำเด็ก ๆ สร้างทัศนคติที่ถูกต้อง
นอกจากจะสอนเรื่องบทเรียนคุณธรรมและค่านิยมแล้ว จินเฟิงยังได้ฝากคนไปหาหนังสือประวัติศาสตร์จากกวางเหยวียนและซื่อชวน เตรียมเพิ่มบทเรียนประวัติศาสตร์เมื่อเด็ก ๆ ขึ้นระดับชั้นสูงขึ้นในอีกสองปีข้างหน้า
นอกจากนี้ จินเฟิงยังเริ่มดำเนินการเขียนหนังสือเรียนพื้นฐานวิชาฟิสิกส์ เคมีและชีววิทยาด้วย
และเขาก็คิดที่จะตั้งสำนักศึกษาขึ้นในจินชวน
แต่การตั้งสำนักศึกษาไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้ในชั่วข้ามคืน ในเมื่อบัณฑิตแคว้นต้าคังล้วนอ่านแต่หนังสือจริยธรรม แม้แต่ผู้ที่ศึกษาเลขคณิตก็ยังหาได้ยากยิ่งนัก ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงวิชาแปลกใหม่อย่างวิทยาศาสตร์กายภาพ เคมีและชีววิทยา
หากจินเฟิงต้องการเปิดสำนักศึกษา สิ่งแรกที่ต้องทำคือเผยแพร่ความรู้พื้นฐานเหล่านี้ ซึ่งล้วนต้องใช้ความพยายามอย่างมาก
จู่ ๆ ม้าศึกก็ก้าวพลาดตกลงไปในหลุมเล็ก ๆ เกิดการสั่นสะเทือนขึ้น หากจินเฟิงไม่คุ้นเคยกับการควบม้าเป็นอย่างดี คงจะต้องร่วงหล่นลงไปเป็นแน่
“การจะร่ำรวยได้ ต้องสร้างถนนเสียก่อน ช่างเป็นคำกล่าวที่ลึกซึ้งยิ่งนัก!”
จินเฟิงนั่งตัวตรงกล่าวอย่างรู้สึกทึ่ง
ถนนไปชวนสู่ช่างยากลำบาก ยากเสียยิ่งกว่าปีนป่ายขึ้นสู่ท้องฟ้าสีคราม
ชีวิตที่แล้วเขาเคยไปชวนสู่หลายครั้ง จากจงหยวนโดยนั่งรถไฟความเร็วสูง ใช้เวลาเพียงช่วงเช้า
แต่ตอนนี้ เพียงแค่เส้นทางภูเขาในจินหนิวกู่ต้าวก็ใช้เวลากว่าหนึ่งเดือน
เมื่อออกจากชวนสู่ยังเป็นกลางฤดูหนาว แต่บัดนี้หญ้าเขียวขจี นกขับขานฤดูใบไม้ผลิเริ่มต้น ลมอ่อนพัดอุ่น พวกเขาอยู่ห่างจากเมืองหลวงราวหนึ่งร้อยลี้
โชคดีที่เมื่อเข้ามายังจงหยวน ถนนหลวงก็กลายเป็นราบเรียบและกว้างขวางขึ้น พวกเขาเดินทางต่ออีกสามวัน จินเฟิงและคณะเหลือระยะทางเพียงสามสิบลี้ก็จะถึงเมืองหลวง
ผู้คนบนถนนหลวงมีจำนวนมากกว่าปกติมากนัก
ตอนเที่ยง ขบวนได้หยุดพักบริเวณพื้นที่ว่างข้างถนนหลวง
“ท่านอาจารย์ ได้เวลาพักกินอาหารแล้ว!”
ต้าหลิวถือถาดนำอาหารมาให้จินเฟิง
จินเฟิงยังไม่ทันที่จะได้ใช้ตะเกียบ เป่ยเชียนสวินที่อยู่ข้าง ๆ ก็ได้คีบกระดูกชิ้นใหญ่ออกจากชามไปเสียแล้ว
จินเฟิงชินกับเรื่องนี้มานานแล้วจึงไม่ใส่ใจ นางหยิบตะเกียบขึ้นมาเตรียมกินข้าว เสียงกีบเท้าม้าแว่วมาแต่ไกล
เป่ยเชียนสวินมีหูตาที่แหลมคม เมื่อรับรู้ถึงความผิดปกติ นางจึงยกมือข้างหนึ่งที่ถือเนื้อติดกระดูก อีกมือหนึ่งก็ควักกลองขนาดเล็กออกมาและวางลงที่พื้น ก่อนจะโน้มตัวเอาหูแนบฟัง
“เป็นม้าศึกและมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว!”
เป่ยเชียนสวินโยนกระดูกชิ้นใหญ่ทิ้ง แล้วควักดาบประจำตัวออกมา ก่อนจะพาจินเฟิงหลบอยู่ข้างหลัง
“พวกเจ้าทั้งหมด! ระวังภัย!”
ต้าหลิววางหมั่นโถวที่เพิ่งกัดเข้าไปคำเดียวลงพลางสั่งให้ผู้คุ้มกันภัยตั้งขบวนต่อสู้
เหล่าบุรุษที่ปลอมตัวเป็นผู้คุ้มภัยต่างก็พากันมารวมตัวกันที่ข้างรถกระดาน
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก!
เสียงกีบม้าดังใกล้เข้ามาและดังขึ้นเรื่อย ๆ
จินเฟิงหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นส่องไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงกีบเท้าม้า
แต่สิ่งที่เขาเห็นคือธงดำของสำนักคุ้มภัยและเห็นลั่วหลานอยู่ท่ามกลางขบวน
“นางมาได้อย่างไร?”
จินเฟิงรู้สึกยินดีในใจ
ลั่วหลานคือผู้รับผิดชอบหอการค้าในเมืองหลวง หลังจากที่หานเฟิง เถี่ยฉุยและคนอื่น ๆ ได้จากเมืองหลวงไป ชั่วขณะนี้ทั้งจุดรับเรื่องของสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนในเมืองหลวงและกลุ่มจงหมิงล้วนอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนาง
แต่ครั้งนี้ลั่วหลานออกจากเมือง แน่นอนว่าต้องมีเรื่องใหญ่หลวงนัก
จินเฟิงคิดขึ้นได้ในทันใดว่านางต้องไปพบกับองค์หญิงเก้าเป็นแน่
“พวกเจ้าอย่าได้ตื่นตระหนก ลั่วหลานเพียงแต่มาเยือนเท่านั้น”
จินเฟิงบอกให้ต้าหลิวและคนอื่น ๆ วางอาวุธลง ส่วนเขาก็เดินไปรอที่ชายเขตแดน
เป่ยเชียนสวินก็ไม่ได้ประมาท นางคอยติดตามจินเฟิงอยู่ไม่ห่าง
ลั่วหลานรั้งบังเหียนม้าศึก และหยุดอยู่ตรงหน้าจินเฟิง
“ทำความเคารพท่านอาจารย์!”
“มีข่าวของอู่หยางหรือไม่?” จินเฟิงถาม