ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 705 ตราอวี๋หลง
บทที่ 705 ตราอวี๋หลง
“ข้าไม่รู้มาก่อนเลย!”
เมื่อจินเฟิงฟังคำอธิบายของลั่วหลานจบ ก็มีสีหน้าเจื่อนลง
“ฮ่าฮ่า ข้าไม่เคยรับราชโองการมาก่อน ขออภัยท่านแม่ทัพฉินด้วย”
จินเฟิงหัวเราะเยาะตัวเอง ก่อนจะโค้งคำนับให้ฉินเจิ้น แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “ข้าน้อยรับราชโองการ!”
“เจ้าต้องคุกเข่ารับราชโองการ!”
ทหารชุดเกราะแดงที่ยืนอยู่เบื้องหลังฉินเจิ้นตวาดเสียงเย็นชา
“มิต้องมากพิธี ฝ่าบาททรงชื่นชมในความสามารถของท่านอาจารย์เป็นกรณีพิเศษ ยกเว้นการทำความเคารพคุกเข่า”
ฉินเจิ้นระบายยิ้มพลางหยิบจี้หยกชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อและยื่นให้กับจินเฟิง “นี่คือจี้หยกที่ฝ่าบาทพระราชทาน ท่านพกติดตัวไว้ แม้เข้าเฝ้าก็ไม่ต้องทำความเคารพคุกเข่า”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท! ขอบคุณแม่ทัพฉินเจิ้น!”
เมื่อจินเฟิงได้ยินดังนั้น ก็รีบรับจี้หยกไว้ทันที
นี่เป็นของวิเศษนะ
เข้าเฝ้าฝ่าบาทก็ไม่ต้องคุกเข่า ผู้อื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง
“ท่านอาจารย์ไม่ต้องขอบคุณข้า นี่เป็นสิ่งที่องค์หญิงทรงช่วยขอมาให้”
ฉินเจิ้นกล่าวพลางคลี่ยิ้ม
จินเฟิงได้ยินดังนั้นก็พลันเข้าใจในทันใด
เมื่อครั้งแรกที่องค์หญิงเก้าเสนอให้จินเฟิงเข้ารับราชการในราชสำนัก หลังจากจินเฟิงปฏิเสธ องค์หญิงเก้าก็ถามเหตุผล
จินเฟิงกล่าวถึงเหตุผลบางประการ แล้วบ่นว่าเมืองหลวงมีกฎระเบียบยุ่งยาก ต้องคุกเข่าทักทายทุกผู้คน เขารับเรื่องนี้ไม่ได้
ครั้งนั้นเป็นเพียงการบ่นลอย ๆ นึกไม่ถึงว่าองค์หญิงเก้าจะจดจำเอาไว้แล้วยังช่วยนางขอจี้หยกให้เขา
“ตอนนี้อู่หยางยังสบายดีอยู่หรือไม่?” จินเฟิงถาม
“สบายดี เพียงแต่เมื่อทราบว่าชาวตงหมานบุกรุก พระองค์ทรงกังวลมากและให้ข้าช่วยส่งจดหมาย แต่ข้าไม่ตกลงพระองค์จึงปล่อยธนูหัวนกหวีดเพื่อส่งสัญญาณ ทำให้ที่ซ่อนของเราถูกเปิดเผย”
ฉินเจิ้นส่ายหน้าแล้วล้วงเอาจดหมายฉบับหนึ่งออกจากอกเสื้อ “นี่คือจดหมายที่องค์หญิงฝากข้านำมามอบให้ท่านอาจารย์”
ลั่วหลานซึ่งยืนอยู่ด้านข้างจึงเพิ่งรู้ว่าธนูหัวนกหวีดนั้นเป็นมาอย่างไร
จินเฟิงรับจดหมายมา พอเห็นตราประทับก็จำได้ว่าเป็นขององค์หญิงเก้า จึงค่อย ๆ ฉีกออก
ครั้นอ่านจดหมายจบ จินเฟิงก็เงียบไปนาน
เดิมทีองค์หญิงเก้าเป็นผู้มีทิฐิสูงส่งมาโดยตลอด
แม้กระทั่งยามร่วมหอ องค์หญิงเก้าก็มักจะเป็นฝ่ายรุกเสียมากกว่า
ทว่าในจดหมายฉบับนี้กลับมีท่าทีอ่อนน้อมยิ่งนัก แทบจะใช้สำนวนวิงวอนขอให้จินเฟิงห็นแก่ประชาชน ละวางความขุ่นเคืองที่มีต่อแคว้นต้าคังไว้ชั่วคราว แล้วไปที่เมืองหลวงเพื่อช่วยฝ่าบาทต้านศัตรูจากตงหมาน
“ตอนนี้พวกตงหมานไปถึงที่ใดแล้ว?”
จินเฟิงวางจดหมายลงแล้วหันไปถามฉินเจิ้น
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินเจิ้นก็พลันรู้สึกยินดี
เขาคือทหารองครักษ์ มิใช่เพียงเป็นถึงผู้บัญชาการกองพลที่หนึ่งของทหารรักษาพระองค์ชุดเกราะแดงเท่านั้น หากแต่ยังเป็นรองหัวหน้าหน่วยข่าวกรองอีกด้วย
ในครั้งที่จินเฟิงรบชนะชาวตั่งเซี่ยง ณ เมืองเว่ยโจวนั้น ทางหน่วยสืบราชการลับก็ได้แอบสืบประวัติของเขามาบ้างแล้ว
ฉินเจิ้นนั้นรู้จักจินเฟิงดี
หากเป็นผู้อื่นเมื่อถูกฝ่าบาทเรียกตัวเข้าวังเพื่อร่วมวางแผนรับมือศัตรู คงรีบวิ่งแจ้นไปถึงที่แล้ว
ทว่าจินเฟิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ ฉินเจิ้นก็ไม่อาจล่วงรู้ได้
จากบทกวีและกิริยามารยาทของจินเฟิง ล้วนแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นบุรุษที่ไม่ชอบความยุ่งยากและไม่ปรารถนาในลาภยศของตำแหน่งใด ๆ
ตอนนี้จินเฟิงเอ่ยถามถึงเรื่องราวของทัพตงหมานด้วยตนเอง แสดงชัดว่าเขาตกลงใจแล้ว
ฉินเจิ้นเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ทว่าบนใบหน้ากลับมิได้เผยความรู้สึกใดออกมา และตอบกลับไปว่า “เมื่อเช้าหน่วยลาดตระเวนทหารม้าของชาวตงหมานได้เดินทางมาถึงริมฝั่งแม่น้ำฮวงโหด้านทิศเหนือแล้ว พวกเขานำหน้ากองทัพหลักมาหลายสิบลี้ คาดว่าบ่ายถึงค่ำวันนี้ กองทัพหลักของพวกเขาคงมาถึง”
“แล้วสะพานลอยน้ำบนแม่น้ำฮวงโหและเรือต่าง ๆ เลียบชายฝั่ง พวกเจ้าจัดการเรียบร้อยแล้วหรือไม่?” จินเฟิงเอ่ยถามอีกครั้ง
“พวกข้าได้รื้อถอนสะพานลอยน้ำจนหมดสิ้นแล้ว ส่วนเรือทั้งหลายในรัศมีร้อยลี้ ไม่ว่าจะเป็นเรือสินค้าหรือเรือประมง ล้วนถูกพวกข้าบังคับให้นำไปไว้ที่เขตโต้วเหมินซึ่งอยู่ไกลออกไปร้อยลี้แล้ว”
เมื่อฉินเจิ้นรายงานว่า ก็เอ่ยถามต่อว่า “ท่านอาจารย์แน่ใจแล้วหรือที่จะต่อกรกับชาวตงหมาน”
แม้เขาจะเล็งเห็นท่าทีของจินเฟิงแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เขาจึงจำต้องได้รับคำตอบอันแน่ชัดจากจินเฟิง
“หากช้าแน่ใจจะเป็นอย่างไรหรือ แล้วหากข้ายังไม่แน่ใจล่ะ?”
จินเฟิงไม่ได้ตอบตรง ๆ หากแต่ถามกลับไป
ฉินเจิ้นได้ยินดังนั้นก็ค่อย ๆ ล้วงหยิบกล่องใบเล็กจากอกเสื้อออกมา ภายในบรรจุหยกสลักชิ้นหนึ่งเอาไว้
“ท่านอาจารย์ นี่คือตราอวี๋หลง!”
ฉินเจิ้นยื่นจี้หยกให้แล้วบอกว่า “ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าหากท่านอาจารย์เต็มใจช่วยต่อต้านชาวตงหมาน จะมอบตราอวี๋หลงนี้ให้ท่านอาจารย์ สิ่งนี้เป็นสัญลักษณ์บัญชาการทหารทั่วหล้า!”
จินเฟิงยังมิทันเอ่ยสิ่งใด ลั่วหลานและต้าหลิวที่ยืนอยู่ด้านข้างก็พลันหายใจติดขัด
“ฝ่าบาททรงไว้วางใจข้ายิ่งนัก”
จินเฟิงยิ้มน้อย ๆ มองตราอวี๋หลงในมือก่อนจะโบกมือปฏิเสธ “ขอบพระทัยฝ่าบาท แต่ข้าขอปฏิเสธ”
ตราอวี๋หลงฟังดูน่าเกรงขาม แต่ในสายตาของจินเฟิงกลับไร้ค่าสิ้นดี
อำนาจของราชวงศ์ต้าคังนั้นร่วงโรยมานานแล้ว กองทัพที่ล้อมรอบเมืองหลวงล้วนแต่เป็นบรรดานายน้อยไม่ได้ความควบคุมดูแล พวกเขาเหล่านั้นจะเชื่อฟังคำสั่งก็เห็นทีจะมีผีสาง
หากเป็นยามปกติ จินเฟิงชูธงของฝ่าบาทอาจจะยังพอมีหวังจัดการวินัยทางทหารได้บ้าง แต่นี่ชาวตงหมานรุกคืบมาถึงหน้าประตูเมืองแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปจัดระเบียบวินัยทหารเล่า?
จะจัดการได้หรือไม่นั้นยังไม่ต้องพูดถึง แม้เขาจะจัดการได้จริง ศัตรูก็คงตีเมืองหลวงพังไปเสียก่อน
“เช่นนั้น ท่านอาจารย์หมายความว่าปฏิเสธข้อเสนอนี้หรือ?” ฉินเจิ้นขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ข้าจะไปปราบชาวตงหมานเอง ส่วนตราอวี๋หลงนั้นไม่ต้องใช้ก็ได้” จินเฟิงกล่าว
แท้จริงแล้ว แม้องค์หญิงเก้าจะมิได้ส่งจดหมายมา หากชาวตงหมานบุกย่ำยีดินแดน จินเฟิงก็คงไม่สามารถนิ่งเฉย
เนื่องเพราะเป้าหมายของพวกตงหมานนั้นชัดเจน พวกมันประสบภัยจึงยกมาปล้นชิงแคว้นต้าคัง และหวังจะรุกรานราชสำนัก
เหล่าขุนนางในท้องพระโรงล้วนเห็นแก่ความปลอดภัยของตน คงยินยอมทำตามเงื่อนไขของพวกตงหมานถึงแปดในสิบส่วน
ส่วนทรัพย์สินเงินทองที่พวกขุนนางรับปากมอบให้ พวกมันคงไม่ยอมควักกระเป๋าตนเอง สุดท้ายก็ต้องตกเป็นภาระแก่ราษฎรอยู่ดี
บัดนี้แคว้นต้าคังกำลังยืนอยู่บนเส้นด้าย ราษฎรก็ตกอยู่ในความทุกข์ยากใกล้สิ้นชีวี
หากในยามนี้ราชสำนักมีบัญชาบรรเทาทุกข์แก่ราษฎร บางทีอาจต่อลมหายใจของแคว้นได้อีกครั้ง แต่หากยังคิดซ้ำเติมด้วยการเพิ่ม ภาษี แคว้นต้าคังมีแต่จะยิ่งปั่นป่วน เกิดกบฏโจรผู้ร้ายชุกชุมทั่วแผ่นดินดุจไฟสงครามที่โหมกระหน่ำ
ยามบ้านเมืองรุ่งเรืองราษฎรก็ยากแค้น ยามบ้านเมืองล่มสลายราษฎรก็ยากลำบาก
ถึงคราคลายความทุกข์ยาก ก็ยังคงเป็นราษฎรที่ต้องแบกรับ
ในชีวิตที่แล้วบรรพบุรุษชาวจีนนั้นล้วนผ่านร้อนผ่านหนาวแบกรับไฟสงครามและความทุกข์มามากมายจากที่ปรากฏในประวัติศาสตร์
หากเกิดสงครามขึ้นมาจริง ๆ ด้วยอิทธิพลของจินเฟิงในตอนนี้ย่อมมิอาจอยู่นิ่งเฉยได้เป็นแน่
หอการค้า สำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยน โรงแลกเงินจินชวน ล้วนถูกสร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบาก หากเกิดสงครามขึ้น สิ่งเหล่านี้ย่อมประสบภัยอย่างใหญ่หลวง
ไม่ว่าจะเหตุผลส่วนตัวหรือส่วนรวม จินเฟิงไม่อยากเห็นแคว้นต้าคังก้าวไปสู่จุดนั้น
“ลั่วหลาน พี่เหลียงไปถึงที่ใดแล้ว?” จินเฟิงเอ่ยถาม
ครั้งนี้ที่พวกเขามายังเมืองหลวง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับได้ทั้งหมด จินเฟิงและจางเหลียงจึงแยกย้ายกันเดินทาง
“พี่เหลียงส่งจดหมายมาเมื่อวาน บอกว่าถึงทู่เอ๋อร์พัวแล้ว คาดว่าพรุ่งนี้คงถึงเมืองหลวงได้” ลั่วหลานตอบ
“ตอนนี้มีผู้คุ้มกันภัยมาถึงบริเวณเมืองหลวงกี่คนแล้ว” จินเฟิงเอ่ยถามต่อ
“รวมกับที่มีอยู่ในเมืองหลวงแต่เดิมแล้ว มีทั้งหมด 1,935 คน”
ลั่วหลานคาดการณ์ไว้ก่อนแล้วว่าจินเฟิงต้องถามเรื่องนี้ จึงเตรียมพร้อมมาอย่างดีและรายงานตัวเลขที่แน่นอนในทันที
“1,935 คน…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหางตาของฉินเจิ้นก็กระตุกโดยไม่รู้ตัว
แท้จริงแล้วในฐานะรองหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง ฉินเจิ้นรู้เรื่องที่หอการค้าแอบอ้างเรื่องการพัฒนาตลาดรอบเมืองหลวง เพื่อส่งคนจำนวนไม่น้อยเข้ามาในเมืองหลวงตั้งแต่หนึ่งเดือนก่อน
เพียงแต่ว่าหอการค้ามุ่งมั่นกับการขายผ้าสู่ปู้อย่างเต็มที่ ไม่ได้เคลื่อนไหวสิ่งใดผิดปกติ แม้แต่จำนวนผู้คุ้มกันที่ส่งมาพร้อมกับสินค้าก็ยังเป็นไปตามจำนวนที่กำหนด ทางหน่วยข่าวกรองจึงไม่ได้ใส่ใจสิ่งใด
ใครจะไปรู้ว่าจินเฟิงผู้นี้จะสามารถรวบรวมผู้คุ้มกันได้มากมายถึงเพียงนี้