ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 706 นางอยู่ที่ใด?
บทที่ 706 นางอยู่ที่ใด?
หลายวันก่อนได้ยินว่าจินเฟิงจะมาเมืองหลวง ฉินเจิ้นก็คาดเดาได้ว่าจินเฟิงคงไม่ได้มาเพียงลำพังเป็นแน่
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงส่งคนไปสืบเรื่องราวของหอการค้าและสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนอีกครั้ง
ผลการสืบสวนก็ยังคงเหมือนเดิม แม้ช่วงนี้จะมีผู้คุ้มกันภัยมารวมตัวกันรอบเมืองหลวงมากกว่าปีก่อน แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้
ที่กล่าวว่าควบคุมได้นั้นหมายความว่า ต่อให้ผู้คุ้มกันภัยเหล่านี้คิดจะก่อเรื่อง กองทัพอวี้หลินก็สามารถปราบปรามได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าตอนนี้ลั่วหลานกลับรายงานว่า บริเวณรอบเมืองหลวงมีผู้คุ้มกันภัยมารวมตัวกันเกือบสองพันคน จำนวนนี้มากเกินกว่าที่หน่วยข่าวกรองของเขาสืบทราบมาเป็นอย่างมาก
หลังจากผ่านศึกต้าหม่างพัว กองกำลังของผู้คุ้มกันภัยก็ได้พิสูจน์ฝีมือให้ประจักษ์แล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชื่อเสียงของกลุ่มชุดเกราะดำ แม้แต่ในเมืองหลวงก็ยังเคยได้ยินมาบ้าง
ผู้คุ้มกันภัยชุดเกราะดำเพียงห้าร้อยคน กลับสามารถฝ่าวงล้อมของทหารถู่ปัวผู้เกรียงไกรถึงห้าพันนายได้อย่างองอาจ ผลงานเช่นนี้ แม้แต่กองทัพชุดเกราะแดงก็ไม่อาจเทียบเทียม
จินเฟิงมาเยือนเมืองหลวงด้วยตนเองเช่นนี้ คงไม่ต้องสงสัยเลยว่ากลุ่มชุดเกราะดำต้องมาด้วยเป็นแน่
หากกลุ่มชุดเกราะดำผนวกกำลังกับผู้คุ้มกันภัยอีกสองพันกว่านายก่อความวุ่นวายขึ้นในเมืองหลวง ผลลัพธ์คงจะเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้
ในขณะเดียวกัน ฉินเจิ้นก็คิดไม่ตก เหตุใดผู้คุ้มกันภัยจึงมาได้มากมายปานนี้ หน่วยข่าวกรองไม่รับรู้เลยหรือ?
ทันใดนั้นฉินเจิ้นก็สังเกตเห็นเหลาอู่และพรรคพวกยืนอยู่ด้านหลังเกวียน ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
เหลาอู่และพรรคพวกแม้จะสวมชุดธรรมดาทั่วไป แต่แววตาและกิริยาท่าทาง ล้วนแต่เป็นทหารผ่านศึกอย่างมิต้องสงสัย
ยิ่งไปกว่านั้นในมือของเหลาอู่ยังคงกำธนูจ้งหนูไว้แน่น
ผู้คุ้มกันภัยมากมายเช่นนี้กลับไม่ใช้งาน แต่กลับให้ผู้ใช้แรงงานอย่างเหลาอู่ไปดูแลธนูจ้งหนู แม้ฉินเจิ้นจะโง่งมเพียงใด ก็ย่อมคาดเดาเหตุผลออก
“มิน่าเล่า ลั่วหลานถึงกล่าวว่าบริเวณเมืองหลวงมีผู้คุ้มกันภัยมารวมตัวกันเกือบสองพันคน ที่แท้ก็แปลงเป็นคนจากหอการค้ากับกรรมกรนี่เอง!”
“ดูท่าเมื่อเสร็จศึกครานี้ พวกข้าคงต้องจัดระเบียบหน่วยข่าวกรองเสียใหม่แล้ว!”
ในขณะที่ฉินเจิ้นกำลังครุ่นคิดอยู่ในใจ
“1,935 คน บวกกับคนของข้าและพี่เหลียง ก็เกือบครบแล้ว”
จินเฟิงไม่ได้ใส่ใจกับคำของฉินเจิ้น คลี่แผนที่ในมือออกหลังจากฟังคำรายงานของลั่วหลาน
มองดูอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยปากว่า “ลั่วหลาน จงส่งจดหมายไปยังผู้คุ้มกันภัยทั่วทุกสารทิศ บอกให้พวกเขารีบรุดหน้าไปรวมตัวกันที่ปาหลี่โกว ทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง!”
“รับทราบ!” ลั่วหลานรับคำแล้วเดินไปยังด้านข้าง สั่งการให้ผู้คุ้มกันภัยไปส่งจดหมาย
ฝ่ายฉินเจิ้นเมื่อได้ยินคำสั่งของจินเฟิงก็มิได้ใส่ใจที่จะจัดการเรื่องหน่วยข่าวกรองอีกต่อไป เขารีบก้าวเข้าไปถามว่า “ในเมื่อเหตุการณ์มาถึงขั้นนี้แล้ว ขอท่านอาจารย์บอกความจริงแก่ข้าว่าพวกท่านได้เรียกผู้คุ้มกันภัยมาที่เมืองหลวงทั้งหมดเท่าใดกัน?”
“แม่ทัพฉินไม่ได้ยินหรือ บริเวณรอบเมืองหลวงตอนนี้มีผู้คุ้มกันภัย 1,935 ห้าคน”
จินเฟิงกล่าวจบก็ชี้ไปรอบ ๆ แล้วพูดต่อว่า “บวกกับคนเหล่านี้และอีกหนึ่งกองที่พี่เหลียงพามา คาดว่าน่าจะอยู่ที่ราว 2,700-2,800 คนเห็นจะได้”
ที่แท้จางเหลียงก็ได้รวบรวมผู้คุ้มกันภัยกว่า 3,000 นาย มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง แต่ไม่ได้มาพร้อมกันทั้งหมด เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต
ตอนนี้ยังมีอีกหลายกองกำลังที่ยังอยู่ระหว่างทาง ไม่อาจมาถึงได้ในเวลานี้
“ไม่ทราบว่าท่านผู้นี้ ได้มีบัญชาให้กองทัพเจิ้นเหยวี่ยนเคลื่อนพลมาด้วยหรือไม่?”
“ข้าย่อมทราบกฎเกณฑ์ดี กองทัพเจิ้นเหยวี่ยนไม่ได้รับบัญชาจากฝ่าบาท ไม่อาจเคลื่อนทัพเข้าเมืองหลวงได้”
จินเฟิงกล่าวตอบว่า “แม่ทัพฉินโปรดวางใจ กองทัพเจิ้นเหยวี่ยนห้าพันนายล้วนประจำการอยู่ที่ชวนสู่ ไม่ได้เคลื่อนพลมาแม้แต่นายเดียว”
“เช่นนั้น ท่านอาจารย์ก็ตั้งใจจะพึ่งผู้คุ้มกันภัยเพื่อขับไล่พวกตงหมานหรือ?”
ฉินเจิ้นเอ่ยถามหยั่งเชิง
“ถูกต้อง!” จินเฟิงพยักหน้ารับ
“ท่านอาจารย์ ท่านรู้หรือไม่ว่าพวกตงหมานยกทัพมาเท่าใด?” ฉินเจิ้นถามพลางเบิกตากว้าง
“ข้าได้ยินลั่วหลานรายงานว่า พวกมันยกมาสามหมื่นชีวิต ใช่หรือไม่?” จินเฟิงเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ
“ท่านอาจารย์รู้ดีว่าชาวชี่ตันส่งคนมาถึงสามหมื่นชีวิต เหตุใดจึงยังปฏิเสธตราอวี๋หลง?”
ฉินเจิ้นมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ เขาหันกลับมาทบทวนว่าตนเองอธิบายไม่ชัดเจนหรือไม่ จึงย้ำอีกครั้ง “ท่านอาจารย์ นี่คือกองทหารม้าชาวชี่ตันสามหมื่นนาย พวกมันแข็งแกร่งกว่าทหารตั่งเซี่ยงเสียอีก!”
“ข้ารู้” จินเฟิงยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย
“ท่านอาจารย์ ข้ารู้ว่าท่านเคยเอาชนะทหารม้าทั้งตั่งเซี่ยงและถู่ปัวที่ชิงสุยกู่และซื่อชวนมาก่อน แต่เมืองหลวงกับชิงสุยกู่ซื่อชวนนั้นแตกต่างกัน!”
“พื้นที่โดยรอบเมืองหลวงล้วนราบเรียบ เหมาะแก่การเคลื่อนทัพของทหารม้ายิ่งนัก หาได้มีจุดยุทธศาสตร์ไม่ หากคิดต้าน คงต้องประจัญบานสถานเดียว!” ฉินเจิ้นกล่าว
“ถูกต้องแล้ว!” ท่านจินเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย
“เช่นนั้นแล้ว เหตุใดท่านถึงยังเชื่อมั่นว่าผู้คุ้มกันภัยสามพันนายจะสามารถต้านทานกองทัพทหารม้าของตงหมานได้”
“ไม่ใช่ว่าข้าเชื่อมั่น หากแต่ข้ามั่นใจว่าพวกเราทำได้” ท่านจินเฟิงกล่าวอย่างภาคภูมิ
“ข้า…”
ฉินเจิ้นพลันรู้สึกว่าฝ่าบาทเลือกจินเฟิงเป็นเรื่องผิดมหันต์
ความคิดที่มีต่อจินเฟิงแปรเปลี่ยนไปราวฟ้ากับดิน
เดิมทีเขาได้ยินกิตติศัพท์ความเก่งกาจของจินเฟิงก็รู้สึกเลื่อมใสยิ่งนัก แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าจินเฟิงนั้นช่างโอหังนัก
เขาไม่อาจคาดคิดได้เลยว่าผู้คุ้มกันภัยเพียงสามพันนายจะไปสู้รบปรบมือกับทหารม้าตงหมานอีกสามหมื่นชีวิตได้อย่างไร
เมื่อเห็นจินเฟิงมีสีหน้ามั่นใจยิ่งนัก ฉินเจิ้นจึงทำได้เพียงกล่าวปัดไปว่า “เช่นนั้น ข้าขออวยพรให้ท่านประสบชัยชนะ ข้ายังมีธุระ ขอลาไปก่อน”
เขาจำต้องรีบกลับไปยังเมืองหลวงโดยเร็วพลัน เพื่อทูลฝ่าบาทว่าจินเฟิงนั้นวาจาโอ้อวดเกินความสามารถ ไม่อาจแบกรับภาระอันหนักอึ้งได้ เขาต้องทูลเตือนฝ่าบาท มิให้ทรงหลงเชื่อจินเฟิงและจำต้องทรงหาหนทางอื่นในการรับศึก
ทว่าขณะที่เขากำลังจะจากไป จินเฟิงก็เอ่ยปากรั้งเขาไว้เสียก่อน “แม่ทัพฉินช้าก่อน”
“ท่านอาจารย์มีสิ่งใดจะชี้แนะข้าหรือ?” ฉินเจิ้นเอ่ยถาม
“ข้าไม่กล้าชี้แนะ เพียงแต่ข้าคิดว่าในเมื่อฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ท่านแม่ทัพนำตราอวี๋หลงมาให้ข้า หากข้าไม่รับไว้ก็ดูจะไม่เหมาะสม”
จินเฟิงยื่นมือออกพร้อมกับเอ่ยวาจา “ส่งมอบมันมาเถิด”
ถึงแม้เขาจะไม่ได้คิดจะเกณฑ์ทหารที่ประจำการอยู่รอบ ๆ เมืองหลวง แต่ฉินเจิ้นก็อุตส่าห์นำตรวอวี๋หลงมามอบให้แล้ว รับไว้ก็ย่อมดีกว่าไม่รับ
หากเกิดเหตุการณ์ที่ต้องใช้ขึ้นมาเล่า?
ต่อให้ไม่ได้ใช้ แค่เหน็บไว้ที่เอวก็ดูดีมีสง่าราศีไม่ใช่หรือ?
ฉินเจิ้นได้ยินดังนั้นก็โกรธจนเกือบจะลงไม้ลงมือกับอีกฝ่าย
เขาผู้นี้อยู่มาครึ่งค่อนชีวิต เพิ่งเคยพบเจอกับคนอย่างจินเฟิงก็วันนี้เอง!
ขุนนางทั้งราชสำนักต่างใฝ่ฝันอยากครอบครองตรวอวี๋หลง ทว่าเมื่อตกถึงมือจินเฟิง กลับไร้ค่าราวกับก้อนหินผุพัง
“หากท่านอาจารย์ไม่ยินยอมก็มิต้องฝืนใจ”
แม่ทัพฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาและพยายามสะกดกั้นโทสะไว้ภายใน
“ไม่หรอก ข้าไม่ได้ฝืน” จินเฟิงเอ่ยพลางยื่นมือออกไป “แม่ทัพฉิน มอบมันมาเถิด!”
ฮ่องเต้ทรงรับสั่งไว้ว่าหากจินเฟิงยินยอมต่อกรกับกองทัพตงหมาน ก็จะพระราชทานตราอวี๋หลงให้
แม้ใจจริงฉินเจิ้นจะโกรธเพียงใด แต่ในเวลานี้ก็ทำได้เพียงยื่นตราอวี๋หลงให้แก่จินเฟิง
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ”
จินเฟิงรับตราอวี๋หลงไปโดยไม่แม้แต่จะมอง ก่อนจะเก็บใส่แขนเสื้อไป จากนั้นจึงเอ่ยถาม “จริงสิ ข้ายังมีเรื่องอยากรบกวนแม่ทัพฉินอีกเรื่อง ตอนนี้อู่หยางอยู่ที่ใดหรือ?”
“ท่านอาจารย์โปรดวางใจ องค์หญิงทรงปลอดภัยดี”
ตอนนี้ฉินเจิ้นหมดความสนใจที่จะพูดกับจินเฟิงแล้ว
“ปลอดภัยหรือไม่เห็นแล้วค่อยว่ากัน” จินเฟิงเอ่ยถามอีกครั้ง “นางอยู่ที่ใด?”
“หากข้าไม่บอก ท่านอาจารย์จะปลิดชีพข้าหรือ?”
เดิมทีฉินเจิ้นก็หงุดหงิดอยู่บ้าง พอได้ยินจินเฟิงกล่าวเช่นนั้นน้ำเสียงจึงแข็งกระด้างขึ้น
กล่าวจบก็จ้องมองธนูจ้งหนู่ที่อยู่ไม่ไกลด้วยแววตาท้าทาย
“แม่ทัพฉินเจิ้นพูดอะไรเช่นนั้น ข้าเห็นแก่หน้าของฉินหมิง คงไม่ฆ่าท่านหรอก” จินเฟิงกล่าวพลางยิ้ม “หากท่านแม่ทัพไม่ยอมบอก ข้าไปตามหานางเองก็ได้”
แม้จินเฟิงจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยและใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่ทุกคนล้วนตระหนักถึงความขุ่นเคืองที่ซ่อนอยู่ภายใน
ดวงตาของฉินเจิ้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เปลวเพลิงแห่งโทสะลุกโชนขึ้นเพียงชั่วครู่
ขนบนลำคอของเป่ยเชียนสวินก็ลุกชันขึ้นโดยไม่รู้ตัว มือของนางเกร็งแน่นรอบด้ามดาบโดยพลัน