ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 709 เขี้ยวหมาป่า
บทที่ 709 เขี้ยวหมาป่า
“บุตรสาว?”
ลั่วหลานงุนงง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจินเฟิงจึงกล่าวถึงบุตรสาวขึ้นมา
“เอ่อ ไม่มีอะไรหรอก”
จินเฟิงโบกมือ ก่อนจะก้มลงมองเด็กหญิงแล้วกล่าวว่า “ข้าคือจินเฟิงแห่งจินชวน แต่ข้าไม่ใช่เทพสงครามหรอกนะ”
“เช่นนั้น ท่านมาเพื่อรบกับพวกตงหมานหรือ?”
เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามอีกครั้ง
“ใช่ ข้ามาเพื่อปราบคนเถื่อน” จินเฟิงพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้น ท่านพี่เทพสงครามก็ระวังตัวด้วยนะ”
เด็กหญิงกล่าวเตือนด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านย่าบอกว่าคนเถื่อนดุร้ายนัก เวลาพวกมันฆ่าคน พวกมันไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย ท่านปู่ของข้าก็ถูกคนเถื่อนฆ่าตาย ท่านพ่อก็ตายตอนสู้กับชาวตงหมานที่ทางเหนือ”
กล่าวจบนางก็ดึงจี้ที่ห้อยคอออกมา “สิ่งนี้คือเขี้ยวหมาป่า ท่านพ่อทิ้งไว้ให้ข้า ท่านย่าบอกว่ามันคุ้มครองให้ปลอดภัย ท่านพี่เทพสงครามรับไปเถิด ท่านพี่ต้องปราบคนเถื่อนออกไปให้ได้!”
“ไม่ต้องหรอก นี่เป็นของที่ท่านพ่อของเจ้าตั้งใจมอบไว้ให้ เจ้าจงเก็บรักษาไว้ให้ดีเถิด” จินเฟิงรีบโบกมือปฏิเสธ
เขาจะรับของที่บิดาของเด็กหญิงมอบไว้ให้ก่อนจากไปได้อย่างไรกัน
“ไม่เป็นไรหรอก ท่านพ่อของข้าเคยตีหมาป่าตายไปตัวหนึ่ง ข้ายังมีอีกตั้งเยอะ”
แม่หนูน้อยเอ่ยพลางหยิบเขี้ยวหมาป่ากำเล็ก ๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
เด็กน้อยในหมู่บ้านต้าคังนั้นไม่มีของเล่นมากมายนัก เขี้ยวหมาป่าเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนของเล่นของเด็กหญิง แต่ละเขี้ยวล้วนเป็นประกายแวววาว ดูเหมือนผ่านการเคลือบอย่างดี
“ท่านพี่เทพสงคราม หากท่านไม่ชอบอันที่ข้าสวม ลองเลือกอันอื่นดูสิ!”
เด็กหญิงเอ่ยอย่างใจกว้าง และยื่นเขี้ยวหมาป่าให้จินเฟิง
จินเฟิงมองดวงตาบริสุทธิ์ของเด็กหญิง เขาจึงลงจากหลังม้าศึกแล้วหยิบเขี้ยวหมาป่าอันหนึ่งขึ้นมา
บนเขี้ยวหมาป่านั้นถูกเจาะรูเล็ก ๆ ไว้แล้ว เด็กหญิงจึงแก้เชือกรัดผมออกจากศีรษะ และร้อยเชือกเส้นเล็กผ่านรู แล้วนำไปผูกที่คอของจินเฟิง
“เด็กน้อย เจ้าชื่ออะไร?” จินเฟิงเอ่ยถาม
“ข้าชื่ออาชุน” เด็กหญิงตัวน้อยตอบเสียงใส ก่อนจะเอ่ยถาม “ท่านพี่เทพสงคราม ข้าได้ยินท่านลุงผู้คุ้มกันภัยที่จิบน้ำชาอยู่บอกว่า ที่หมู่บ้านของพวกท่าน เด็ก ๆ ทุกคนสามารถไปเรียนที่สำนักศึกษาได้ แล้วยามเที่ยงยังมีข้าวให้กินหนึ่งมื้อ โจ๊กข้าวสาลีก็กินได้ไม่อั้น จริงหรือ?”
“จริงสิ อาชุนเจ้าอยากเรียนหรือไม่?” จินเฟิงเอ่ยถาม
“อยาก” เด็กหญิงรีบพยักหน้ารับ
“เช่นนั้น รอพวกข้าเดินทางกลับมาก่อน เจ้าไปที่ชวนสู่กับข้า ข้าจะส่งเจ้าไปสำนักศึกษาด้วยตนเอง ดีหรือไม่?” จินเฟิงเอ่ยถาม
แท้จริงแล้ว จินเฟิงรู้ดีว่าที่ต้าคังยังมีเด็กที่น่าสงสารยิ่งกว่าเด็กหญิงผู้นี้อีกมากมายนัก หากไปที่ตลาดนายหน้าก็จะพบเห็นเด็ก ๆ เป็นกลุ่ม ราวกับลูกหมูตัวน้อยนอนกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นดิน รอคอยผู้คนมาซื้อตัวไป
เห็นผู้ใดผ่านมา เด็กน้อยต่างก็ไต่กรงไม้ร้องขอให้ซื้อตัวพวกเขาไป
พวกเขาไม่รู้ว่าถูกซื้อไปแล้วจะพบเจอชะตากรรมเช่นไร รู้เพียงว่าที่ตลาดนายหน้าแห่งนี้ พวกเขาต่างก็หิวโหยเหลือเกิน
บนกรงไม้ที่กักขังเด็ก ๆ ไว้นั้น เต็มไปด้วยรอยฟันแทะทั้งสิ้น
นี่เป็นสิ่งที่จินเฟิงชิงชังตลาดนายหน้ายิ่งนัก
เขาทนเห็นภาพเช่นนี้ต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว
เขามาอยู่ต้าคังยังไม่นานนัก ตอนนี้จึงยังไร้หนทางจะเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้ ทำได้เพียงหลีกเลี่ยงไปตลาดนายหน้าให้มากที่สุด ไม่อยู่ในสายตาก็พาใจสบาย
แม้ไม่อาจช่วยเหลือเด็ก ๆ ในต้าคังได้ทั้งหมด แต่การได้พบกับเด็กหญิงผู้นี้ก็นับเป็นวาสนา จินเฟิงเองก็ยินดีมอบโอกาสเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตให้แก่เด็กหญิง
นับเป็นการตอบแทนที่นางมอบเขี้ยวหมาป่าให้
แต่ใครจะรู้ว่าเด็กหญิงกลับก้มหน้าลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาว่า “ข้าอยากเรียนหนังสือ แต่ท่านย่าบอกว่าชาวตงหมานอำมหิต พวกเขาเผาทำลายทุกสิ่งที่พบเห็น แน่นอนว่าฟืนของพวกเราก็จะต้องถูกเผาด้วย ข้าต้องช่วยท่านย่าและท่านแม่ทำงาน…”
ที่ชวนสู่นั้นเต็มไปด้วยภูเขา หากชาวบ้านขาดแคลนฟืน ก็เพียงขึ้นเขาไปตัดต้นไม้ป่ามาก็ได้
แต่เมืองหลวงนั้นตั้งอยู่บนที่ราบ มีต้นไม้ไม่มากนัก โดยพื้นฐานแล้วต้นไม้ทุกต้นล้วนมีเจ้าของ แม้แต่กิ่งไม้ที่ร่วงหล่นลงมา ผู้อื่นก็ไม่อาจเก็บไปได้
ฟืนที่ร้านน้ำชาใช้นั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นวัชพืชที่เด็กหญิงตัวน้อยและมารดาไปตัดมาจากที่รกร้าง มีเพียงยามที่วัชพืชไม่พอใช้ พวกนางจึงจะไปซื้อฟื้นมาจากคนตัดฟืน
กองฟืนด้านหลังร้านน้ำชานั้น ล้วนเป็นสิ่งที่เด็กหญิงตัวน้อยและมารดาช่วยกันตัดมาเมื่อฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงปีก่อน
นับเป็นทรัพย์สินที่ล้ำค่าที่สุดอย่างหนึ่งของร้านน้ำชาแห่งนี้
ลูกคนจนต้องแต่งงานเร็ว จินเฟิงคิดว่าชีวิตที่แล้วของเขานั้นก็รู้ความมากพอแล้ว แต่เมื่อเทียบกับเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้แล้ว เขาก็ยังด้อยกว่าอยู่ขั้นหนึ่ง
“ไม่เป็นไรหรอก ถึงเวลาแล้วให้ท่านย่ากับท่านแม่ของเจ้าไปด้วยกัน พวกเขาจะได้ไปทำงานที่โรงงานทอผ้าของข้า ส่วนเจ้าจะได้ไปร่ำเรียนหนังสือที่สำนักศึกษา”
“จริงหรือ?” ดวงตากลมโตของเด็กน้อยเป็นประกาย “หมายถึงโรงงานสิ่งทอซีเหอวาน ที่ท่านลุงผู้คุ้มกันภัยเคยกล่าวถึงหรือ?”
“ใช่แล้ว” จินเฟิงพยักหน้า
“เยี่ยมไปเลย!”
เด็กน้อยวิ่งออกไปทันที “ท่านย่า ท่านแม่ ท่านพี่เทพสงครามบอกว่าจะพาพวกเราไปจินชวน แล้วยังให้ท่านทั้งสองไปทำงานที่โรงงานสิ่งทอซีเหอวาน ส่วนข้าก็จะได้ไปเรียนหนังสือด้วย ให้ตายสิ!”
“ท่านอาจารย์จิน นี่เรื่องจริงหรือ?” หญิงชราเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นและรีบพาลูกสะใภ้เข้ามาหา
“เรื่องจริง” จินเฟิงกล่าว “แต่ต้องรอให้ข้าตีพวกตงหมานให้พ่ายไปก่อน จึงจะพาพวกท่านกลับไปได้”
“ไม่เป็นไร พวกข้ายินดีรอ” หญิงชราพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว
ส่วนลูกสะใภ้ของนางนั้นตื่นเต้นดีใจยิ่งนัก
หลายเดือนมานี้ พวกนางได้ยินผู้คุ้มกันภัยเล่าถึงซีเหอวานหลายครั้ง จนนึกใฝ่ฝันอยากไปเห็นโรงทอผ้าขึ้นมาบ้าง
“ท่านอาจารย์ ข้าวของขนลงหมดแล้ว ออกเดินทางได้”
ต้าหลิวเดินเข้ามารายงาน
“ท่านพี่เทพสงครามต้องเอาชนะชาวตงหมานให้ได้นะ อาชุนจะเป็นกำลังใจให้”
เด็กหญิงตัวน้อยโบกมือให้จินเฟิง
“ข้าจะทำให้ได้!”
จินเฟิงพยักหน้าให้เด็กน้อย แล้วจึงขึ้นขี่หลังม้า
แม้ไร้ซึ่งสินค้า แต่ธนูจ้งหนู่และระเบิดมือก็ยังคงต้องนำไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นผู้คุ้มกันภัยส่วนใหญ่ไม่มีม้าศึก ความเร็วในการเดินทางจึงไม่เร็วนัก
จนกระทั่งพลบค่ำ จินเฟิงและคณะจึงเดินทางมาถึงประตูเมืองด้านทิศตะวันตกของเมืองหลวง
ประตูเมืองถูกปิดดังที่เจ้าหน้าที่แจ้งไว้จริง ๆ เบื้องหน้าประตูเมืองมีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยมารวมตัวกันอยู่
“ท่านอาจารย์ บัดนี้ยามโหย่วผ่านไปหนึ่งเค่อแล้ว อีกไม่นานก็จะเข้าเมืองได้แล้ว”
ลั่วหลานเห็นท่าทีหวั่นวิตกของจินเฟิง จึงเอ่ยปากขึ้นว่า “พวกเรารออีกสักครู่เถิด”
จินเฟิงผงกศีรษะรับคำด้วยสีหน้าเรียบเฉย หากเป็นที่จินชวน จินเฟิงอาจจะขอให้ผู้คุ้มกันไปเอ่ยปากขอให้เปิดประตูเมืองได้ เพราะบรรดาผู้ที่ดูแลประตูเมืองให้เกียรติสำนักคุ้มกันเจิ้นเหยวี่ยนอยู่บ้าง
ทว่าเมืองหลวงแห่งนี้ล้วนเต็มไปด้วยผู้มีอำนาจ หากจินเฟิง ชิงสุ่ยหนานผู้ต่ำต้อยไปร้องเรียกให้เปิดประตูเมือง คงไม่ต่างอะไรกับการไปให้ผู้อื่นดูหมิ่นเหยียดหยาม
เมื่อประตูเมืองยังไม่เปิดออก จินเฟิงจึงทำได้เพียงรอต่อไปเท่านั้น
“พวกตงหมานจวนจะยกทัพมาถึงแล้ว เหตุใดผู้คนยังไม่หนีเอาตัวรอด แต่ยังอออยู่หน้าเมืองเช่นนี้?”
ผู้คุ้มภัยคนหนึ่งมองดูชาวบ้านที่เบียดเสียดกันอยู่หน้าประตูเมืองและเอ่ยถามด้วยความฉงนใจ
ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นทหารอยู่ที่ซีเป่ย ยามใดที่ชาวตั่งเซี่ยงยกทัพมา ชาวบ้านในเมืองใกล้เคียงมักจะหลบหนีไปจนหมดสิ้น
“เมืองหลวงย่อมแตกต่างจากเมืองเล็ก ๆ ตามแนวชายแดน หากเป็นเมืองเล็ก ๆ เมื่อเผชิญหน้ากับชาวตั่งเซี่ยงหรือตงหมานแล้วไม่รีบหลบหนีก็ไม่ต่างอะไรกับนั่งรอความตาย”
ผู้คุ้มภัยอาวุโสเอ่ยอธิบาย “เมืองหลวงมีกำแพงเมืองสูงใหญ่และหนา ยังมีกองทัพอวี้หลินประจำการ ฝ่าบาทและขุนนางทั้งหลายก็ประทับอยู่ที่นี่ เมืองหลวงจะต้องไม่แตกเป็นแน่ ดังนั้นการกลับเข้าเมืองจึงเป็นทางรอดที่ดีที่สุด หากอยู่ภายนอกแล้วพบกับพวกตงหมานที่ออกปล้นสะดม ก็คงไม่รอดแน่”
“เช่นนั้นหรือ” ผู้คุ้มกันภัยพยักหน้าอย่างเข้าใจ
เหล่าผู้คุ้มกันภัยสนทนากันไปเรื่อย ๆ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงยามโหย่ว
ทว่าประตูเมืองก็ยังคงปิดสนิท ไร้วี่แววว่าจะเปิด
“เหตุใดจึงยังไม่เปิดประตู?”
ลั่วหลานหันไปหาผู้ช่วย “ไปดูหน่อยสิ เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
ผู้ช่วยรับคำแล้วก็กระโดดลงจากหลังม้า วิ่งตรงไปยังประตูเมือง
ครู่หนึ่ง ผู้ช่วยก็กลับมาพร้อมกับกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ผู้ดูแลร้าน ทหารที่เฝ้าประตูเมืองแจ้งว่าวันนี้จะไม่เปิดประตูเมือง!”