ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 710 ที่ซ่อนถูกเปิดเผย
บทที่ 710 ที่ซ่อนถูกเปิดเผย
“ไม่เปิดแล้วหรือ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น” ลั่วหลานเอ่ยถาม
“ทหารรักษาประตูไม่ได้แจ้งเหตุผล” ผู้ช่วยเอ่ยตอบ
“แล้วพวกเขาได้กล่าวหรือไม่ว่าจะเปิดเมื่อใด?”
“ไม่ได้แจ้งเช่นกัน” ผู้ช่วยส่ายหน้าพลางกล่าว “ทหารรักษาประตูเมืองเพียงแจ้งแก่ชาวเมืองที่อยู่ด้านล่างให้รีบแยกย้ายกันไป ไม่ให้เบียดเสียดอยู่ใต้กำแพงเมือง นอกจากนั้นก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก”
บัดนี้ชาวตงหมานได้มาถึงยังฝั่งเหนือของแม่น้ำฮวงโหแล้ว หากยังไม่สามารถเข้าเมืองได้แล้วพวกตงหมานยกทัพข้ามแม่น้ำมา คงเกิดเรื่องร้ายแรงเป็นแน่
ลั่วหลานก็ไม่แน่ใจ จึงหันไปถามจินเฟิงว่า “ท่านอาจารย์ ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรดี?”
จินเฟิงกำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นก็มีเสียงกีบเท้าม้าดังมาแต่ไกล
ม้าหลายตัววิ่งตรงไปที่ประตูเมืองอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านที่อยู่ริมทางต่างพากันหลบหลีก
“ท่านอาจารย์ นั่นใช่คนของตระกูลฉินหรือไม่?” ต้าหลิวชี้ไปที่คนกลุ่มนั้นพลางกล่าว “เหตุใดพวกเขาจึงถูกปิดล้อมอยู่ด้านนอกเช่นนี้”
“หากประตูเมืองจินชวนถูกปิดโดยกะทันหัน การจะเปิดอีกครั้งต้องรอให้เสี้ยนลิ่งและเสี้ยนเว่ยร่วมกันออกคำสั่ง หากเป็นเมืองหลวง ยิ่งต้องยุ่งยากกว่านั้นหลายเท่า คงต้องรอให้ฝ่าบาททรงออกบัญชาด้วยพระองค์เอง”
ผู้คุ้มกันภัยผู้นั้นกล่าวว่า “ถึงแม้ว่าฉินเจิ้นจะเป็นทหารรักษาพระองค์ ก็มิอาจเปิดประตูเมืองได้ตามใจชอบ”
“ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะเปิดประตูเมืองตอนยามโหย่วสามเค่อ แน่นอนว่าไม่ได้กล่าววาจาเลื่อนลอยเป็นแน่”
ต้าหลิวหันไปถาม “ท่านอาจารย์ หากฉินเจิ้นเรียกให้เปิดประตูเมือง พวกข้าควรติดตามเข้าไปหรือไม่? ข้าจะได้ให้ทุกคนเตรียมตัว”
“ได้” จินเฟิงพยักหน้ารับ
ต้าหลิวจึงหันหลังขี่ม้าออกไป เร่งให้ผู้คุ้มกันภัยเก็บข้าวของเตรียมตัวเข้าเมือง
“ท่านอาจารย์ แม่ทัพฉินเจิ้นจะสามารถเรียกให้เปิดประตูเมืองได้หรือไม่?” ลั่วหลานเอ่ยถาม
“ฉินเจิ้นเป็นบุตรชายของแม่ทัพใหญ่กองทัพอวี้หลิน แล้วยังเป็นผู้บัญชาการกองพลที่หนึ่งของทหารรักษาพระองค์ชุดเกราะแดงอีกทั้งกองกำลังป้องกันเมืองก็ล้วนเป็นคนของเขา หากแม้แต่เขาเอ่ยปากแล้วก็ยังไม่สามารถเปิดประตูเมืองได้ พวกเราก็คงหมดหวัง” จินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง
เหล่าผู้คุ้มกันต่างเตรียมตัวพร้อมแล้ว ทว่าจินเฟิงกลับเห็นฉินเจิ้นควบม้าตรงมายังพวกเขา
“ท่านอาจารย์จิน พวกท่านมีกระโจมเหลือหรือไม่ ขอยืมสักหลังเถิด ตอนที่พวกข้าออกมาไม่ได้คาดคิดว่าประตูเมืองจะปิด จึงไม่ได้นำกระโจมมาด้วย”
“ต้าหลิว นำกระโจมมาสองหลัง”
จินเฟิงเหลียวหลังเอ่ยคำหนึ่ง ก่อนเอ่ยถามว่า “แม่ทัพฉิน ตอนนี้สถานการณ์เป็นเช่นใด เหตุใดประตูเมืองจึงปิดลง?”
“จะเพราะเหตุใดเล่า ก็พวกฝ่ายบุ๋นล่วงรู้ว่าพวกตงหมานมาถึงฝั่งเหนือแล้ว พวกมันกลัวตายอย่างไรเล่า” ฉินเจิ้นกล่าว
“ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่รู้หรือ?”
“ไม่รู้หรอก ฝ่าบาททรงปิดบังไว้ มิเช่นนั้นคงจะวุ่นวายไปนานแล้ว”
“ไม่แปลกใจเลย” จินเฟิงพึมพำ
ก่อนหน้านี้ เห็นเจ้าหน้าที่ไปแจ้งชาวบ้านอพยพ จินเฟิงก็ยังนึกสงสัย
ตามที่ลั่วหลานกล่าวไว้ ฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องชาวตงหมานจะยกทัพมานานแล้ว แล้วยังรับสั่งให้ลั่วหลานมาแจ้งเขา เพื่อเข้าวังไปหารือเรื่องรับมือข้าศึก
ในสถานการณ์ปกติ ต้องมีการแจ้งชาวเมืองที่อยู่รอบนอกให้อพยพไปก่อนแล้ว แต่นี่ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ
จนกระทั่งพวกตงหมานยกทัพมาถึงประตูเมือง เจ้าหน้าที่จึงเริ่มลงมือปฏิบัติการ
ที่แท้ก็เป็นฮ่องเต้นี่เองที่ทรงปิดบังเหล่าขุนนางทั้งหลาย
“เช่นนั้น พวกเราก็จะได้เข้าเมืองเมื่อใดเล่า?” จินเฟิงเอ่ยถาม
“ไอ้เฝิงเหลียนเฉามันกล่าวว่ารุ่งสางพรุ่งนี้จึงจะเปิดประตูเมืองได้”
“เฝิงเหลียนเฉา เป็นใครกัน?”
“ก็ไอ้ขี้ขลาดประจำกำแพงเมืองนั่นอย่างไรเล่า!” ฉินเจิ้นสบถอย่างเหลืออด “ยืนอยู่บนกำแพงเมืองสูงลิบ มองเห็นได้ไกลหลายสิบลี้ เห็นชาวตงหมานตรงจุดไหนกัน ถึงได้ขี้ขลาดจนไม่กล้าเปิดประตูเมืองเช่นนี้!”
“ท่านแม่ทัพ เฝิงเหลียนเฉามันจงใจกลั่นแกล้งท่านอย่างแน่นอน แม้ไม่อาจเปิดประตูเมืองได้ ปล่อยตะกร้าลงมารับพวกเราขึ้นไปก็ยังดี”
ลูกน้องคนหนึ่งของฉินเจิ้นเอ่ยอย่างขุ่นเคือง
“เฝิงเหลียนเฉาเป็นคนของตระกูลเฝิง คิดอิจฉาทหารชุดเกราะแดงของท่านแม่ทัพมานานแล้ว พอมีโอกาสทำให้ท่านแม่ทัพต้องลำบากใจเช่นนี้ เขาจะยอมปล่อยตะกร้าลงมาหรือ”
ผู้ใต้บังคับบัญชาอีกคนเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์เช่นกัน
จินเฟิงได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ
องค์หญิงเก้าและชิ่งซินเหยาต่างก็บอกว่ากองทัพอวี้หลินเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในต้าคัง แต่มาบัดนี้ดูเหมือนภายในกองกำลังนี้ก็ยังมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกอยู่ดี
“พวกเจ้าทั้งสองพอได้แล้ว!”
เรื่องอัปยศอดสูในบ้าน ไม่อาจป่าวประกาศให้ผู้อื่นล่วงรู้ เขาทั้งสองทำให้ฉินเจิ้นรู้สึกเสียหน้ายิ่งนัก จึงรีบตวาดห้ามปราม
แม้จินเฟิงจะไม่ชอบใจฉินเจิ้นนัก แต่ก็มิได้คิดซ้ำเติม เขายิ้มบาง ๆ แล้วสั่งต้าหลิวให้แจ้งผู้คุ้มกันภัยไปตั้งค่ายที่ลานกว้างริมถนนหลวง
“ท่านแม่ทัพฉิน กระโจม” ต้าหลิวยกกระโจมมาให้ “ต้องการให้ข้าส่งคนไปช่วยตั้งกระโจมหรือไม่?”
“ไม่ต้องลำบาก” ฉินเจิ้นยกมือคารวะจินเฟิง “ขอบคุณท่านมาก”
กล่าวจบ เขาและผู้ใต้บังคับชาก็ยกกระโจมจากไป
ครั้นพลบค่ำ ยามท้องฟ้าเริ่มมืดคล้อยลง บริเวณที่พักของผู้คุ้มกันภัยก็ส่งกลิ่นหอมของอาหารโชยมาเป็นระลอก
เบื้องหน้ากระโจมของจินเฟิง บนโต๊ะตัวเล็กมีถ้วยชามวางเรียงรายอยู่ห้าหกใบ
ลั่วหลานคุกเข่าอยู่เคียงข้างจินเฟิง บรรจงคีบเอาแต่เนื้อล้วน ๆ ปราศจากกระดูกให้จินเฟิง
ส่วนที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบก้าว ฉินเจิ้นกับผู้ใต้บังคับบัญชาได้แต่นั่งแทะขนมแข็ง ๆ พลางคิดไปต่าง ๆ นานา ในใจช่างขมขื่นยิ่งนัก
เขาผู้นั้นเป็นถึงผู้บัญชาการทหารชุดเกราะแดง เป็นทหารรักษาพระองค์ของฮ่องเต้แท้ ๆ แต่กลับกินอาหารได้น้อยกว่าทหารธรรมดาร้อยนายรวมกันเสียอีก
ไม่เพียงแต่เรื่องกินเท่านั้น สิ่งที่น่าอับอายยิ่งกว่าก็คือก่อนหน้านี้เขาขอยืมเพียงกระโจมมาเท่านั้น มิได้ขอยืมผ้าห่มมาด้วย จึงต้องนอนบนพื้นดินเย็น ๆ
แม้ว่าตอนนี้จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้วแต่ยามค่ำคืนอากาศก็ยังคงหนาวเย็นอยู่ดี
“ท่านแม่ทัพ ท่านว่า…ให้ตายสิ! หรือพวกเราลองไปขอยืมผ้าห่มสักสองสามผืนจากท่านอาจารย์จินเฟิงดีหรือไม่?”
ทหารคนสนิทเห็นว่าแม่ทัพฉินเจิ้นคงจะเสียหน้าจึงเอ่ยถามขึ้นเบา ๆ
“เคยนอนกลางดินกินกลางทรายมาแล้ว เพียงข้ามคืนจะมีสิ่งใดเอาชีวิตข้าไปได้!”
ฉินเจิ้นเอ่ยอย่างขุ่นเคือง
กล่าวจบยิ่งคิดก็ยิ่งขุ่นเคือง จึงโยนแป้งแผ่นลงกับพื้นแล้วเข้าไปในกระโจม
ผู้คุ้มกันภัยของจินเฟิงก็เห็นเช่นกันว่าฉินเจิ้นกำลังลำบากใจ
ลั่วหลานทำการค้าย่อมรู้จักยืดหยุ่น จึงยิ้มน้อย ๆ แล้วเอ่ยถาม “ท่านอาจารย์ ให้ข้าสั่งให้คนนำอาหารและผ้าห่มไปให้ท่านแม่ทัพฉินดีหรือไม่?”
“ไม่ต้องหรอก หากอยากได้ให้พวกเขามาขอเอง” จินเฟิงส่ายหน้า
แม้เขาจะไม่คิดเย้ยหยันฉินเจิ้นถึงขั้นเอ่ยปากไล่ส่ง แต่ก็ไม่ได้อยากตีสนิทด้วยเช่นกัน
เมื่อจินเฟิงเอ่ย ลั่วหลานก็ไม่อาจโต้เถียง จึงได้แต่ก้มหน้าจัดอาหารให้เขาต่อ
หลังมื้อค่ำ จินเฟิงก็เข้านอนแต่หัวค่ำ ทว่าพอตกดึกก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงฝีเท้าม้า
ยามค่ำคืนเช่นนี้ยังควบม้าฝ่าความมืด คงมีเรื่องด่วนเป็นแน่
จินเฟิงพลางสวมเสื้อผ้าอาภรณ์ พลางเอ่ยถามไปทางประตู “เหล่าปา เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“ท่านอาจารย์ ไม่ใช่คนของพวกเรา” ผู้คุ้มกันที่ยืนเฝ้าประตูเอ่ยตอบ “ผู้มาเยือนไปหาท่านแม่ทัพฉินแล้ว”
“ท่านแม่ทัพฉินหรือ?”
จินเฟิงได้ยินดังนั้นจึงคลายความกังวลลง
เขาเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์บนท้องฟ้า พบว่าเวลาเพิ่งผ่านไปไม่นาน จึงสวมอาภรณ์ตัวนอกและเดินออกจากกระโจมเพื่อไปปลดทุกข์เบา ก่อนจะกลับมานอนต่อ
แต่ครั้นเมื่อเขาเสร็จธุระแล้วกลับมา กลับพบว่าฉินเจิ้นมีสีหน้าวิตกกังวล ยืนอยู่ด้านนอกกระโจมของเขา
“ท่านอาจารย์จิน เกิดเรื่องแล้ว!”
“เกิดอะไรขึ้น?” จินเฟิงรู้สึกใจหายวาบจึงรีบเอ่ยปากถาม “หรือว่าองค์หญิงเก้าเป็นอะไรไป?”
ในเมื่อฉินเจิ้นวิ่งมาหาเช่นนี้ เรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเขาอย่างแน่นอน
เป็นไปได้มากที่สุดว่าต้องเกี่ยวข้องกับองค์หญิงเก้า
“ท่านอาจารย์รู้ได้อย่างไร?” ฉินเจิ้นนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
“ข้าเพียงคาดเดา” จินเฟิงเอ่ยถามอย่างร้อนใจ “อู่หยางเป็นอย่างไรบ้าง?”
“เมื่อครู่ ข้าได้รับข่าวจากหน่วยข่าวกรองในเมืองหลวง แจ้งว่าเกิดเหตุวุ่นวายไปทั่วและเกิดเหตุได้ครึ่งชั่วยามแล้ว มีกลุ่มคนบุกเข้ามาล้อมที่ประทับขององค์หญิง พวกมันมาจากที่ใดก็ไม่อาจทราบได้!”
ฉินเจิ้นกล่าวอย่างร้อนใจ “ตอนนี้ พวกมันคงเริ่มลงมือกันแล้ว!”
“พวกมันรู้ที่อยู่ของอู่หยางได้อย่างไร?” จินเฟิงร้อนรนทันทีที่ได้ยิน
“รอบ ๆ เมืองหลวงล้วนแต่มีสายตาของเหล่าตระกูลใหญ่คอยสอดส่อง หากวันก่อนที่องค์หญิงปล่อยธนูหัวนกหวีดออกไป พวกมันย่อมสังเกตเห็นได้โดยง่าย” ฉินเจิ้นกล่าว