ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 714 เมืองหลวงเกิดความวุ่นวาย
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 714 เมืองหลวงเกิดความวุ่นวาย
บทที่ 714 เมืองหลวงเกิดความวุ่นวาย
“อู่หยาง จะเอาอย่างไรต่อ?” จินเฟิงถาม “จะอยู่ที่นี่ หรือไปที่สำนักคุ้มภัย?”
“ไม่ไปสำนักคุ้มภัยและไม่อยู่ที่นี่ด้วย ข้าจะเข้าวัง!”
องค์หญิงเก้าเอ่ยเสียงเย็น “ข้าจะไปถามให้รู้เรื่อง!”
“เจ้าคิดจะทำอะไร?”
จินเฟิงดึงองค์หญิงเก้าไปด้านข้างและกระซิบเตือนเบา ๆ “ฝ่าบาทไม่ส่งคนมาช่วยเจ้า นั่นเป็นความผิดของพระองค์ แต่พระองค์ก็คือบิดาของเจ้า สงบสติอารมณ์เถอะ ไม่จำเป็นต้องบุกเข้าไป
อีกอย่างหนึ่ง แม้ว่าพวกเราจะต้องต่อสู้ แต่กำลังคนของพวกเราก็ไม่เพียงพอ รอให้ข้าจัดการพวกตงหมานก่อนแล้วค่อยว่ากันได้หรือไม่?”
ในยุคสังคมศักดินา ตำแหน่งของฮ่องเต้นั้นสำคัญยิ่งนัก
แม้จินเฟิงจะคิดว่าเฉินจี้เป็นฮ่องเต้ที่โง่เขลา แต่หากเขาเสียชีวิตกะทันหัน ต้าคังจะต้องวุ่นวายอย่างแน่นอน
“ท่านคิดอะไรอยู่น่ะ?”
องค์หญิงเก้าแอบหยิกจินเฟิงทีหนึ่ง “หากท่านพ่อต้องการทำร้ายข้า พระองค์คงไม่ส่งทหารชุดเกราะแดงมาคุ้มกันข้าหรอก ข้าเพียงแต่รู้สึกว่าเหตุการณ์วันนี้ไม่ชอบมาพากล ที่นี่เกิดความวุ่นวายใหญ่โตขนาดนี้ แต่ทหารรักษาพระองค์กลับไม่มาช่วยเหลือเลย ต้องเกิดเรื่องแน่ ๆ!”
“เจ้าคิดว่าฝ่าบาท…” จินเฟิงสังเกตเห็นองค์หญิงเก้าเอื้อมมือมาที่เอวของตนจึงรีบเปลี่ยนคำพูด “เจ้าคิดว่าฝ่าบาทสูญเสียการควบคุมทหารรักษาพระองค์ไปแล้วหรือ?”
“ใช่” องค์หญิงเก้าพยักหน้า
“ว่าถึงเรื่องนี้ ข้ามีเรื่องต้องบอกกล่าว ช่วงเที่ยงวันนี้ประตูเมืองถูกปิดลง ทหารที่ดูแลประตูเมืองล้วนถูกเปลี่ยนเป็นคนของตระกูลอื่น บ่ายวันนี้พวกข้าไปวนเวียนอยู่รอบนอกเมืองก็ไม่สามารถเข้ามาได้”
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?” องค์หญิงเก้าได้ยินดังนั้นก็แปลกใจและรีบหันไปร้องเรียก “ฉินเจิ้น!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินเจิ้นรีบวิ่งเข้ามา
“รีบติดต่อหน่วยข่าวกรองโดยพลัน! ข้าต้องการรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในเมืองหลวง!”
องค์หญิงเก้าเปลี่ยนท่าทีทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องสำคัญ
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินเจิ้นรับคำอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบออกไปพร้อมกับผู้ติดตามสองคน
“ท่านอาจารย์ ข้าอยากขอกำลังผู้คุ้มกันภัยที่เมืองหลวงสักหน่อย…”
องค์หญิงเก้ามองจินเฟิง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ ทำให้นางพบว่าคนที่นางไว้ใจได้มากที่สุดก็คือจินเฟิงและกองกำลังในบังคับบัญชาของเขา
“ต้าหลิว ส่งคนไปที่สำนักคุ้มภัยแล้วบอกให้ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่!”
จินเฟิงหันไปสั่งกับต้าหลิวทันที
“นี่คือตราประจำตัวของข้า พวกเจ้าจงรับไว้ หากมีผู้ใดขัดขวางระหว่างทาง จงสังหารเสียอย่าให้เหลือ!”
องค์หญิงเก้าทรงหยิบจี้หยกขึ้นมาแล้วส่งมอบให้แก่ต้าหลิว
“พ่ะย่ะค่ะ!” ต้าหลิวรับจี้หยกแล้วจึงจากไป
“ท่านอาจารย์ เชิญเข้าไปรอในห้องเถิด”
องค์หญิงเก้าทรงยิ้มแย้มดังเช่นเคย “เลี่ยวอิ้นเพิ่งส่งน้ำชาใหม่มาให้เมื่อหลายวันก่อน ท่านอาจารย์ลองชิมดูเถิด”
“ยามนี้แล้วยังมีกะจิตกะใจจิบชาหรือ”
จินเฟิงเบิกตากว้างและมององค์หญิงเก้าด้วยแววตาฉงน
“สิ่งใดที่ควรสั่งการ ข้าก็สั่งการไปหมดแล้ว ผู้คุ้มกันก็กำลังเดินทางมามิใช่หรือ ตอนนี้พวกเรายังไม่สามารถเข้าวังหลวงได้ ทำได้เพียงรออยู่เช่นนี้ กระวนกระวายไปก็ไร้ประโยชน์ พวกเรามานั่งจิบชาร่วมกันเถิด”
“เอาอย่างนั้นก็ได้”
จินเฟิงพยักหน้าคล้อยตามองค์หญิงเก้าเข้าไปในห้องโถง
บนโต๊ะกลางห้องโถงมีเตาไฟเล็ก ๆ ตั้งอยู่ องค์หญิงเก้าไม่ปล่อยให้ชิ่นเอ๋อร์และจูเอ๋อร์เข้ามาช่วยเหลือ นางยกกาชาไปตั้งบนเตาด้วยตนเอง จากนั้นหยิบกล่องเหล็กเล็ก ๆ และที่คีบไม้เล็ก ๆ ขึ้นมาเพื่ออุ่นแก้วและชงชาอย่างชำนาญ
“ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเจ้าชงชาเป็นด้วย”
จินเฟิงไม่รู้วิธีชงชา แต่ท่าทางขององค์หญิงเก้าที่คล่องแคล่วราวกับสายน้ำไหล ทำให้เขารู้สึกเพลิดเพลินยิ่งนัก
“นี่เป็นมารยาทในวังหลวงที่องค์หญิงทุกพระองค์ต้องเรียนรู้”
องค์หญิงเก้ารินน้ำชาส่งให้จินเฟิง “นี่เป็นชาใหม่ประจำปีนี้จากเซินโจว ท่านอาจารย์ลองชิมดูสิ”
เซินโจวก็คือเมืองซิ่นหยางมณฑลเหอหนานในปัจจุบัน ตั้งอยู่ริมฝั่งใต้ของแม่น้ำฮวงโห มีชื่อเสียงในเรื่องของชาเหมาเจียน ในชีวิตที่แล้วจินเฟิงเองก็เคยดื่มมาบ้าง
แต่ครั้งนี้พอได้ยกถ้วยชาขึ้นมา ก็พบว่ามันแตกต่างออกไป
เรื่องสีสันอะไรนั่นจินเฟิงไม่ได้เชี่ยวชาญ แต่กลิ่นที่โชยมาช่างหอมละมุนยิ่งนัก
“อู่หยาง ชาของเจ้าช่างดีเหลือเกิน ข้าเคยดื่มชาเหมาเจียนมาบ้าง แต่ครั้งนี้หอมที่สุด”
จินเฟิงยกถ้วยชาขึ้นมาใกล้จมูก
“แน่นอนอยู่แล้ว นี่เป็นของดีจากเซินโจวนะ คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้ดื่มหรอก”
องค์หญิงเก้ากล่าวพลางยิ้ม
เซินโจวอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนัก ทุกปีเมื่อชาใหม่ออกมา พวกเขาจะส่งชามายังราชสำนักเพื่อเป็นเครื่องบรรณาการ
ชาที่ส่งมานั้นย่อมต้องเป็นชาชั้นดี เหล่าองค์ชายองค์หญิงและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในท้องพระโรงต่างก็ใฝ่ฝันที่จะได้รับชาชั้นเลิศเหล่านี้
“ไม่แปลกใจที่ชารสชาติดีเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นเครื่องบรรณาการนี่เอง”
จินเฟิงเข้าใจในทันที “ระหว่างทางที่มานี่ยังกังวลว่าเจ้าจะใช้ชีวิตในเมืองหลวงอย่างยากลำบาก แต่ที่ไหนได้ พวกเจ้ากลับได้ดื่มแม้กระทั่งชาบรรณาการชั้นเลิศ”
“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกท่านอาจารย์” องค์หญิงเก้าเอื้อมมือคว้ามือของจินเฟิงไว้พลางกะพริบตาปริบ ๆ ดวงตากลมโตฉายแววออดอ้อนเอ่ยว่า “ที่จริงแล้ว อู่หยางคิดถึงท่านอาจารย์แทบขาดใจ”
“ฮึ่ม!”
จินเฟิงถึงกับตั้งตัวไม่ทันกับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันขององค์หญิงเก้า
ก่อนหน้านี้ยังวางท่าทางเคร่งขรึม แต่พอเผลอครู่เดียวกลับแปรเปลี่ยนเป็นอีกคนได้รวดเร็วเช่นนี้
องค์หญิงเก้าเห็นสีหน้าจินเฟิงลำบากใจก็ทรงยิ้มอย่างขบขัน
นางพอจะทราบจุดอ่อนของจินเฟิงแล้ว
ครั้นองค์หญิงเก้ากำลังจะทรงไหลตามน้ำ พูดจาหยอกเย้าจินเฟิงสักสองสามประโยค ก็เห็นฉินเจิ้นนำคนเข้ามาในลานบ้านเสียก่อน
องค์หญิงเก้าจึงทรงปล่อยมือจินเฟิงแล้วลุกขึ้นเสด็จออกจากห้องโถง
ฝ่ายจินเฟิงยืนกัดฟันกรอดอยู่ด้านหลัง ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามเสด็จออกไป
“ท่านแม่ทัพฉิน มีข่าวคราวบ้างหรือไม่?” องค์หญิงเก้าเอ่ยถาม
“องค์หญิง เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพใหญ่ฉินกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “บิดาของกระหม่อมถูกคนลอบทำร้ายจนสิ้นสติ เหล่าทหารรักษาพระองค์ก็ถูกเฉินซินผิงและเฝิงซื่อเฉิงควบคุม พวกมันไม่เพียงแต่ยึดประตูเมือง แต่ยังปิดล้อมวังหลวงอีกด้วย!”
“ว่าอย่างไรนะ!”
แม้องค์หญิงเก้าจะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่พอได้ยินเช่นนั้นก็ยังตกใจจนสีหน้าเปลี่ยนไป
ทหารรักษาพระองค์ไม่เคยมีการเคลื่อนกำลังพล นางรู้ว่าในเมืองเกิดเรื่องขึ้น แต่ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้
ตอนนี้วังหลวงถูกปิดล้อมไปเสียแล้ว!
“มีข่าวของฝ่าบาทหรือไม่? พระองค์ทรงเป็นอย่างไรบ้าง?” องค์หญิงเก้าถามอย่างร้อนใจ
“ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ เขตพระราชฐานถูกผู้คนของเฉินซินผิงและเฝิงซื่อเฉิงล้อมไว้แล้ว แม้แต่หน่วยข่าวกรองก็ยังสืบข่าวไม่ได้ในขณะนี้”
ฉินเจิ้นทูลว่า “แต่ก่อนจะปิดล้อมเขตพระราชฐาน มีผู้พบเห็นองค์รัชทายาททรงนำกำลังทหารหกเหล่าทัพแห่งตำหนักบูรพาเข้าเขตพระราชฐานไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“หกเหล่าทัพบูรพาอยู่ในความดูแลของฉินจงมิใช่หรือ เหตุใดเจ้าไม่ส่งคนไปถามเขาดูเล่า?” องค์หญิงเก้าตรัส
“น้องรอง…น้องรองสิ้นชีพแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ฉินเจิ้นทูลฟันกรอด “หน่วยข่าวกรองรายงานว่าน้องรอง…ถูกแขวนไว้ที่เสาหน้าตำหนักบูรพาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“เฉินเหยวียนคว่าง คิดก่อกบฏหรือไร?”
แม้แต่ผู้มีสติมั่นคงเช่นองค์หญิงเก้า ในยามนี้ก็ยังอดมิได้ที่จะสั่นสะท้าน
ไม่รู้ว่าโกรธหรือตกใจกันแน่
ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งให้ฉินจงพี่รองของฉินหมิง รับหน้าที่ดูแลกองกำลังหกเหล่าทัพบูรพา อันที่จริงแล้วก็เพื่อจับตาดูองค์รัชทายาทไปด้วยในตัว
องค์รัชทายาทเองก็ทรงเข้าพระทัยในจุดประสงค์นี้ดี ดังนั้นในช่วงแรกที่ฉินจงเพิ่งเดินทางมาถึงตำหนักบูรพา องค์รัชทายาทจึงทรงหาเรื่องกลั่นแกล้งฉินจงอยู่บ่อยครั้ง
โชคดีที่ฉินจงนั้นเป็นคนร่าเริงแจ่มใสกว่าพี่น้องอีกสองคน เขาสามารถเอาใจองค์รัชทายาทจนทรงพอพระทัยได้ นับจากนั้นเป็นต้นมา ทั้งสองก็ตัวติดกันราวกับเงาตามตัว
ทุกคนต่างคาดการณ์กันว่า หากองค์รัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์เมื่อใด ฉินจงจะต้องได้รับความไว้วางพระทัยให้ดำรงตำแหน่งสำคัญเป็นแน่แท้
ใครจะรู้เล่าว่าบัดนี้กลับถูกแขวนคอตายเสียแล้ว…
ฉินเผิงถูกคนลอบทำร้าย ส่วนฉินจงก็ถูกฆ่าตาย
เสาหลักทั้งสี่แห่งตระกูลฉิน พริบตาเดียวล้มลงเสียแล้วถึงสองคน
แม้ฉินเจิ้นจะยังมีชีวิตอยู่ แต่เขากลับติดต่อทหารชุดเกราะแดงไม่ได้ สามารถกล่าวได้ว่ากลายเป็นแม่ทัพไร้กองกำลัง
ส่วนฉินหมิงเหลือเพียงองครักษ์ไม่กี่คน ยิ่งไม่ต้องหวังพึ่งพา
“ฝ่าบาทจะต้องไม่เป็นอะไร!” องค์หญิงเก้าผลักประตูออกไปพลางคว้าแขนจินเฟิงไว้แน่น ดวงหน้าซีดเผือดของนางเต็มไปด้วยความกังวล “ขอร้อง…ท่านอาจารย์จิน ช่วยข้าด้วย ข้าต้องเข้าวังเดี๋ยวนี้!”
“ใจเย็นก่อน” จินเฟิงตระหนักถึงสถานการณ์ร้ายแรงจึงเอ่ยปลอบโยนองค์หญิงเก้า ก่อนจะหันไปออกคำสั่งเสียงดังฟังชัด “ต้าหลิว! ปล่อยดอกไม้ไฟหมายเลขสาม เรียกเหล่าอิงกลับมาเดี๋ยวนี้!”