ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 713 ตกลงมาจากฟ้า
บทที่ 713 ตกลงมาจากฟ้า
จินเฟิงในชีวิตที่แล้ว ก่อนเกิดในยุค 80 ตอนที่เขาเรียนหนังสือ เกม CS และ CF กำลังเป็นที่นิยม
แม้ว่าเขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่นอกเวลาเรียนไปกับการทำงานพิเศษหาเงิน แทบไม่มีเวลาเล่นเกม แต่การอยู่หอพักรวมมาหลายปี ทำให้เขาคุ้นเคยกับเกมทั้งสองเป็นอย่างดี
“Fire in the hole!” เป็นเสียงเตือนของตัวละครที่โยนระเบิดมือในเกม จินเฟิงได้ยินเพื่อนร่วมห้องเล่นเกมและพูดประโยคนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
ตอนที่อยู่ที่ซีเหอวาน จินเฟิงสอนองค์หญิงเก้าและชิ่นเอ๋อร์ใช้ระเบิดสตันและระเบิดมือ จินเฟิงเกิดอารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นมา จึงตะโกนประโยคนี้หลายครั้ง
หลังจากการต่อสู้ที่ต้าหม่างพัว ระเบิดมือและระเบิดสตันก็ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป
หากร้องตะโกนออกไปตรง ๆ ว่า ‘ระวังระเบิดแสง’ พวกคนชุดดำก็อาจจะพลันหลับตาลงได้
จินเฟิงจึงร้องตะโกนคำนี้ออกไปในจังหวะที่โยนระเบิดสตันออกไป เพื่อป้องกันไม่ให้พวกคนชุดดำรู้ตัวเสียก่อน
วิธีนี้ได้ผลชะงัดนัก แม้แต่ทหารชุดเกราะแดงก็พลอยโดนผลของระเบิดสตันไปด้วย มิใช่แต่พวกคนชุดดำเท่านั้น
เมื่อได้ยินเสียงผิดปกติบนฟ้า นอกจากองค์หญิงเก้าและพวกพ้องแล้ว ทุกคนที่อยู่ในลานต่างแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าโดยมิได้นัดหมาย
แล้วแสงสว่างสีขาวก็วาบขึ้น พริบตาเดียวทุกอย่างก็พลันมืดบอดไป…
“เร็วเข้า เร็วเข้า!”
เหล่าอิงที่อยู่ด้านบนโยนเชือกเส้นหนึ่งลงมา
องค์หญิงเก้าลืมตาขึ้นก็เห็นผู้คุ้มกันภัยไต่เชือกโรยตัวลงมาจากฟากฟ้า!
สายตาไล่มองตามเชือกเส้นนั้นขึ้นไป การหายใจขององค์หญิงเก้าพลันติดขัด นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างอย่างห้ามไม่อยู่
ณ เวลานั้น บริเวณลานบ้านมีไฟลุกโชนอยู่หลายจุด ท่ามกลางแสงไฟอันสว่างไสว องค์หญิงเก้าเห็น ‘บ้าน’ สีดำขนาดมหึมาลอยอยู่กลางอากาศ
นางมองไม่เห็นว่าเบื้องบนของ ‘บ้าน’ นั้นใหญ่โตเพียงใด แต่เพียงเท่าที่องค์หญิงเก้าเห็น ก็ทำให้ตื่นเต้นยิ่งนัก!
ใหญ่โตเหลือเกิน!
ส่วนเบื้องล่างของ ‘บ้าน’ นั้น แขวนตะกร้าเอาไว้ มีจินเฟิงนั่งอยู่ที่ขอบตะกร้าและโบกมือเรียกนางอยู่
ทันทีที่เห็นจินเฟิง น้ำตาขององค์หญิงเก้าก็เอ่อคลอ
แม้พวกคนชุดดำจะจงใจไว้ชีวิตนาง แต่นางไม่ได้รู้สึกยินดีแม้แต่น้อย เพราะรู้ดีว่าพวกมันยอมเสี่ยงถูกประหารเก้าชั่วโคตรเพื่อจับนางแน่นอนว่าย่อมไม่มีทางปล่อยนางไปแน่
การถูกจับเป็น ๆ อาจมีจุดจบที่น่าอนาถยิ่งกว่าความตาย
ดังนั้นเมื่อครู่องค์หญิงเก้าจึงเตรียมใจที่จะปลิดชีพตนเองแล้ว
หากพวกคนชุดดำบุกเข้ามา นางจะใช้ธนูในกล่องใส่ลูกธนู เหลือไว้เพียงดอกเดียวเพื่อตัวเอง!
แต่บัดนี้เมื่อได้เห็นจินเฟิง องค์หญิงเก้าก็รู้สึกวางใจขึ้นมาทันที
นางรู้แล้วว่าตัวเองจะไม่ตาย!
“จูเอ๋อร์ หัวหน้าฉิน อย่าเพิ่งเหม่อลอย รีบลงมือเถิด!”
องค์หญิงเก้าเอ่ยเสียงเย็น “เหลือหัวหน้าไว้สักไม่กี่คน ที่เหลือฆ่าให้หมด!”
จูเอ๋อร์ ฉินหมิงและคนอื่น ๆ ต่างตกตะลึงกับบอลลูนลมร้อน เมื่อได้ยินคำสั่งขององค์หญิงเก้า พวกเขาจึงได้สติกลับคืนมา ต่างพากันถือดาบทมิฬพุ่งเข้าไปในกลุ่มชุดดำและเริ่มทำการปลิดชีพ!
เมื่อเหล่าอิงลดความสูงของบอลลูนลมร้อนลงเหลือเพียงราวหนึ่งจั้ง จินเฟิงจึงจับเชือกปีนลงมา
องค์หญิงเก้าจับชายกระโปรงเดินอ้อมสนามและวิ่งไปหาจินเฟิง
รอบกายยังมีผู้คุ้มกันภัยและองครักษ์อยู่มากมาย องค์หญิงเก้าจึงทรงเก็บเอาความคิดที่อยากจะโผเข้าไปซบอกของจินเฟิงกลับไป คำพูดนับพันคำที่เอ่อล้นอยู่ที่ริมฝีปาก บัดนี้กลับเหลือเพียงสามพยางค์ “ท่านอาจารย์…”
“เป็นอะไรหรือไม่?”
จินเฟิงจับไหล่องค์หญิงเก้าพลางหมุนตัวนางให้หันกลับมา
เมื่อยืนยันได้ว่าองค์หญิงเก้าไม่ได้รับบาดเจ็บ จึงเอื้อมมือไปตีที่ศีรษะของนางเบา ๆ หนึ่งที “กลับเมืองหลวงก็ไม่ยอมบอกข้าสักคำ รอให้ข้าจัดการเรื่องตรงนี้เสร็จก่อนเถอะ จะลงโทษเจ้าให้สาสม!”
องค์หญิงเก้าผู้ที่เคยหนักแน่น บัดนี้กลับหดคอลงราวกับเด็กสาวตัวน้อย แถมยังแลบลิ้นออกมาอย่างสำนึกผิด
แล้วนางจึงแสร้งเปลี่ยนเรื่องถามว่า “ท่านอาจารย์ เรือนร่อนบนฟ้าหลังนี้คือสิ่งใดหรือ?”
“มิใช่เรือน หากแต่เป็นเร่อชี่ฉิว ข้างในกลวงเปล่า เมื่อเติมลมร้อนเข้าไปก็จะลอยได้”
จินเฟิงเอ่ยอธิบาย
“ลอยได้…”
องค์หญิงเก้ากวาดสายตามองบอลลูนลมร้อนและหายใจติดขัดขึ้นทีละน้อย
ในชั่วขณะนั้น นางเข้าใจเรื่องราวหลายสิ่งมากขึ้น
ย้อนกลับไปตอนที่จินเฟิงไปตงไห่ องค์หญิงเก้ากังวลใจยิ่งนัก จึงส่งคนไปสืบข่าวคราวที่ตงไห่อยู่เนือง ๆ
ในบรรดาข้อมูลมากมาย มีหลายชิ้นที่รายงานว่า ตอนที่จินเฟิงปราบโจรแม่น้ำที่ตงไห่นั้น เกิดปรากฏการณ์ประหลาดราวกับเทพสายฟ้ามาโปรดลงมาเผาผลาญเส้นทางหนีของพวกโจรแม่น้ำจนสิ้นซาก
ครั้งนั้นองค์หญิงเก้าไม่เข้าใจว่า ‘เทพสายฟ้ามาโปรด’ นั้นคือสิ่งใด
บัดนี้นางจึงเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว
แล้วนางก็เข้าใจเสียทีว่าเหตุใดจินเฟิงและเว่ยต้าถงจึงสำรวจตูเจียงเยี่ยนได้รวดเร็วปานนั้น
ก็เพราะมีทั้งบ้านที่ลอยขึ้นฟ้าได้ แล้วยังมีกล้องส่องทางไกล สิ่งเหล่านี้จะไม่รวดเร็วได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้นองค์หญิงเก้ายังทรงคิดได้ไกลกว่านั้นอีก
ก่อนหน้านี้เมื่อทรงทราบว่าพวกตงหมานมารุกราน องค์หญิงเก้าทรงเป็นกังวลยิ่งนัก
ทว่าพอได้เห็นยุทธวิธีของจินเฟิงเมื่อครู่ ความกังวลในใจขององค์หญิงเก้าก็พลันมลายหายสิ้น!
หลังจากจินเฟิงจากไป เหล่าอิงก็เข้าควบคุมบอลลูนลมร้อนให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า
จากนั้นบอลลูนลมร้อนอีกลูกหนึ่งก็ลอยเข้ามา ฉินเจิ้นพาลูกน้องสองคนเลียนแบบท่าทางของผู้คุ้มกันภัยโดยใช้เชือกโรยตัวลงมา
เมื่อเห็นศพชุดดำเกลื่อนพื้น และจินเฟิงที่ยืนนิ่งเฉย หัวใจของฉินเจิ้นก็ปั่นป่วนราวกับคลื่นยักษ์
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมจินเฟิงถึงไม่สนใจพวกตงหมานเลย
บรรดาผู้คุ้มกันภัยนั่งอยู่ในบ้านที่ลอยได้ แล้วโยนระเบิดมือและระเบิดแสงลงมาจากท้องฟ้า ใครเล่าจะต้านทานไหว?
“แม้ทหารม้าจะดุร้ายเพียงใดก็มิอาจเหาะเหิน บัดนั้นก็มีแต่จะโดนรุมประชาทัณฑ์เท่านั้น!”
เดิมทีฉินเจิ้นยังคิดจะไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่วังหลวงเพื่อทูลเรื่องราวทั้งหมด แต่บัดนี้ความคิดเช่นนั้นก็เลือนหายไปสิ้น
มีเร่อชี่ฉิวอยู่ ไฉนเลยต้องหวั่นเกรงทหารม้าตงหมานสามหมื่นชีวิต แม้จะมาอีกสามหมื่นก็มิอาจเทียบ!
ไม่ใช่แค่ฉินเจิ้นผู้เดียวที่ตกตะลึง แม้แต่เลี่ยวอิ้นและทหารชุดเกราะแดงที่ถูกแสงจากระเบิดสะกดจนตาพร่าก็เช่นกัน
หลังจากที่พวกเขาถูกแสงสว่างเข้าเล่นงาน เสียงกรีดร้องรอบข้างก็ดังไม่หยุดหย่อน
เพราะกลุ่มคนชุดดำมีความได้เปรียบอย่างสมบูรณ์ ทหารชุดเกราะแดงทั้งหมดจึงคิดว่านี่เป็นเสียงร้องอันน่าสยดสยองของพวกพ้องตน จิตใจของพวกเขาถึงกับเตรียมพร้อมที่จะถูกสังหาร
แต่การสังหารหมู่ก็มิได้มาถึง เมื่อพวกเขาฟื้นคืนการมองเห็น ก็พบว่าทั่วทั้งลานเต็มไปด้วยศพของชายชุดดำ ส่วนคนที่ยังมีชีวิตอยู่อีกไม่กี่คนก็ถูกองครักษ์ขององค์หญิงเก้ามัดไว้เรียบร้อยแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น?”
เลี่ยวอิ้นรู้สึกว่าสมองของตนเองใช้การไม่ได้เสียแล้ว
เมื่อครู่นี้ข้าเพียงแค่มองไม่เห็น ไม่ได้สลบไป ข้ารู้แน่ชัดว่าเวลาที่ถูกแสงทำให้ตาบอดนั้นไม่ถึงหนึ่งถ้วยชาด้วยซ้ำ
ในเวลาอันสั้นเพียงนี้ พวกชิ่นเอ๋อร์สามารถกำจัดกลุ่มคนชุดดำนับร้อยได้หมดสิ้นแล้วหรือ?
“ท่านแม่ทัพ ไม่ได้ไปนอกเมืองหรือ ท่านมาตั้งแต่เมื่อใด?”
เลี่ยวอิ้นเห็นฉินเจิ้นก็รีบตรงเข้ามาถาม “ผู้คุ้มกันภัยกลุ่มนี้ ท่านพามาหรือ?”
“บางอย่างก็ไม่ควรเอ่ยถามนะ”
ฉินเจิ้นกล่าวสาบานต่อหน้าจินเฟิง ย่อมเปิดปากพูดสิ่งใดมิได้
หลังจากดุด่าเลี่ยวอิ้นแล้ว เขาก็ถามว่า “พวกชุดดำเหล่านี้มาจากที่ใดกัน?”
“ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน” เลี่ยวอิ้นส่ายหน้า “แต่ว่าจับพวกหัวหน้าของพวกมันมาได้มิใช่หรือ? ข้าจะไปถามพวกมันเดี๋ยวนี้!”
พูดจบเขาก็เดินอย่างดุดันไปทางพวกชุดดำที่ถูกจับ
แต่ยังไม่ทันเข้าใกล้ ก็เห็นพวกชุดดำล้มลงไปทีละคน
“แย่แล้ว พวกมันซ่อนยาพิษไว้ในปาก!”
เลี่ยวอิ้นพุ่งเข้าไปบีบคางของชายชุดดำคนหนึ่งที่ยังไม่ล้มลง แล้วออกแรงบีบกรามของอีกฝ่าย
แต่สุดท้ายก็ยังช้าไปหนึ่งก้าว ยาพิษถูกกลืนลงไปแล้ว ชายชุดดำจ้องตาเขม็งดิ้นรนสองสามครั้งก็สิ้นใจ
“จับคนได้แล้วทำไมไม่ตรวจสอบก่อน!”
ฉินเจิ้นยกขาเตะฉินหมิงหนึ่งที
ฉินหมิงรู้ตัวว่าตนผิดจึงก้มหน้าลงไม่ส่งเสียง
“พวกมันล้วนเป็นนักฆ่า แม้จะจับเป็น ๆ ได้ ก็มิอาจเค้นเอาคำใดออกมาได้”
องค์หญิงเก้าทรงคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้ว จึงรับสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “อีกอย่าง ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ ห่านบินผ่านย่อมทิ้งเสียง เสือผ่านย่อมทิ้งรอยเท้า พวกมันมีกันมากมายขนาดนี้ ย่อมต้องมีที่มาที่ไป เป็นไปไม่ได้ที่จะโผล่มาอย่างไร้ร่องรอย พรุ่งนี้เจ้าจงนำศพพวกมันไปโยนไว้ที่ตลาดสด ปล่อยให้ชาวบ้านดู บางทีอาจมีผู้ใดรู้จักพวกมันบ้าง”
ฉินเจิ้นฟังแล้วจึงมององค์หญิงเก้าอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะหันไปมองจินเฟิง
ในใจเขาทราบดีว่าเมืองหลวงคงจะไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขอีกต่อไปแล้ว!