ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 717 พ่อตาผู้ดื้อรั้น
บทที่ 717 พ่อตาผู้ดื้อรั้น
สำนักคุ้มภัยและองค์หญิงเก้าอาศัยอยู่ในเรือนเล็ก ๆ ห่างกันเพียงสองถนน เมื่อผู้คุ้มกันภัยและทหารรักษาพระองค์เริ่มปะทะกัน จินเฟิงและองค์หญิงเก้าก็ได้ยินเสียงอื้ออึงแล้ว
ก่อนที่องค์หญิงเก้าและฉินเจิ้นจะส่งคนออกไปสืบ ก็มีสายลับจากหน่วยข่าวกรองวิ่งมารายงานแล้ว
“ทูลองค์หญิง ผู้คุ้มกันภัยจากสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนกำลังจะมา เหยวียนเซี่ยวเว่ยนำทหารรักษาพระองค์ไปขัดขวาง พวกเขาต่อสู้กันแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่?” องค์หญิงเก้าขมวดคิ้วถาม
ทหารรักษาพระองค์เป็นกองกำลังที่ไว้วางใจของฮ่องเต้ ส่วนผู้คุ้มกันภัยเป็นคนของจินเฟิง การที่ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันเป็นสถานการณ์ที่นางไม่อยากเห็นที่สุด
“กระหม่อมอยู่ไกลนัก มองเห็นไม่ถนัด แต่ได้กลิ่นคาวเลือดคลุ้ง คาดว่ามีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นแน่” ผู้สอดแนมรายงาน
“ผู้คุ้มกันภัยมีตราประจำพระองค์ขององค์หญิง แล้วยังมีตราอวี๋หลงที่ฝ่าบาทพระราชทาน เหตุใดเหยวียนเหล่าซานจึงบังอาจขัดขวาง เช่นนี้ คิดก่อกบฏหรืออย่างไร?”
ฉินเจิ้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “องค์หญิง ประทับรออยู่ที่นี่ก่อนเถิด ข้าจะไปดูว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น”
“แม่ทัพฉิน รอสักครู่” องค์หญิงเก้าร้องห้าม
บัดนี้ทหารรักษาพระองค์ยังไม่ทราบชะตากรรม ฉินเผิงก็ถูกลอบทำร้าย ฉินจงก็ถูกองค์รัชทายาทสั่งแขวนคอ หากเขาออกไปก็อาจประสบอันตรายได้
“องค์หญิงโปรดวางพระทัย เหยวียนซื่อจวิ้นผู้นั้นเคยเป็นผู้คุ้มกันส่วนตัวของบิดากระหม่อม เขาจะทำอันใดข้ามหน้าข้ามตากระหม่อมมิได้!”
ว่าจบฉินเจิ้นก็ทำท่าจะก้าวออกไป ทว่าพึ่งจะย่างเท้าออกไป ก็มีสายอีกคนหนึ่งเข้ามารายงาน
“ทูลองค์หญิง เรียนท่านแม่ทัพฉิน มีผู้คุ้มกันภัยใช้ระเบิดแสง เหยวียนเซี่ยวเว่ยถูกผู้คุ้มกันภัยคุมตัวได้หมดแล้ว!”
“ระเบิดแสง?”
จินเฟิง องค์หญิงเก้าและฉินเจิ้นต่างเงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้าโดยไม่ได้นัดหมาย
บอลลูนลมร้อนลอยอยู่เหนือเรือนเล็กแล้วจริง ๆ
เหล่าอิงยังไม่ทราบว่าเหตุใดจินเฟิงจึงเรียกตนมา จึงมิได้ลงจอดในทันที แต่กลับหยิบหวีดไม้ไผ่ออกมาเป่าเป็นสัญญาณลับ เพื่อถามว่าควรทำสิ่งใดต่อไป
“ต้าหลิว ให้พวกเขาลงมา” จินเฟิงกล่าวอย่างจนใจ
บัดนี้หากคิดจะปิดบังเรื่องบอลลูนลมร้อนต่อไป คงไม่ได้เสียแล้ว
“ทราบ!”
ต้าหลิวหยิบเป่านกหวีดแล้วสั่งให้เหล่าอิงลงจอด
เมื่อเหล่าอิงได้รับคำสั่งจึงเปิดม่านออก แล้วโยนเชือกเส้นยาวลงมา
ต้าหลิวรีบสั่งให้ผู้คุ้มกันภัยเก็บเชือกและผูกมันไว้กับต้นไม้เพื่อป้องกันไม่ให้บอลลูนลมร้อยลอยหนีไป
ขณะที่บอลลูนลมร้อนลอยต่ำลงเรื่อย ๆ ทหารชุดเกราะแดงด้านล่างก็มองเห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
“สวรรค์ นั่นมันสิ่งใดกัน?
“เรือนใหญ่หลังนั้นมันลอยได้!”
“พวกเจ้าดูสิ ในเรือนมีคนอยู่ด้วย!”
“ได้ยินว่าท่านอาจารย์จินแห่งจินชวนนั้นเป็นเซียน ตอนแรกข้ายังไม่เชื่อ ตอนนี้เชื่อแล้ว!”
“หากไม่ใช่เซียนแล้ว ใครเล่าจะสามารถทำให้เรือนใหญ่เช่นนี้ลอยได้”
“เช่นนี้แล้ว พวกตงหมานก็ไม่น่ากลัวอีกต่อไป!”
เหล่าทหารชุดเกราะแดงในลานต่างก็สงสัยกันว่า เหตุใดฉินเจิ้นและจินเฟิงจึงปรากฏตัวขึ้นในลานนี้ได้
บัดนี้พวกเขาเข้าใจแล้ว
ที่แท้ก็มากับเรือนใหญ่ที่บินได้นี่เอง
มนุษย์ส่วนใหญ่มักจะเคารพยำเกรงในสิ่งที่ใหญ่โต เช่น เมื่อเห็นภูเขาสูงตระหง่าน เห็นตึกสูงเสียดฟ้า เห็นเรือสำราญขนาดมหึมาก็มักจะรู้สึกว่าตนเองช่างเล็กจ้อย
ในยามนี้ เมื่อมองจากมุมของเหล่าทหารชุดเกราะแดง บอลลูนลมร้อนก็เปรียบเสมือนวัตถุขนาดมหึมาที่เกือบจะบดบังท้องฟ้าไว้ทั้งหมด
นายทหารชั้นประทวนมากมายรวมทั้งเลี่ยวอิ้น ต่างรู้สึกว่าไม่อาจเอาชนะได้
องค์หญิงเก้าและฉินเจิ้นต่างได้พบกับบอลลูนลมร้อนก่อน พวกเขาทั้งสองจึงตั้งสติได้ก่อนใคร
องค์หญิงเก้าฉวยโอกาสที่บอลลูนลมร้อนกำลังร่อนลงเอ่ยถามฉินเจิ้นว่า “แม่ทัพฉิน ข้าขอให้ท่านบอกกับเปิ่นกงตามตรง ว่าฝ่าบาทวางแผนสิ่งใดไว้หรือไม่?”
เหตุการณ์วุ่นวายในเมืองหลวงครั้งนี้ช่างกะทันหันนัก ทำให้องค์หญิงเก้ารู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล
ส่วนฉินเจิ้นนั้นเป็นคนสนิทของฮ่องเต้ แล้วยังเป็นหนึ่งในผู้ดูแลหน่วยข่าวกรอง มีข่าวสารมากมายรู้ถึงทุกเรื่อง
“องค์หญิงทรงหมายความอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
ท่านแม่ทัพฉินมิได้ตอบตรง ๆ แต่แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ
“แม่ทัพฉิน เรื่องราวบานปลายถึงเพียงนี้ วังหลวงก็ถูกล้อมไว้หมดแล้ว ท่านอย่ามาเสแสร้งกับข้าเลย”
องค์หญิงเก้ากล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เรื่องนี้…”
ฉินเจิ้นขมวดคิ้วเล็กน้อยและเหลือบมอง “จินเฟิง”
“ท่านอาจารย์คือพวกเดียวกับเรา อีกครู่เดียวพวกเรายังต้องอาศัยเขาพาเข้าวังเพื่อช่วยฝ่าบาท เรื่องที่สามารถบอกข้าได้ ก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังเขา” องค์หญิงเก้าตรัส
ฉินเจิ้นจ้องมองจินเฟิงครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้น “หลังจากองค์หญิงทรงสังหารสวีพ่างจื่อและพวกที่ซื่อชวน เหล่าขุนนางในราชสำนักต่างก็เรียกร้องให้ฝ่าบาทลงโทษองค์หญิง แม้แต่เหล่าพระสนมในวังหลังก็เช่นกัน พระบัญชาของฝ่าบาทเองก็ไม่อาจประกาศใช้ได้
องค์หญิงเองก็ทรงทราบถึงอารมณ์ของฝ่าบาท พระองค์ทรงกริ้วมาก ครั้งนั้น…ครั้งนั้นถึงกับตรัสกลางท้องพระโรงว่า ใครกล้าแตะต้ององค์หญิง เขาผู้นั้นจะถูกประหารเก้าชั่วโคตร…”
“ฝ่าบาทตรัสเช่นนั้นกลางท้องพระโรงได้อย่างไร?” องค์หญิงเก้าได้ฟังแล้วทรงทั้งขันทั้งระอาใจ
จินเฟิงก็เลิกคิ้วขึ้นเช่นกัน
เดิมทีเขารู้ดีว่าเฉินจี๋นั้นชอบฟังแต่คำหวานหู พอได้ยินฉินเจิ้นพูดเช่นนี้ จินเฟิงก็พลันนึกถึงเด็กน้อยกำลังอยู่ในช่วงหัวรั้น
เฉินจี๋นั้นเป็นถึงฮ่องเต้ ยามปกติเหล่าขุนนางก็ล้วนแต่ทูลถวายแต่คำไพเราะ เอาใจจนพระองค์อารมณ์ดีอยู่เสมอ บัดนี้เหล่าขุนนางทั้งหลายกลับรวมหัวกันขัดพระประสงค์ของพระองค์ เรียกร้องให้ลงโทษองค์หญิงเก้าอย่างหนัก ฮ่องเต้จะไม่ทรงขุ่นเคืองได้อย่างไร
แต่ถึงอย่างไรเสีย แม้องค์ฮ่องเต้จะไม่พอพระทัยเพียงใด ถึงขั้นประสงค์จะสั่งประหารเก้าชั่วโคตร ก็ไม่ควรตรัสออกมาเช่นนี้
มิใช่ว่าเป็นการบีบบังคับให้เหล่าเชื้อพระวงศ์ก่อกบฏหรือไร?
พบกับท่านพ่อตาเช่นนี้ จินเฟิงก็ยากจะเอื้อนเอ่ย
องค์หญิงเก้ากำลังจะพูดต่อ ประตูเรือนเล็กก็เกิดเสียงโห่ดัง
ผู้คุ้มกันภัยที่ต่อสู้กับทหารองครักษ์เมื่อครู่ ต่างกรูกันเข้ามาในเรือนเล็ก
เห็นคนชุดดำเต็มลาน หัวหน้ากองคุ้มกันก็สะดุ้งตกใจ
จนกระทั่งเห็นจินเฟิงยืนอยู่หน้าเรือนปลอดภัยดี หัวหน้ากองคุ้มกันจึงถอนหายใจโล่งอกและวิ่งเข้ามาทันที
“ข้า เฉาตง หัวหน้ากองพันแห่งสำนักคุ้มภัยประจำเมืองหลวง รายงานตัว!”
เดิมทีสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหวียนมีเพียงสี่กองพันเท่านั้น แต่ต่อมาเมื่อสำนักคุ้มภัยขยายใหญ่ขึ้น จึงได้เพิ่มอีกสามกองพัน
และเฉาตงผู้นี้ ก็คือหนึ่งในหัวหน้ากองพันที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง
“หัวหน้ากองพันเฉา เหนื่อยหน่อยนะ พวกเจ้ามีผู้ใดบาดเจ็บล้มตายหรือไม่?” จินเฟิงเอ่ยถาม
“มีผู้ถือโล่ป้องกันสองนายที่ได้รับบาดเจ็บที่แขน ไม่มีผู้ใดเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส” หัวหน้ากองพันตอบ
“พวกทหารรักษาพระองค์เป็นอย่างไรบ้าง?” องค์หญิงเก้าตรัสถามอีกครั้ง
“พวกกระหม่อมจับมัดไว้ที่ข้างทางพ่ะย่ะค่ะ มิทราบว่าตอนนี้หนีไปได้หรือยัง”
เดิมทีหัวหน้ากองพันเป็นกังวลเรื่องจินเฟิงมาก หลังจากปลดอาวุธทหารรักษาพระองค์แล้ว เขาก็ไม่ได้ทำให้ยากลำบาก เพียงสั่งให้คนจับมัดทหารรักษาพระองค์ไว้แล้วพาผู้คุ้มกันมาที่นี่
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องสนใจพวกเขาแล้ว” จินเฟิงเอ่ยถาม “พวกเรามีพี่น้องอยู่ในเมืองหลวงเท่าใด?”
“จุดรับเรื่องในเมืองหลวงมีอยู่ทั้งหมด 363 คน ข้าทิ้งพี่น้องไว้เฝ้าบ้านหนึ่งหมวด ที่เหลืออีก 301 คน พามาหมดแล้ว!” เฉาตงตอบ
รอบ ๆ เมืองหลวง มีผู้คุ้มกันภัย ชุมนุมกันอยู่เกือบ 2,000 คน แต่เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกผู้มีอำนาจเพ่งเล็ง พวกเขาส่วนใหญ่จึงกระจายตัวอยู่รอบนอก คอยประสานงานกับหอการค้าในการขยายตลาดผ้าสู่ปู้
ส่วนภายในเมืองหลวง มีอยู่เพียง 300 คนเท่านั้น
“ท่านแม่ทัพฉิน พวกที่ล้อมวังหลวงมีจำนวนเท่าใด?” จินเฟิงหันไปถามแม่ทัพฉิน
“จำนวนที่แน่ชัดยังสืบหาไม่ได้ แต่คาดว่าอย่างน้อยเกินสองพันคน” แม่ทัพฉินตอบ
“พวกเรามีเพียงสามร้อยคน บุกโจมตีตรง ๆ คงไม่ได้” จินเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ตอนนี้ คงต้องพึ่งเร่อชี่ฉิวแล้ว”
ทันทีที่สิ้นเสียง เหล่าอิงก็วิ่งเข้ามาถามว่า “ท่านอาจารย์ ทุกอย่างพร้อมแล้ว จะให้ข้าทำสิ่งใดต่อหรือ?”
จินเฟิงไม่ได้ตอบคำ แต่กลับหันไปมององค์หญิงเก้า
“ไปวังหลวง”
องค์หญิงเก้าตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น