ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 718 บีบให้สละบัลลังก์
บทที่ 718 บีบให้สละบัลลังก์
องค์หญิงเก้าเติบโตในเมืองหลวง แต่การมองทิวทัศน์ยามค่ำคืนของเมืองหลวงจากบนเร่อชี่ฉิวนั้นเป็นครั้งแรกสำหรับนาง
น่าเสียดายที่ตอนนี้นางไม่มีอารมณ์จะชื่นชมทัศนียภาพเลย นางขมวดคิ้วแน่นพลางถือกล้องส่องทางไกล มองไปทางวังหลวงผ่านช่องว่างของม่าน
“ท่านอาจารย์ โชคของพวกเราไม่เลว วังหลวงอยู่ในทิศทางลมพอดีไม่นานก็จะถึง”
เหล่าอิงถามพลางเติมน้ำมันเข้าเตา “เพียงแต่คนที่พวกเรานำมาด้วยนั้นน้อยเกินไปหรือไม่?”
“ไม่มีทางเลือก เรื่องเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป”
จินเฟิงกล่าวอย่างจนใจว่า “เดี๋ยวเจ้าไม่ต้องลง ข้ากับองค์หญิงเก้าจะช่วยฝ่าบาทเอง หลังจากช่วยได้เจ้าจงพาพระองค์เสด็จออกไปทันที!”
“รับทราบ!” เหล่าอิงรับคำทันที
……
วังหลวง คือศูนย์กลางอำนาจของยุคสังคมศักดินา
หงเต๋อเตี้ยน คือศูนย์กลางอำนาจของต้าคัง
ทุก ๆ สามวัน ฮ่องเต้และขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊จะมาเข้าเฝ้าและประชุมกัน ณ ท้องพระโรงแห่งนี้
ด้านขวาของท้องพระโรงคือซูมี่เยวี่ยนหรือสภาขุนนาง ที่ที่เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งหกกรมจะมาประชุมและทำงานกัน
ส่วนด้านซ้ายคือห้องทรงงาน อันเป็นที่ซึ่งฮ่องเต้มักจะทรงงานและเรียกขุนนางชั้นผู้ใหญ่เข้าเฝ้าหรือทอดพระเนตรสาส์นกราบทูล
แม้ว่าตอนนี้จะเป็นยามดึก และพรุ่งนี้ก็ไม่ใช่วันเข้าเฝ้า แต่หงเต๋อเตี้ยนยังคงสว่างไสว
เบื้องนอกท้องพระโรง มีศพเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด
มีทั้งบุรุษชุดดำ ทหารชุดเกราะแดงและยังมีอีกหลายคนสวมชุดสีเขียว
ฮ่องเต้เฉินจี๋ประทับบนบัลลังก์มังกรพร้อมทอดพระเนตรองค์รัชทายาทและขุนนางใหญ่หลายคนที่อยู่เบื้องล่าง
หนึ่งชั่วยามก่อนหน้า ฮ่องเต้ยังบรรทมหลับสนิทในอ้อมกอดสนม ทันใดนั้นก็ถูกปลุกขึ้นด้วยขันทีคนสนิท
ขันทีคนสนิททูลว่า วังหลวงถูกทหารรักษาพระองค์ปิดล้อม องค์รัชทายาทนำกำลังบุรุษชุดดำบุกเข้ามาในวัง
กว่าฮ่องเต้จะเสด็จจากวังหลังมาถึงหงเต๋อเตี้ยน ทหารชุดเกราะแดงก็ได้ต่อสู้กับบุรุษชุดดำไปเสียแล้ว
แม้ทหารชุดเกราะแดงจะเป็นทัพที่แข็งแกร่ง แต่ทว่ากำลังพลน้อยนัก แม้มีองครักษ์หลวงที่ฮ่องเต้ทรงฝึกฝนอย่างลับ ๆ คอยช่วยเหลือ ก็ยังคงถูกตีล่าถอยไปทุกที
ครั้นต่อต้านมาได้ครึ่งชั่วยาม พวกเขาก็ถูกคนชุดดำบีบให้ถอยร่นมาถึงหงเต๋อเตี้ยน
จากทหารชุดเกราะแดงกว่า 300 นาย บัดนี้เหลือเพียง 50 นาย เหล่าองครักษ์หลวงที่ฮ่องเต้ทรงฝึกฝนก็เหลือเพียง 6 คนเท่านั้น และพวกเขาล้วนบาดเจ็บ
ทว่าทหารชุดเกราะแดงและองครักษ์หลวงล้วนภักดี แม้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็ไม่ได้หนีหาย แต่ยังคงถือดาบปกป้องเบื้องหน้าบัลลังก์มังกร
หงเต๋อเตี้ยนคือสถานที่เสด็จออกว่าราชการ ในยามปกตินอกจากทหารชุดเกราะแดงที่อารักขาฮ่องเต้แล้ว ห้ามผู้ใดพกพาอาวุธเข้ามาโดยเด็ดขาด
ทว่า ณ บัดนี้ พวกบุรุษชุดดำกลับถือดาบยาวยืนอยู่เต็มไปหมด
เบื้องล่างเท้าของพวกมันเต็มไปด้วยซากศพแขนขาดขาขาด คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดอันแรงกล้า
“ฝ่าบาท เวลาล่วงเลยมามากแล้ว เชิญพระองค์ทรงตัดสินพระทัยลงพระนามเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เจ้ากรมพิธีการเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “หากพระองค์ทรงยอมลงพระนามเสียแต่แรก เหตุใดจึงต้องมีผู้คนล้มตายมากมายถึงเพียงนี้”
“บังอาจนัก เฝิงส่าวเจี๋ย เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้บีบบังคับฝ่าบาทเช่นนี้ นี่เจ้าคิดก่อกบฏหรืออย่างไร!”
ขันทีคนสนิทที่อยู่ข้างกายฮ่องเต้เอ่ยตำหนิ “เจ้าเป็นถึงเจ้ากรมพิธีการ ควรจะรู้แก่ใจว่านี่เป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นกบฏ ต้องถูกลงโทษประหารเก้าชั่วโคตร!”
“ที่แห่งนี้ ขันทีอย่างเจ้าไม่มีสิทธิ์เอ่ยวาจา!”
เจ้ากรมพิธีการจ้องมองฮ่องเต้พลางกล่าวต่อว่า “ฝ่าบาท พระองค์ทรงรู้จักองค์รัชทายาทดี บัดนี้ควรออกพระราชโองการเสียเถิด พระองค์จะได้เป็นไท่ซ่างหวง ฮองเฮาและเหล่านางสนมก็ไม่ต้องมาลำบาก หากพระองค์ทรงยืดเยื้อต่อไป องค์รัชทายาทกริ้วขึ้นมา เกรงว่าจะไม่เป็นการดี”
ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นก็ทรงกริ้ว ใช้พระหัตถ์ตบลงบนที่เท้าแขนบัลลังก์มังกรอย่างแรง “ให้ไอ้ลูกทรพีเข้ามาพบข้า!”
สิ้นเสียงคำพูด ตรงประตูท้องพระโรงก็ดังเสียงตวาดก้อง “คนแก่ตายยาก! เจ้าลองเรียกข้าว่าลูกทรพีอีกคำสิ!”
องค์รัชทายาทพาองครักษ์สองนายก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงอย่างองอาจ
“ไอ้ลูกทรพี! ข้าแต่งตั้งเจ้าเป็นรัชทายาท ช่างเป็นการตัดสินใจที่มืดบอดเสียจริง!”
เมื่อฮ่องเต้เห็นเฉินเหยวียนคว่าง เขาก็โกรธจัดจนหยิบแท่นฝนหมึกบนโต๊ะขว้างใส่
น่าเสียดายที่พละกำลังของพระองค์น้อยเกินไป แท่นฝนหมึกที่มีน้ำหนักจึงลอยไปได้เพียงไม่กี่เมตรก็ตกลงบนพื้น
“คนแก่ตายยาก กล้าเรียกข้าว่าลูกทรพีอีกครั้ง ข้าจะตัดลิ้นเจ้าเสีย!”
องค์รัชทายาทจ้องฮ่องเต้อย่างเดือดดาล แล้วเอ่ยวาจาด้วยความแค้นเคือง
เฉินจี๋ถึงกับตกใจจนพูดไม่ออก คำด่าที่กำลังจะหลุดออกมาต้องกลืนกลับลงไป
องค์รัชทายาทหัวเราะเยาะเย้ย ดวงตาทั้งสองเหมือนหมาป่าหิวโซ จ้องมองบัลลังก์มังกรใต้ร่างของเฉินจี๋อย่างไม่วางตา
เฉินจี๋เคยเจ้าชู้มากในวัยหนุ่ม ตอนอายุเพียงสิบกว่าปีก็ให้กำเนิดองค์รัชทายาทแล้ว
ในยุคสังคมศักดินา ตำแหน่งฮ่องเต้นั้นเป็นอาชีพตลอดชีวิต ฮ่องเต้องค์ก่อนต้องสิ้นพระชนม์เสียก่อน องค์รัชทายาทจึงจะได้ขึ้นครองราชย์
เฉินจี๋อายุยังน้อยก็ได้ขึ้นครองราชย์ นั่นก็เพราะพระบิดาของเขาทำสงครามกับทางเหนือหลายครั้งแต่ก็พ่ายแพ้ จึงสิ้นพระชนม์เร็วด้วยความตรอมใจ
ส่วนเฉินเหยวียนคว่างองค์รัชทายาทผู้นี้ชะตาไม่ค่อยดีนัก
เฉินจี๋ไม่มีความทะเยอทะยานเหมือนฮ่องเต้พระองค์ก่อน ทรงเชี่ยวชาญเพียงการประพันธ์บทกวี วาดภาพและสะสมของล้ำค่าจากทั่วทุกสารทิศ
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอาหารการกินของฮ่องเต้ ทุกอย่างล้วนแต่ดีเลิศ ทรงไม่ต้องกังวลเรื่องราชกิจบ้านเมืองจึงทำให้พระวรกายแข็งแรง
องค์รัชทายาทอายุห่างจากฮ่องเต้ไม่ถึง 20 ปี แต่ด้วยเพราะทรงหมกมุ่นอยู่กับสุราและสตรี ประกอบกับความกังวลว่าฮ่องเต้จะปลดพระองค์จากตำแหน่งรัชทายาท จึงทำให้ดูชรากว่าพระบิดาเสียอีก
หากรอสืบบัลลังก์อย่างสงบเสงี่ยม เขาคงสิ้นชีพไปเสียก่อน ในขณะที่องค์ฮ่องเต้เฉินจี๋ยังคงมีชีวิตอยู่อย่างสุขสำราญ
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องที่หอนางโลม ยิ่งทำให้ฮ่องเต้เฉินจี๋รู้สึกเสียหน้ายิ่งนัก ทรงผิดหวังในตัวองค์รัชทายาทเป็นอย่างมากและเคยตรัสต่อหน้าขุนนางหลายครั้งว่าจะทรงสถาปนารัชทายาทพระองค์ใหม่
ดังนั้น เมื่อเหล่าขุนนางผู้ทรงอำนาจมาเข้าเฝ้าองค์รัชทายาทและเสนอให้ทำการบีบบังคับฮ่องเต้ให้สละบัลลังก์ องค์รัชทายาทจึงทรงตอบตกลงโดยไม่ลังเล
“ฝ่าบาท เรื่องราชกิจเป็นสิ่งที่พระองค์มิได้โปรดปราน องค์รัชทายาทเพียงต้องการแบ่งเบาภาระ ห่วงใยในพระองค์ นี่เป็นความกตัญญู มิควรทำให้บิดากับบุตรต้องแตกหักเช่นนี้”
เจ้ากรมพิธีการกราบทูลเสริมว่า “ขอพระองค์ทรงออกพระราชโองการเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“ความกตัญญูงั้นหรือ? ฮ่าฮ่าฮ่า…”
เฉินจี๋หัวเราะราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในใต้หล้า น้ำตาของเขาไหลอาบแก้ม
เมื่อหยุดหัวเราะแล้ว จึงมองไปที่องค์ชายรัชทายาทพลางเอ่ยว่า “ลูกอกตัญญู…”
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ องค์ชายรัชทายาทก็ขัดขึ้นเสียก่อน “คนแก่ตายยาก เจ้ายังอยากมีลิ้นไว้พูดอีกหรือไม่?”
“ฮ่าฮ่า ใกล้ตายอยู่แล้ว ยังจะสนใจลิ้นอีกทำไม?”
แม้ว่าเฉินจี๋จะหวาดกลัวเพียงใด ครั้นเมื่อถึงคราสิ้นชีพ กลับปล่อยวางได้อย่างฉับพลัน
เขารู้อยู่แก่ใจว่าองค์รัชทายาททรงสะสมความไม่พอใจเขามานาน หากสละราชบัลลังก์ไป ชีวิตที่เหลืออยู่ก็คงไม่ต่างอะไรกับความตาย
ดังนั้นในยามนี้ เฉินจี๋จึงตัดสินใจแล้วว่าขอยอมตายดีกว่า
ความตายเขายังไม่หวั่นเกรง แล้วยังมีสิ่งใดให้ต้องหวาดกลัวอีกเล่า
เพียงชั่วพริบตา เฉินจี๋กลับเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างกระจ่างแจ้ง
“ข้าเสียใจยิ่งนัก ที่มิได้ฟังอู่หยางแล้วปลดเจ้า กำจัดพวกขุนนางและตระกูลใหญ่เสียแต่เนิ่น ๆ!”
เฉินจี๋มองรัชทายาทพลางยิ้มเยาะ “ลูกอกตัญญู เห็นแก่ความเป็นพ่อลูก ข้าจะสอนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย พวกตระกูลใหญ่เหล่านี้เปรียบเสมือนหมาป่ายิ่งเลี้ยงยิ่งไม่เชื่อง หากเจ้าได้ขึ้นครองราชย์ จงจำไว้ว่าต้องกำจัดพวกมันเสีย มิเช่นนั้นบัลลังก์นี้จะต้องเปลี่ยนผู้ครอง ตัวเจ้าเองก็คงจะไม่ได้สิ้นชีวิตอย่างสงบสุข”
“หุบปาก! บังอาจสาปแช่งข้างั้นหรือ!”
รัชทายาทได้ยินดังนั้นก็โกรธจนตัวสั่น “ทหาร! ไปตัดลิ้นมันออกมาเดี๋ยวนี้!”
“ฝ่าบาท โปรดทรงระงับโทสะเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เจ้ากรมพิธีการรีบก้าวออกมาไกล่เกลี่ย “ฝ่าบาท ทรงทำเช่นนี้ไปเพื่อสิ่งใด เพียงแค่ทรงออกราชโองการก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ เหตุใดต้องให้เป็นเช่นนี้?”
“ให้ข้าออกโองการให้ลูกทรพีน่ะหรือ ฝันไปเถิด!”
เฉินจี๋หัวเราะลั่น “ลูกทรพี ฟังความจริงเถิด ครึ่งชั่วยามก่อนข้าส่งโองการออกไปแล้ว หากข้าเป็นอันใดไปก็ให้เหล่าซื่อสืบบัลลังก์ แม้เจ้าจะได้นั่งบัลลังก์มังกร แต่อย่างไรก็ถือเป็นกบฏ ปวงประชาชาวต้าคังจะประณามเจ้า!”
“ว่าอย่างไรนะ!”
ทั้งองค์รัชทายาท เจ้ากรมพิธีการต่างก็หน้าซีดเผือด
ที่พวกเขาล้อมวังหลวง ก็เพราะต้องการบัลลังก์โดยชอบธรรมมิใช่หรือ?
หากฮ่องเต้ส่งพระราชโองการออกไปจริง ตำแหน่งรัชทายาทแน่นอนว่าไม่มั่นคงอีกต่อไป
“คนแก่ตายยาก เจ้ากำลังหาที่ตายใช่หรือไม่!”
รัชทายาทโกรธจนหน้าแดง ตวาดด้วยความโมโห “พวกเจ้ายังรออะไรกันอยู่ จับตัวคนแก่ตายยากผู้นี้ไว้ แล้วถามดูว่าพระราชโองการถูกส่งไปที่ใดแล้ว!”
“รีบลงมือเร็วเข้า! รีบลงมือเร็วเข้า!”
คราวนี้เจ้ากรมพิธีการไม่ได้ทำตัวเป็นคนกลางอีกต่อไป แต่กลับร่วมเร่งเร้าให้คนชุดดำลงมือพร้อมกับรัชทายาท
“พวกเจ้าคิดจะจับข้างั้นหรือ ไม่มีทาง!”
ว่าจบฮ่องเต้เฉินจี๋ก็ทรงเปิดเบาะรองพระที่นั่งและหยิบกริชออกมา
ขณะที่กำลังจะปลิดชีพพระองค์เอง แสงสว่างสีขาวก็พุ่งเข้ามาในท้องพระโรง
ถัดมาพระองค์ก็เห็นฉินเจิ้น ชิ่นเอ๋อร์ จูเอ๋อร์ เลี่ยวอิ้นและคนอื่น ๆ ลอยตัวลงมา พวกเขาทั้งหมดถือดาบทมิฬไว้ในมือและกำลังสังหารกลุ่มคนชุดดำที่อยู่นอกท้องพระโรงอย่างบ้าคลั่ง
“ฝ่าบาท! แม่ทัพฉินและองค์หญิงเก้าส่งคนมาช่วยเหลือพระองค์ให้พ้นภัยแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ขันทีคนสนิทคว้ามีดสั้นจากมือฮ่องเต้ไป
ครู่ก่อนยังคงมีท่าทีเด็ดเดี่ยวราวกับพร้อมตายแทนได้ บัดนี้เฉินจี๋กลับทรุดกายลงนั่งบนบัลลังก์มังกรด้วยท่าทีอ่อนแรง