ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 719 คุ้มกันฝ่าบาท
บทที่ 719 คุ้มกันฝ่าบาท
“เร็วเข้า! จับตัวคนแก่ตายยากเอาไว้!”
องค์รัชทายาทหันกลับไปมอง พลันแปรเปลี่ยนสีหน้าเมื่อทอดพระเนตรเห็นฉินเจิ้นและพวก
วังหลวงแห่งนี้ถูกพวกเขากับเหล่าขุนนางล้อมไว้หมดแล้ว องค์รัชทายาทคิดไม่ตกว่าฉินเจิ้นและชิ่นเอ๋อร์เข้ามาได้อย่างไร
“เร็วเข้า! สกัดพวกมันเอาไว้!”
เจ้ากรมพิธีการชี้ไปที่ประตูพลางตะโกนก้อง
องค์รัชทายาทเร่งเร้าให้คนชุดดำไปล้อมโจมตีฮ่องเต้
“คุ้มครองฝ่าบาท!”
ขันทีคนสนิทกำฝูเฉิน*[1]ในมือ ตึงให้ตรงกลายเป็นอาวุธสังหาร
ฉินเจิ้นและเลี่ยวอิ้นต่างก็เป็นองค์รักษ์ของฮ่องเต้ แต่หากจะกล่าวถึงผู้ที่ใกล้ชิดฮ่องเต้มากที่สุด และสมควรได้ชื่อว่าเป็นองค์รักษ์ประจำพระองค์ที่สุด ก็คงเป็นขันทีคนสนิทผู้นี้
ชินเจิ้นและเลี่ยวอิ้นยังต้องผลัดเปลี่ยนเวรยามพักผ่อน แต่ขันทีคนสนิทไม่เคยต้องผลัดเปลี่ยนเวรยามเลย
แม้แต่เวลาองค์ฮ่องเต้และนางสนมบรรทมเคียงข้างกัน ขันทีคนสนิทก็ยังคงเฝ้าอยู่เบื้องหลังฉากกั้น
บรรดาองครักษ์หลวงที่ฮ่องเต้ทรงฝึกฝน ล้วนอยู่ภายใต้บัญชาของขันทีผู้นี้
แท้จริงแล้วตัวขันทีคนสนิทผู้นี้ก็เป็นยอดฝีมือในบรรดาองครักษ์หลวงเช่นกัน
เพียงแต่ครั้งนี้นักฆ่าชุดดำมีจำนวนมากล้นเกิน ทั้งยังมีทั้งผู้มีอิทธิพลและนักฆ่าฝีมือฉกาจที่องค์รัชทายาททรงฝึกฝนปะปนอยู่ด้วย ขันทีผู้นี้จึงรู้ดีว่าตนมิอาจต้านทานไหว จึงมิได้ยับยั้งการปลิดชีพตนเองของฮ่องเต้เฉินจี๋
ในสถานการณ์เช่นนั้น การปลิดชีพตนเองนับเป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้วสำหรับพระองค์
ขันทีคนสนิทตัดสินใจแล้ว หากฮ่องเต้ผู้นี้สิ้นพระชนม์ เขาจะสั่งให้ทหารชุดเกราะแดงที่เหลือต่อสู้กับกับกลุ่มคนชุดดำจนตัวตาย
ส่วนตัวเขาจะไปสังหารองค์รัชทายาทและเจ้ากรมพิธีการ
ทว่าฮ่องเต้ยังไม่ทันได้ปลิดพระชนม์ชีพ ฉินเจิ้นกับพวกก็ปรากฏกายขึ้นเสียก่อน
องค์รัชทายาททรงหันหลังให้ทางเข้าพระที่นั่ง จึงไม่ได้ทรงเห็นเหตุการณ์ แต่ขันทีคนสนิทกลับเห็นฉินเจิ้น ชิ่นเอ๋อร์และคนอื่น ๆ กระโดดลงมาจากที่สูง
จากนั้นขันทีคนสนิทยังเห็นเชือกสองเส้นทิ้งตัวลงมา ตามด้วยผู้คุ้มกันภัยที่สวมชุดจิ้นจวงสีดำไต่เชือกลงมาอย่างคล่องแคล่ว
เบื้องหน้ามีเพียงพื้นที่ว่างเปล่า ขันทีคนสนิทครุ่นคิดเท่าใดก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่าฉินเจิ้นโรยตัวมาจากที่ใด แล้วยิ่งไม่อาจหยั่งรู้ว่าเชือกเส้นนั้นมาจากแหล่งใด!
ทว่าขันทีคนสนิทก็รู้ดีว่ายามนี้มิใช่เวลาครุ่นคิดเรื่องนี้ เขารีบตั้งสติแล้วออกคำสั่งแก่ทหารชุดเกราะแดงให้ล้อมวงรอบบัลลังก์มังกรเอาไว้!
“แม่ทัพฉินเจิ้นมาแล้ว พวกเรามีกองกำลังเสริมแล้ว!”
ขันทีคนสนิทตะโกนก้อง “จงยืนหยัดและต่อต้านไว้ รอแม่ทัพฉินเจิ้นนำกำลังพลมาสมทบ พวกกบฏล้วนต้องตายตกไป พวกเราจะต้องเป็นวีรบุรุษผู้พิทักษ์ฮ่องเต้!”
“หากผ่านพ้นค่ำคืนนี้ไปได้ ทุกคนจะได้เลื่อนยศขึ้นอีกหนึ่งขั้น และรับพระราชทานรางวัลคนละร้อยตำลึงเงิน!”
ในที่สุดเฉินจี๋ก็ได้สติ กลับมาตั้งตัวได้ทันรีบกล่าวเสริมคำพูดของขันทีคนสนิททันที
ทหารชุดเกราะแดงและองครักษ์หลวงล้วนถูกฝึกฝนมาเป็นนักรบถวายชีวิต เมื่อได้ยินคำรับรองของเฉินจี๋ พวกเขาก็ยิ่งทุ่มชีวิตเข้าต่อสู้ จนสามารถต้านทานการโจมตีอันบ้าคลั่งของพวกชุดดำเอาไว้ได้
ท่ามกลางการต่อสู้ที่ดุเดือด ขันทีคนสนิทได้ยินเสียงตะโกนของฉินเจิ้นดังมาจากนอกตำหนักว่า “อิ๋นเชวี่ย คุ้มกันฝ่าบาท!”
ขันทีคนสนิทผละสายตาออกไปมองภายนอก เห็นวัตถุทรงกลมสีดำหลายลูกลอยเข้ามาในตำหนัก
ขันทีคนสนิทมิใช่เพียงแค่หัวหน้าขององครักษ์หลวงเท่านั้น แต่ยังดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองอีกคน จึงย่อมรู้จักระเบิดแสงเป็นอย่างดี
เมื่อรวมกับแสงสีขาวที่แผ่ออกมาจากด้านนอกตำหนักก่อนหน้านี้ เขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าก้อนสีดำนั้นคืออะไร จึงรีบเอามือปิดตาทันที
องครักษ์หลวงและทหารชุดเกราะแดงที่หันหน้าเข้าหาท้องพระโรง ก็เห็นก้อนสีดำนั้นเช่นกัน ผู้ที่มีปฏิกิริยาไวก็ปิดตาในทันทีเหมือนกับขันทีคนสนิท
เจ้ากรมพิธีการก็รู้ตัว จึงกระทืบเท้าเตือนว่า “เร็วเข้า ทุกคนปิดตาไว้!”
น่าเสียดายที่พวกชุดดำล้วนเป็นทหารฝีมือดีที่องค์รัชทายาทและขุนนางใหญ่ฝึกฝนมาอย่างลับ ๆ พวกเขาไม่รู้ข่าวคราวภายนอก ส่วนใหญ่จึงไม่รู้ว่าระเบิดแสงคืออะไร อีกทั้งยังหันหลังให้ประตูท้องพระโรง จึงไม่เห็นว่ามีคนโยนของเข้ามา
ในยามออกศึกจะให้เอามือปิดตาได้อย่างไรกัน?
บัดนั้น พวกคนชุดดำจึงจำต้องเลือกระหว่างบุกต่อไปหรือหันไปมองเจ้ากรมพิธีการด้วยความฉงน
ชั่วพริบตา ภายในหงเต๋อเตี้ยนก็เปล่งแสงขาววาบขึ้นหลายสาย พวกคนชุดดำเกือบทุกคนต่างถูกแสงสว่างวาบจนตาพร่ามัว!
สบโอกาสเช่นนี้ ขันทีคนสนิทก็มิอาจปล่อยโอกาสให้หลุดมือ รีบตวาดลั่นว่า “ปาเกอ ฮุยหมาเชวี่ย เฮยสุ่น บุก!”
สุดยอดองครักษ์ทั้งสามชักดาบยาวออกมาอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนเป็นมีดสั้น พุ่งทะยานเข้าไปในกลุ่มคนชุดดำเพื่อเปิดฉากโต้กลับ
เมื่อมีดสั้นในมือพลิกฟาดฟันขึ้นลงราวกับสายฟ้าแลบ กรีดเฉือนผ่านลำคอของพวกคนชุดดำไปทีละคนทีละคน
ณ บริเวณประตูทางเข้าท้องพระโรง ฉินเจิ้นกับชิ่นเอ๋อร์ก็กรูกันเข้ามากวาดล้างศัตรู
เหล่าองครักษ์หลวงล้วนมีฝีมือเหนือชิ่นเอ๋อร์ทั้งสิ้น เดิมทีพวกชุดดำได้เปรียบด้านจำนวนพล จึงบีบฮ่องเต้จนมาถึงขั้นนี้ได้
แต่บัดนี้พวกชุดดำทั้งหมดถูกแสงวาบจนตาบอด สถานการณ์พลิกผันในพริบตา
กริชในมือของเหล่าองครักษ์หลวงและฉินเจิ้นกลายเป็นเคียวยมทูตกวาดล้างชีวิตของพวกชุดดำอย่างไม่ปรานี
ส่วนลานกว้างหน้าท้องพระโรง เหล่าผู้คุ้มกันภัยที่นำโดยต้าหลิวก็ไม่ปรานีเช่นกัน พวกเขาต่างรุมสังหารอย่างบ้าคลั่ง
หลังจากที่เหล่าอิงควบคุมบอลลูนลมร้อนลงจอดบนพื้นที่โล่งแล้ว
องค์หญิงเก้าทรงเป็นห่วงฮ่องเต้ จึงรีบเสด็จออกจากตะกร้าแล้วตรงไปยังท้องพระโรงทันที
จินเฟิงรีบพาเป่ยเชียนสวินตามองค์หญิงเก้าไป
ในตอนนั้น กลุ่มคนชุดดำในท้องพระโรงใกล้ถูกสังหารหมดแล้ว ขณะที่จินเฟิงก้าวเข้าไปในท้องพระโรง ก็ได้ยินขันทีคนสนิทเอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่ทัพฉิน อย่าเพิ่งฆ่าให้หมด เหลือไว้สักสองสามคนเถิด”
“วางใจเถิด ข้ารู้ดี!”
“รับคำบัญชา” ฉินเจิ้นรับคำแล้วเก็บกริช ก่อนจะฟาดปลอกกริชเข้าที่ท้ายศีรษะของชายชุดดำอย่างแรง
เลี่ยวอิ้นเดินตามมาติด ๆ พร้อมกับเชือกที่เตรียมไว้ เมื่อใดที่ฉินเจิ้นฟาดชายชุดดำสลบ เขาก็จะตามไปมัดไว้ทันที
ทางด้านเจ้ากรมพิธีการซ่อนตัวอยู่หลังเสาตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
องค์รัชทายาททรงโชคไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากตอบสนองช้าไปเพียงนิด ทำให้ถูกแสงวาบจนมองไม่เห็นไปชั่วขณะ
ครั้นเมื่อกลับมามองเห็นอีกครั้ง หน้าก็ซีดเผือดด้วยความตกใจ
ชายชุดดำตายก็ตายไป ถูกจับก็ถูกจับไป…
แต่เมื่อเห็นฉินเจิ้นเดินมา รัชทายาทก็หันหลังวิ่งออกไปนอกท้องพระโรง
แต่เพิ่งวิ่งไปได้สองก้าว ก็เห็นจินเฟิงและองค์หญิงเก้าเดินเคียงข้างกันมา
องค์รัชทายาทกลอกตาไปมา ชักมีดสั้นที่เอวออกมาแล้วพุ่งเข้าหาองค์หญิงเก้า
บัดนี้สถานการณ์เลวร้ายแล้ว มีเพียงการจับตัวองค์หญิงเก้าไว้เท่านั้นที่จะทำให้เขามีโอกาสรอดชีวิต
ยามนี้จูเอ๋อร์กับชิ่นเอ๋อร์ไม่ได้อยู่เคียงข้างองค์หญิงเก้า จึงนับเป็นโอกาสเหมาะที่องค์รัชทายาทจะลงมือ
ทว่ายังมิทันที่องค์รัชทายาทจะเข้าใกล้ เป่ยเชียนสวินก็พุ่งวาบออกจากด้านหลังของจินเฟิง ปรากฏกายขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะวาดขาเตะออกไปที่ข้อมือขององค์รัชทายาทอย่างรวดเร็ว
กริชในมือขององค์รัชทายาทร่วงหล่นลงพื้น เสียงโลหะกระทบพื้นดังก้อง
“เชียนสวิน ไว้ชีวิตมัน!”
องค์หญิงเก้าเห็นเป่ยเชียนสวินจะลงมือสังหาร จึงรีบเอ่ยปากห้ามปราม
เป่ยเชียนสวินหันไปมองจินเฟิงแวบหนึ่ง พบว่าจินเฟิงพยักหน้า ดาบทมิฬจึงเปลี่ยนจากการฟันเป็นการตบฟาดลงบนต้นคอขององค์รัชทายาทอย่างแรง
องค์รัชทายาทตาพร่าเลือนแล้วสลบไป
ในเวลานี้ชายชุดดำที่ประตูท้องพระโรงก็ถูกผู้คุ้มกันภัยกำจัดจนหมดสิ้น
ทั้งภายในและภายนอกหงเต๋อเตี้ยนตกอยู่ในมือของผู้คุ้มกันภัย องครักษ์หลวงและทหารชุดเกราะแดงอย่างสมบูรณ์
“อู่หยาง ธิดาของพ่อ หากเจ้ามาช้ากว่านี้อีกเพียงก้าวเดียว พ่อคงมิได้พบเจ้าอีกแล้ว!”
ฮ่องเต้ตรัสพลางลุกขึ้นจากบัลลังก์มังกร และก้าวอย่างโซเซไปทางองค์หญิงเก้า ดวงตาแดงก่ำราวกับจะหลั่งน้ำตาออกมา
“เสด็จพ่อ ตั้งสติด้วยเพคะ!”
องค์หญิงเก้าทรงเป็นห่วง เกรงว่าฮ่องเต้จะหลั่งน้ำตาต่อหน้าทุกคน จึงรีบชี้ไปทางจินเฟิงแล้วเบี่ยงประเด็น “เสด็จพ่อ ทรงปรารถนาจะพบท่านอาจารย์จินมานานแล้วมิใช่หรือ ลูกจะทูลแนะนำให้รู้จัก นี่คือท่านอาจารย์จินแห่งจินชวน”
!!!
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นจินเฟิงอยู่ก่อนแล้ว แต่พระองค์ทรงเข้าพระใจว่าเป็นองครักษ์ขององค์หญิงเก้าจึงมิได้ใส่ใจ
ครั้นพอได้ยินว่าเป็นจินเฟิง อารมณ์ที่พยายามรักษาให้สงบพลันไม่คงที่ขึ้นมาทันใด
[1] ฝูเฉิน (拂尘) คือ แส้ขนหางจามรีของขันที