ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 721 ปราบปรามกบฏ
บทที่ 721 ปราบปรามกบฏ
ครั้งนี้ที่จินเฟิงมาเมืองหลวง เขาก็ได้เตรียมใจไว้แล้วว่าต้องสู้รบและอาจต้องหนี ดังนั้นจึงให้เหล่าอิงเตรียมบอลลูนลมร้อนขนาดใหญ่ไว้ โดยบอลลูนลมร้อนแต่ละลูกก็ยังสามารถบรรทุกคนได้ถึงสิบห้าคน
ตะกร้าของเร่อชี่ฉิวถูกมู่ลี่บังไว้ ในสายตาของเฉินจี๋มันจึงดูคล้ายบ้านหลังใหญ่ลอยได้
เมื่อเห็น ‘บ้าน’ ลอยขึ้นไป เฉินจี๋ก็ตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
แท้จริงแล้วหลังการศึกต้าหม่างพัว ในท้องพระโรงก็มีขุนนางมากมายทูลขอให้ฮ่องเต้ส่งคนไปหาจินเฟิง เพื่อขอวิธีการสร้างระเบิดสายฟ้าและระเบิดมือ ห้ามมิให้จินเฟิงสร้างและใช้งานมันอีก
ทว่าข้อเสนอนี้ถูกคัดค้านอย่างถึงที่สุดโดยฝ่ายสนับสนุนสงคราม ซึ่งนำโดยชิ่งกั๋วกง
องค์หญิงเก้าเสด็จกลับวังหลวงเมื่อปีก่อนและทรงมีปากเสียงกับฮ่องเต้ ก็มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้ด้วย
แม้เฉินจี๋จะเป็นคนหูเบา แต่ก็มิได้โง่เขลา เขาจึงรู้ดีว่าที่ต้าคังเป็นปึกแผ่นเช่นทุกวันนี้ จินเฟิงล้วนมีคุณูปการใหญ่หลวง
หลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจทำตามคำแนะนำขององค์หญิงเก้า ไม่เข้าไปแทรกแซงการพัฒนาของจินเฟิง
เพียงแต่ส่งสายลับไปยังจินชวนเพิ่มขึ้น เพื่อเฝ้าจับความเคลื่อนไหวของจินเฟิงและสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนอย่างลับ ๆ
ตอนนั้นองค์หญิงเก้าทรงโกรธอย่างมาก จึงตรัสวาจาหนักแน่นกว่าปกติ ถึงขั้นตรัสว่า หากห้ามไม่ให้จินเฟิงสร้างระเบิดมือและระเบิดแสงก็เท่ากับเป็นการบีบให้จินเฟิงก่อกบฏ
ยังมีการกล่าวอ้างว่าจินเฟิงมีอาวุธที่ร้ายแรงยิ่งกว่าธนูจ้งหนู่และระเบิดมือ หากคิดก่อกบฏขึ้นมาต้าคังพินาศแน่แท้
แท้จริงแล้ว องค์หญิงเก้าเพียงแต่คาดเดาเท่านั้น เรื่องที่กล่าวไปล้วนใช้วิธีข่มขู่เฉินจี๋เท่านั้น เฉินจี๋เองก็ยังคลางแคลงใจอยู่บ้าง
แต่เมื่อได้เห็นเร่อชี่ฉิวด้วยตาตนเอง เฉินจี๋ก็ไม่หลงเหลือความเคลือบแคลงสงสัยอีกต่อไป มีเพียงความยินดีปรีดา
โชคยังดีที่ก่อนหน้านี้เขาเชื่อฟังองค์หญิงเก้า ไม่อย่างนั้นหากจินเฟิงส่งคนมาบนบ้านที่ลอยได้เช่นนี้มาพร้อมกับระเบิดมือ ใครเล่าจะหยุดยั้งการสังหารได้
แม้แต่วังหลวงก็สามารถระเบิดกลายเป็นจุณได้!
อีกแง่หนึ่งบอลลูนลมร้อนกับระเบิดมือก็เปรียบเสมือนกองทัพอากาศรุ่นประหยัด
ผู้คุ้มกันภัยที่นำโดยเหล่าอิง ก็คือนักบินรุ่นแรกของต้าคัง
เพื่อความไม่ประมาท จินเฟิงให้เหล่าอิงนำนักบินมาหนึ่งหมวด พร้อมบอลลูนลมร้อนอีกหลายสิบลูก
หลังจากฉินเจิ้นและต้าหลิวจากไป ก็มีบอลลูนลมร้อนอีกสองลูกร่อนลงมา
ในขณะที่เฉินจี๋กำลังมองด้วยความตื่นตะลึงและสงสัย จู่ ๆ ก็มีเสียงระเบิดดังสนั่นมาจากที่ไม่ไกลนัก
“แย่แล้ว วังหลัง!”
เฉินจี๋เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวังหลังยังคงถูกคนชุดดำล้อมอยู่ จึงเอ่ยปาก “อู่หยาง รีบไปช่วยท่านแม่เจ้าเร็วเข้า!”
องค์หญิงเก้าได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะทำตากลมใส่
กว่าจะนึกขึ้นได้ วังหลังก็คงโดนเล่นงานไปแล้ว!
แต่อย่างไรองค์หญิงเก้าก็รู้ดีว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาโต้แย้งกับเฉินจี๋จึงกล่าวปลอบใจ “เสด็จพ่อวางพระทัยเถิด ตอนที่ลูกมา ลูกดูจากบนฟ้า เห็นพวกคนชุดดำแค่ล้อมวังหลังไว้เท่านั้น พวกเขายังไม่ได้เข้าไปและข้าให้ท่านอาจารย์ส่งคนไปช่วยเหลือแล้ว”
ที่วังหลังนั้นเป็นที่ประทับของสนมเอกของเฉินจี๋ที่ล้วนอาวุโสกว่าองค์รัชทายาท
ก่อนหน้านี้ องค์รัชทายาทยังทรงหวังว่าเฉินจี๋จะทรงออกพระราชโองการสละราชสมบัติ จึงไม่กล้าทำอันใดต่อวังหลัง มิเช่นนั้นคงจะปิดปากประชาชนทั้งแผ่นดินไม่ให้ครหาไม่ได้
ครั้นองค์หญิงเก้าเสด็จเข้าวัง นอกจากจะทรงเป็นห่วงฮ่องเต้แล้ว ยังทรงเป็นห่วงมารดาของนางอีกด้วย
จึงรับสั่งให้จินเฟิงส่งผู้คุ้มกันไปเฝ้าวังหลัง
ตอนนี้คาดว่าคงจะเกิดการต่อสู้ขึ้นแล้ว
ต่อมาไม่นาน ก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นอีกหลายครั้งจากจุดนั้น
องค์หญิงเก้าและเฉินจี๋ต่างก็มีสีหน้าวิตกกังวล
แต่วังหลังนั้นอยู่ห่างจากหงเต๋อเตี้ยนอยู่พอสมควร ยามนี้ภายในวังล้วนเต็มไปด้วยคนชุดดำ พวกจินเฟิงมีกำลังพลน้อยกว่ามาก ทางที่ดีที่สุดคือตั้งรับอยู่ในหงเต๋อเตี้ยน รอจนกว่าแม่ทัพฉินเจิ้นจะควบคุมกองทหารรักษาพระองค์ได้ แล้วจึงค่อยส่งคนมาช่วยเหลือ
หากบุ่มบ่ามบุกตะลุยออกไปช่วยเหลือวังหลังในตอนนี้ เกิดพลิกแพลงพ่ายแพ้ขึ้นมาจะทำเช่นใด
ด้วยเหตุนี้ องค์หญิงเก้าและฮ่องเต้เฉินจี๋จึงไม่ได้เอ่ยปากถึงเรื่องนี้ออกมา
“เหล่าชี พาพี่น้องของเราขึ้นไปดูหน่อยว่าวังหลังเป็นอย่างไรบ้าง!”
จินเฟิงมองไปทางผู้คุ้มกันคนหนึ่ง
ต้าหลิวไประดมผู้คน เหล่าชีจึงรับหน้าที่บัญชาการชั่วคราว
“ทราบ!”
เหล่าชีรับคำแล้วขึ้นไปบนเรือชี่ฉิว
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เหล่าชีก็ตะโกนลงมาจากด้านบนว่า “ประตูใหญ่ของวังหลังถูกพวกพี่น้องของเรายึดได้แล้ว พี่น้องจากค่ายเฟยเหนี่ยวกำลังโยนระเบิดมือเพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่ต่อสู้อยู่บนพื้นดิน!”
“สถานการณ์การรบเป็นอย่างไรบ้าง?” จินเฟิงขมวดคิ้วถาม
ระเบิดมืออาจทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อพวกเดียวกันได้ง่าย ดังนั้นก่อนออกเดินทาง เหล่าอิงได้กำชับผู้คุ้มกันภัยเป็นพิเศษว่าหากไม่จำเป็นที่สุดไม่ควรใช้ระเบิดมือ
ดังนั้นในการโจมตีก่อนหน้านี้ ผู้คุ้มกันภัยจึงใช้เพียงระเบิดสตันในการโยนเท่านั้น
ตอนนี้ฝ่ายวังหลังเริ่มใช้ระเบิดมือ จินเฟิงจึงรู้สึกกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับการต่อสู้ของวังหลัง
“ท่านอาจารย์วางใจได้ พวกข้ามีระเบิดมือและระเบิดแสง พวกชุดดำไม่กล้าเข้าใกล้ประตูใหญ่แน่!”
เหล่าชีตะโกนลงมาจากด้านบน
แต่เพิ่งตะโกนจบก็ร้องตกใจขึ้นมาอีก “ไอหยาแย่แล้ว! พวกชุดดำพังกำแพงด้านทิศตะวันตกของตำหนักเข้ามาแล้ว!”
หงเต๋อเตี้ยนเป็นสถานที่ทรงงานของฮ่องเต้และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ กำแพงสูงและหนา ด้านบนยังมีหนามแหลมป้องกันการปีนป่าย ผู้คุ้มกันภัยเพียงแค่ปิดประตูใหญ่ทั้งสองด้าน พวกชุดดำก็ไม่มีทางเข้ามาได้
แม้กำแพงวังหลังจะมีหนามแหลมป้องกันการปีนป่ายเช่นกัน แต่ตัวกำแพงเป็นเพียงอิฐสีเขียวธรรมดาก่อชั้นเดียว พวกชุดดำยกเสาไม้พังกำแพงได้อย่างง่ายดาย
ได้ยินดังนั้น องค์หญิงเก้าก็ยิ่งมีสีหน้าหนักใจ
ชิ่งเฟย มารดาของนางอยู่ที่ตำหนักซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกำแพงทิศตะวันตก
“เลี่ยวอิ้น อิ๋นเชวี่ย ฉินหมิง พวกเจ้าจงนำกำลังไปเสริมทัพที่วังหลังโดยพลัน!”
“ทราบ!”
ฉินหมิงรับคำอย่างองอาจ แต่เลี่ยวอิ้นและอิ๋นเชวี่ยกลับหันไปมองเฉินจี๋
“พวกเจ้าจ้องข้าทำไม ฟังคำสั่งของอู่หยางสิ รีบไปวังหลังเดี๋ยวนี้!”
เฉินจี๋ก็รู้สึกร้อนใจเช่นกัน
เลี่ยวอิ้นและอิ๋นเชวี่ยรีบรวบรวมทหารชุดเกราะแดงและองครักษ์หลวงทันที
จินเฟิงก็สั่งให้คนนำหีบระเบิดสตันและระเบิดมือมามอบให้ฉินหมิง
จากนั้นก็สั่งให้เหล่าชีเตรียมบอลลูนลมร้อนสองลูก ลูกหนึ่งไปเสริมกำลังที่วังหลังก่อน อีกลูกนำทางให้ฉินหมิงและคณะ
หลังจากฉินหมิงและคนอื่น ๆ จากไปไม่นาน ดอกไม้ไฟสีม่วงสองดอกก็พุ่งสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน ห่างออกไปหลายลี้
“ยอดเยี่ยม! ฉินเจิ้นลงมือสำเร็จแล้ว!”
องค์หญิงเก้าทอดพระเนตรดอกไม้ไฟด้วยความตื่นเต้นเป็นล้นพ้น
จินเฟิงก็เหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก
นี่เป็นสัญญาณที่พวกเขานัดหมายกับฉินเจิ้นไว้ ดอกไม้ไฟสีม่วงสองดอกหมายความว่าฉินเจิ้นได้กำจัดเฝิงซื่อเฉิงและเฉินซินผิงได้แล้ว และได้เข้าควบคุมทหารรักษาพระองค์อีกครั้ง
การควบคุมทหารรักษาพระองค์ ก็เท่ากับควบคุมกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองหลวง
หลังจากฉินเจิ้นเข้ายึดครองกองกำลังทหารรักษาพระองค์แล้ว เขายังไม่ได้กลับไปเยี่ยมบิดาที่ยังไม่รู้ชะตากรรม ไม่ได้ไปที่ตำหนักบูรพาเพื่อจัดการศพน้องชาย สิ่งแรกที่เขาทำคือนำกำลังพลทหารรักษาพระองค์เข้าเสริมกำลังที่วังหลวง
ส่วนผู้คุ้มกันภัยที่นำโดยต้าหลิวก็มาถึงแล้วเช่นกัน
…
ค่ำคืนนี้ ทั่วทั้งวังหลวงก็เต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องและเสียงระเบิด การต่อสู้ดำเนินไปตั้งแต่กลางดึกจนถึงเช้า
ชาวบ้านนับไม่ถ้วนต่างตื่นตระหนกจากเสียงระเบิด พากันออกจากบ้านเรือนมองไปทางพระราชวัง
เหล่าขุนนางผู้มีอำนาจไม่มีใครได้นอนหลับเลยสักคน
การคิดคดทรยศเป็นความผิดร้ายแรงที่ต้องประหารทั้งตระกูล ข้าราชการส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงการกระทำของรัชทายาทในคืนนี้มาก่อน
แต่ผู้ที่สามารถยืนหยัดอยู่ในเมืองหลวงได้ ใครเล่าจะไม่มีสายลับ? ข่าวที่ทหารรักษาพระองค์ถูกแย่งชิงอำนาจ และรัชทายาทนำทัพเข้าวัง แพร่สะพัดไปในหมู่ขุนนางในเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว
ข้าราชการบางคนที่มีนิสัยซื่อตรง นำบรรดาคนรับใช้และนักเลงมาเพื่อเข้าวังปกป้องฮ่องเต้ แต่คนเหล่านี้ล้วนถูกชายชุดดำดักซุ่มโจมตีโดยไม่มีข้อยกเว้น ชะตากรรมของพวกเขาคงไม่ต้องบอกก็รู้ได้
ขุนนางที่เหลือเปลี่ยนชุดเครื่องแบบราชสำนักที่จวนแล้วรอคอยผลลัพธ์อย่างเงียบงัน
หากรัชทายาทชนะ พวกเขาก็จะเข้าเฝ้าถวายพระพรฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ แต่หากฮ่องเต้ชนะ พวกเขาก็จะเหยียบย่ำรัชทายาท…
ในใจของขุนนางส่วนใหญ่ รัชทายาทมีโอกาสชนะมากกว่า เพราะพวกเขาได้ยินมาว่าทหารรักษาพระองค์ถูกรัชทายาทควบคุมไว้แล้ว อีกทั้งรัชทายาทยังมีทหารชุดดำอีกมากมาย ส่วนฮ่องเต้ มีเพียงทหารชุดเกราะแดง โอกาสที่จะต้านทานรัชทายาทนั้นน้อยเหลือเกิน
แต่เมื่อรุ่งสาง ข่าวที่ส่งกลับมาดันเกินความคาดหมายของขุนนางทั้งหมด
รัชทายาทพ่ายแพ้แล้ว!
ฉินเจิ้นได้กลับมามีอำนาจควบคุมทหารรักษาพระองค์อีกครั้ง เหล่าชุดดำในพระราชวังก็ถูกกำจัดจนสิ้น!