ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 722 ลูกจะสังหารตระกูลผู้มีอำนาจเอง!
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 722 ลูกจะสังหารตระกูลผู้มีอำนาจเอง!
บทที่ 722 ลูกจะสังหารตระกูลผู้มีอำนาจเอง!
ยามที่ผู้คนขาดความรื่นเริงบันเทิงใจ ต่างก็เข้านอนแต่หัวค่ำและตื่นแต่เช้าตรู่
หากเป็นวันปกติ เพียงแสงทองส่องฟ้า ถนนใหญ่ในเมืองหลวงก็จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คน
ทว่าวันนี้นั้น แม้ดวงตะวันจะลอยสูงกว่ากำแพงเมืองแล้ว แต่บนท้องถนนทั่วทั้งเมืองหลวงกลับไร้เงาผู้คน มีเพียงทหารรักษาพระองค์ถืออาวุธวิ่งผ่านไปมาด้วยสีหน้าเร่งรีบ
เมื่อวานค่ำ ประตูเมืองหลวงถูกปิดตาย ข่าวที่ชาวตงหมานยกทัพมาถึงแพร่สะพัดไปทั่ว ทำเอาผู้คนในเมืองหลวงต่างพากันหวาดหวั่น
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคืนยังมีเสียงการต่อสู้ดังมาจากพระราชวังตลอดทั้งคืน ยิ่งทำให้ผู้คนวิตกกังวลหนักขึ้นไปอีก
เมืองหลวงอันกว้างใหญ่ไพศาล ถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอันกดดันอย่างยิ่ง
บรรยากาศเช่นนี้ดำเนินไปจนกระทั่งราวเก้าโมงเช้าจึงถูกทำลายลง
ประตูใหญ่ของวังหลวงที่ปิดมาตลอดทั้งคืนถูกเปิดออก เหล่าขันทีวิ่งออกมานำพระบัญชาของฮ่องเต้ไปยังทุกหนแห่งในเมืองหลวง
บรรดาขุนนางข้าราชการที่เตรียมพร้อมไว้แล้วไม่กล้าลังเล รีบเร่งมุ่งหน้าสู่วังหลวงในทันที
ที่ลานหน้าประตูพระราชวัง รถม้าหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ
พวกข้าราชการพากันมารวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย กระซิบกระซาบพูดคุยกัน
“กลิ่นคาวเลือดรุนแรงเช่นนี้ คืนก่อนในวังหลวงตายไปกี่คนกัน?”
“ได้ยินมาว่าเมื่อคืนองค์รัชทายาททรงนำทหารชุดดำมาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2,000 คน ตอนนี้ยังไม่มีผู้ใดออกมาเลย”
“ไม่ใช่ว่าพวกเขาถูกสังหารจนหมดสิ้นนะ”
“ยากจะคาดเดา เมื่อวานฉินเผิงก็ถูกลอบสังหาร ฉินจงก็ถูกองค์รัชทายาทจับแขวนคอจนสิ้นใจ ฉินเจิ้นคงจะต้องคลุ้มคลั่งเป็นแน่ ครั้นกุมอำนาจกองทหารรักษาพระองค์ได้ สิ่งแรกที่ทำคือล้อมวังหลวงไว้ ต่อสู้กันทั้งคืน คาดว่าคงมีคนตายไม่น้อย”
“เมื่อวานข้าได้ยินมาว่าฉินเจิ้นถูกกักไว้ที่นอกประตูเมืองแล้ว แล้วเขาเข้ามาในเมืองหลวงได้อย่างไร?”
“ตระกูลฉินคุมกองทหารรักษาพระองค์มากว่าหลายสิบปี ฉินเจิ้นต้องมีคนสนิทอยู่แน่ คาดว่าคงให้หย่อนตะกร้าลงมารับเข้าไป”
“เจ้าว่า ฝ่าบาทจะทรงปลอดภัยหรือไม่?”
“ผู้ใดจะรู้ได้ องค์รัชทายาททรงนำคนบุกวังหลวงตั้งแต่ยามจื่อ ฉินเจิ้นเพิ่งจะควบคุมทหารรักษาพระองค์ได้ในยามอิ๋น ครานั้นในวังหลวงมีทหารองครักษ์เพียงไม่กี่ร้อย ในขณะที่ทหารชุดดำที่องค์รัชทายาททรงนำมานั้นมีจำนวนหลายพัน ไม่รู้ว่าฝ่าบาทจะทรงต้านทานได้จนถึงเวลาที่ทหารรักษาพระองค์มาเสริมกำลังหรือไม่”
“ต้องทรงต้านทานได้อยู่แล้ว มิเช่นนั้นแล้วผู้ใดจะเป็นคนสั่งให้พวกเรามาเข้าเฝ้า?”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรเล่า อย่าได้เอ่ยอันใดอีกเลย มีคนมาแล้ว”
…
เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ต่างยืนรออยู่หน้าพระราชวังเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม จนกระทั่งผู้คนมาพร้อมหน้าจึงพากันเข้าไปภายใน
ศพที่อยู่ในวังหลวงนั้นเหล่าทหารรักษาพระองค์ได้จัดการเก็บกวาดไปหมดแล้ว แต่คราบโลหิตบนพื้นนั้นยังมิทันได้ชำระล้าง
พื้นหินที่ทอดยาวจากประตูวังบานแรกไปจนถึงประตูบานที่สองนั้น ล้วนถูกย้อมไปด้วยสีเลือดจนหมดสิ้น!
ครั้นผ่านประตูวังที่สอง เข้าไปอีกราวร้อยกว่าก้าว จึงจะถึงหงเต๋อเตี้ยน
เส้นทางช่วงนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิต ยิ่งกว่าก่อนหน้าในบางจุดที่พื้นดินต่ำยังมีแอ่งเลือดที่ยังไม่แห้งขังอยู่ ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
เดิมทีหงเต๋อเตี้ยนมีทหารชุดเกราะแดงประจำการอยู่ แต่ตอนนี้เหล่าขุนนางพบว่าผู้รักษาการณ์กลับกลายเป็นผู้คุ้มกันภัยจากสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนเสียแล้ว
“เหตุใดผู้คุ้มกันภัยจากสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนจึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
เหล่าขุนนางต่างพากันเคลือบแคลงใจยิ่งนัก
แต่เหล่าขุนนางที่ดำรงตำแหน่งมาจนถึงทุกวันนี้ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มากด้วยเล่ห์เหลี่ยมและไหวพริบ ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากซักถามแม้แต่คนเดียว ต่างพากันก้มหน้าก้มตาเดินเข้าไปในท้องพระโรง
เมื่อเข้ามาในหงเต๋อเตี้ยน เหล่าขุนนางต่างก็เงยหน้ามองไปยังบัลลังก์มังกรโดยมิได้นัดหมาย
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องผิดหวังก็คือ บนบัลลังก์มังกรนั้นว่างเปล่า
เวลานี้ฮ่องเต้กำลังทรงปรึกษาเรื่องบ้านเมืองกับฉินเจิ้นอยู่ในห้องทรงงาน
องค์หญิงเก้าประทับอยู่ด้านข้างและทรงเอ่ยตรัสขึ้นเป็นครั้งคราว
จินเฟิงนั้นหาได้สนใจในสิ่งที่พวกเขากล่าวไม่ เขาเพียงเเอบอิงกับพนักพิงอย่างเกียจคร้านพลางทอดสายตามองดูลวดลายแกะสลักบนคานด้านบน
เมื่อวานเขาวิ่งวุ่นไปทั้งวัน ยามค่ำคืนได้หลับตาลงชั่วครู่ก็ถูกฉินเจิ้นปลุกเสียแล้ว บัดนี้ความวุ่นวายในวังหลวงก็สงบลงแล้ว จินเฟิงมองดูลวดลายแกะสลักอยู่ครู่ใหญ่เปลือกตาก็เริ่มปรือลง
ยามที่ใกล้จะปิดเปลือกตาลง ชิ่งเฟยก็ยกถาดขนมเข้ามา
ภายหลังจากวังหลังสงบลง องค์หญิงเก้าทรงเป็นกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของชิ่งเฟย จึงทรงส่งคนไปรับนางมาอยู่ข้างกาย
ครั้นเห็นฮ่องเต้กำลังสนทนากับฉินเจิ้นและองค์หญิงเก้า ชิ่งเฟยจึงวางถาดขนมลงบนโต๊ะข้างกายจินเฟิง “นี่เป็นขนมของร้านหลิงซาน รสชาติอร่อยนัก จินเฟิงเจ้าลองชิมดูสิ”
ชิ่งเฟยนั้นเป็นท่านแม่ขององค์หญิงเก้า และเคยช่วยจินเฟิงโฆษณาสบู่หอมมาก่อน จินเฟิงประทับใจในตัวนางมาโดยตลอด จึงรีบลุกขึ้นนั่งตัวตรงพลางกล่าวว่า “ขอบคุณเหนียงเหนียง เช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว”
ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ จินเฟิงดื่มเพียงน้ำชาไปไม่กี่ถ้วย ก่อนหน้านี้ยังไม่รู้สึกอะไร พอมาเห็นขนมหวานเช่นนี้ ก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันที
ว่าแล้วจึงหยิบขนมหวานขึ้นมาทานอย่างไม่เกรงใจ
ขนมหวานนี้น่าจะเป็นเครื่องบรรณาการ รสชาติกรอบนอกนุ่มใน หอมหวานอร่อยลิ้น จินเฟิงกินไปหลายชิ้นกว่าจะหยุด
ชิ่งเฟยนั่งมองข้าอยู่ด้านข้าง นางยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้เอ่ยวาจาใด ๆ
ต่างจากฮ่องเต้ ชิ่งเฟยนั้นหมายมั่นจะได้ตัวจินเฟิงเป็นลูกเขยอยู่ก่อนแล้ว หลังจากเรื่องราวเมื่อคืนนางยิ่งแน่วแน่ในความคิดนี้
ครั้งนี้จึงสมดังคำโบราณที่ว่า ‘แม่ยายมองลูกเขย ยิ่งมองยิ่งถูกใจ’
แม้ว่าจินเฟิงจะหน้าหนา ก็ยังอดรู้สึกขัดเขินเมื่อถูกชิ่งเฟยจ้องมองนานเช่นนี้ไม่ได้ จึงคิดจะหาเรื่องคุยกับชิ่งเฟย แต่แล้วองค์หญิงเก้าก็ลุกขึ้นยืน
“เสด็จพ่อ ความสามารถของเฉินเหยวียนคว่าง ท่านย่อมรู้ดีกว่าลูก นอกจากรังแกชายหญิงเที่ยวหอนางโลม แล้วเขายังทำอะไรได้อีก?
หากปราศจากผู้อยู่เบื้องหลังคอยวางแผนให้ เขาจะกล้าคิดกบฏได้อย่างไร? เขาจะมีปัญญาฝึกฝนทหารเอกไว้ในเมืองหลวงมากมายเช่นนั้นได้อย่างไร?
หากเสด็จพ่อไม่ทรงเชื่อ ก็บัญชาให้กองราชองครักษ์ออกไปสืบดูเถอะเพคะ ลูกกล้ายืนยัน เฉินเหยวียนคว่างกับกองกำลังพลีชีพของเขา ต้องเป็นทหารที่พวกขุนนางใหญ่ฝึกฝนมาเป็นแน่!”
องค์หญิงเก้ามีน้ำเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย “พวกมันยุยงเฉินเหยวียนคว่างมาก่อกบฏ ล้มล้างราชบัลลังก์ เสด็จพ่อยังลังเลอะไรอีกเพคะ! หากเสด็จพ่อทรงฟังลูกแต่แรก เหตุการณ์เช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น!”
“อู่หยาง สิ่งที่เจ้าพูดพ่อย่อมเข้าใจ พ่อเองก็รู้ถึงภัยอันตรายของเหล่าขุนนางใหญ่ แต่ว่าพวกมันล้วนหยั่งรากลึก หากคิดกำจัด ต้องวางแผนระยะยาว มิเช่นนั้นจะทำให้บ้านเมืองสั่นคลอน!”
เฉินจี๋เผยสีหน้าลำบากใจ “รออีกหน่อยเถิด”
นิสัยของเขานั้นอ่อนแอเกินไป เมื่อคืนตอนเผชิญหน้ากับองค์รัชทายาท เขาเคยรู้สึกเสียใจ แต่ตอนนี้เหตุการณ์สงบลง เขาก็ปล่อยเลยตามเลยไม่อยากมีเรื่องกับเหล่าขุนนางใหญ่
“เสด็จพ่อ พวกขุนนางชั้นสูงยุยงให้รัชทายาทก่อกบฏชิงบัลลังก์ นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะลงมือ ทรงรอสิ่งใดอยู่อีก?”
องค์หญิงเก้าโกรธจนตบโต๊ะดังสนั่น “หากทรงปล่อยให้พวกเขาก่อกบฏชิงบัลลังก์ไปเช่นนี้ ต่อไปราชวงศ์จะมีศักดิ์ศรีใดเหลืออยู่? พวกเขาจะยิ่งทำตัวเหิมเกริมขึ้นไปอีก!”
“เหวินเอ๋อร์ พูดกับเสด็จพ่อของเจ้าให้ดี ๆ!”
ชิ่งเฟยกลัวว่าองค์หญิงเก้าจะทำให้ฮ่องเต้โกรธ จึงรีบออกหน้าเตือน
“ท่านแม่ ลูกขอร้องท่านอย่าได้พูดอะไรเลย!”
องค์หญิงเก้าทรงโบกมือห้ามชิ่งเฟยพลางตรัสว่า “เรื่องนี้น่ะเกี่ยวข้องถึงความอยู่รอดของราชสำนัก เกี่ยวพันกับชีวิตราษฎรมากมายในแคว้นต้าคัง ลูกต้องทูลให้เสด็จพ่อทรงทราบให้ได้เพคะ!”
“เจ้าพูดมาเถิด” เฉินจี๋เอ่ยอย่างจนใจ
“เสด็จพ่อเคยตรัสเองไม่ใช่หรือว่าบรรดาขุนนางและตระกูลใหญ่โตล้วนเป็นเสี้ยนหนามของแคว้นต้าคัง หากปล่อยปละละเลยไม่จัดการใด ๆ แคว้นต้าคังย่อมล่มสลายในมือของพวกมันเป็นแน่ เรื่องราวเมื่อคืนวาน ล้วนเป็นสิ่งยืนยันว่าที่เสด็จพ่อตรัสนั้นถูกต้อง!”
องค์หญิงเก้าตรัสต่อ “เสด็จพ่อเพคะ บัดนี้ถึงเวลาที่ต้องเฉือนเนื้อผ่าหนองรักษาแล้ว อย่าได้ทรงลังเลพระทัยอีกเลย!”
“แต่ว่ากองทัพตงหมานก็มาประชิดเมืองแล้ว เหตุใดเราไม่รอให้ขับพวกมันกลับไปก่อนเล่า เรื่องนี้ค่อยว่ากันอีกที” เฉินจี๋เอ่ยถาม
“เสด็จพ่อ ภัยจากตระกูลผู้มีอำนาจนั้นร้ายแรงยิ่งกว่าตงหมานเสียอีก!”
องค์หญิงเก้าผิดหวังในเฉินจี๋อย่างมาก นางถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “หากเสด็จพ่อยังลังเลอยู่ เรื่องต่อจากนี้ลูกและท่านอาจารย์จะจัดการเอง!”
“จัดการอะไร?” เฉินจี๋ถาม
“ท่านอาจารย์จะไปปราบตงหมาน! ส่วนลูกจะสังหารตระกูลผู้มีอำนาจเอง!”