ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 724 ปฏิรูปกองทัพและลดงบประมาณ
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 724 ปฏิรูปกองทัพและลดงบประมาณ
บทที่ 724 ปฏิรูปกองทัพและลดงบประมาณ
“ปฏิรูปกองทัพและลดงบประมาณหรือ?”
ฮ่องเต้เฉินจี๋เพิ่งจะเคยได้ยินคำนี้เป็นครั้งแรก พระองค์ทรงขมวดคิ้วพลางตรัสถามว่า “ปฏิรูปกองทัพและลดงบประมาณคือสิ่งใด?”
“ที่กล่าวว่าปฏิรูปกองทัพนั้นก็คือการยุบบรรดาแม่ทัพที่เหลวไหลไร้ความสามารถ ยกเลิกกองทัพที่พวกเขาบัญชาการ ทำเช่นนี้ย่อมสามารถลดทอนงบประมาณทางทหาร บรรเทาภาระของท้องพระคลังและราษฎรได้เป็นอย่างมาก!”
องค์หญิงเก้ากล่าวว่า “ส่วนการลดงบประมาณนั้นหมายถึงการลดจำนวนขุนนางลง ราชสำนักของต้าคังนั้นมีระบบราชการที่ซับซ้อนเกินไป บางกรมมีเพียงไม่กี่ตำแหน่งก็เพียงพอแล้ว แต่เหล่าตระกูลใหญ่กลับพยายามยัดเยียดคนของตัวเองเข้าไป ทำให้มีข้าราชการเพิ่มขึ้นเป็นสิบหรือกระทั่งหลายสิบคน
ยกตัวอย่างเช่น อำเภออินผิงแห่งเมืองตงผิง มีผู้ช่วยนายอำเภอถึง 5 คน เจ้าหน้าที่ปกครอง 6 คน เจ้าหน้าที่ควบคุมนักโทษ 7 คน ยังไม่รวมตำแหน่งอื่น ๆ เช่น เจ้าหน้าที่ตรวจตรา เจ้าหน้าที่ส่งสาร เจ้าหน้าที่ประตูน้ำ เจ้าหน้าที่เก็บภาษีอะไรพวกนั้นอีก! นับว่าเป็นเรื่องน่าขันยิ่งนัก ตลอดประวัติศาสตร์ทั้งอดีตและปัจจุบัน ไม่เคยปรากฏเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน!
“มีคนมากมายเพียงนี้ แต่เหตุใดอำเภออินผิงจึงยังไม่ได้รับการปกครองที่ดี? ไม่มีเลย! เมื่อเป็นเรื่องที่มีผลประโยชน์ ทุกคนต่างแย่งชิงกันจนหัวร้างข้างแตก แต่พอเจอเรื่องสำคัญ กลับผลักภาระให้กันไปมา ไม่มีใครทำงานจริงจังเลยสักคน!
กินเงินเดือนเปล่าก็แล้วไป แต่นี่กลับอยากจะถลกหนังชาวบ้าน ขูดเลือดขูดเนื้อ จะเก็บคนพวกนี้ไว้ทำไมกัน?”
“การลดขนาดเจ้าหน้าที่ปกครองนั้นทำได้ แต่การลดกำลังทหารนั้นทำไม่ได้เด็ดขาด!”
เฉินจี๋กล่าวว่า “บัดนี้รอบต้าคังมีศัตรูจ้องจะโจมตี ภายในประเทศก็มีโจรท้องถิ่นอาละวาด ทหารก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว หากลดกำลังทหารลงอีก ผู้ใดจะต้านทานศัตรูภายนอก? ผู้ใดจะกวาดล้างพวกโจร?”
“เสด็จพ่อทรงไม่รู้จริง ๆ หรือว่าแกล้งทำเป็นไม่รู้กันแน่?”
องค์หญิงเก้ากล่าวว่า “ทหารท้องถิ่นแต่ละแห่งต่างก็สมคบคิดกับโจรท้องถิ่น ปล้นชิงเสบียงหลวงของราชสำนัก นับเป็นกฎที่รู้กันดีในแคว้นต้าคัง”
“อะไรนะ! มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ!”
เฉินจี๋ลุกขึ้นตบโต๊ะ สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
จินเฟิงไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่าเขาแสร้งทำหรือไม่รู้จริง
“หากไม่เป็นเช่นนั้น เหตุใดโจรท้องถิ่นถึงมีแต่เพิ่มมากขึ้นเล่า?”
องค์หญิงเก้ากล่าวว่า “ลูกยังคงยืนยันคำเดิม หากเสด็จพ่อไม่เชื่อ ก็ขอให้ปลอมตัวไปสืบดูในหมู่ราษฎร แล้วจะรู้เอง หากไม่สะดวกจะส่งคนที่ไว้ใจจากหน่วยข่าวกรองไปสืบถามก็ได้”
“ฉินเจิ้น รีบสั่งคนไปตรวจสอบทันที ข้าต้องการรู้ว่าคำพูดของอู่หยางเป็นความจริงหรือไม่!”
เฉินจี๋หันไปมองฉินเจิ้น
“ฝ่าบาท ไม่จำเป็นต้องสืบแล้วพ่ะย่ะค่ะ สิ่งที่องค์หญิงตรัสเป็นความจริง นี่เป็นกฎเกณฑ์ที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของจวนว่าการต้าคัง” ฉินเจิ้นทูลตอบ
“เจ้าก็รู้เรื่องนี้มานานแล้ว?” เฉินจี๋จ้องฉินเจิ้นและถาม “เหตุใดไม่บอกข้า?”
ฉินเจิ้นอ้าปากเล็กน้อยแต่ไม่ได้เอ่ยวาจาใด
บางคำพูด องค์หญิงเก้าผู้เป็นธิดากล้าเอ่ย แต่เขาเป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาไม่อาจพูดพล่อย ๆ ได้
“เสด็จพ่อ เรื่องนี้ไม่อาจโทษแม่ทัพฉินได้ ต้องโทษพระองค์เองเพคะ!”
องค์หญิงเก้ากล่าวว่า “ลูกเคยทูลเสด็จพ่อไปแล้วว่าจำเป็นต้องจัดการกับพวกสวีพ่างจื่อเสียที แต่พระองค์ทรงฟังหรือไม่เล่า? ทรงชอบฟังแต่คำหวานหู ใครเล่าจะกล้าทูลความจริงแก่เสด็จพ่อ?”
เฉินจี๋ได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้าลงด้วยสีหน้าพ่ายแพ้
ชิ่งเฟยเห็นสถานการณ์เช่นนั้นจึงรีบเข้าไปส่งถ้วยน้ำชาให้ทันที
เฉินจี๋ก็ฉวยโอกาสนี้ถามว่า “อู่หยาง เจ้าจงพูดต่อไปเถิด หลังจากคัดเลือกทหารฝีมือดีแล้ว เจ้าวางแผนจะทำอย่างไรต่อ?”
ด้วยความเข้าใจที่เขามีต่อองค์หญิงเก้า เมื่อเสนอเรื่องคัดเลือกทหารฝีมือดีและปรับปรุงการบริหาร นางคงมีกลยุทธ์รับมืออยู่แล้วแน่นอน
“ง่ายมาก กำหนดความรับผิดชอบของข้าราชการให้ชัดเจน ทุกเรื่องต้องระบุผู้รับผิดชอบเป็นรายบุคคล!”
องค์หญิงเก้ากล่าวว่า “ยกตัวอย่างเช่น เรื่องกวาดล้างพวกโจร ต่อไปหากมีโจรท้องถิ่นมาเก็บส่วยจากราษฎรอีก อันดับแรกต้องเอาผิดเสี้ยนลิ่งและเสี้ยนเว่ยของอำเภอนั้น ปีแรกจะเอาผิด ปีที่สองถ้ายังเกิดเหตุซ้ำจะลงโทษจำคุกทันที!”
“การลงโทษจำคุกเช่นนี้ จะเป็นการหนักมือไปหรือไม่?” เฉินจี๋เอ่ยถาม
“บัดนี้ ข้าราชการตามหัวเมืองชายแดนต่างพากันคิดว่าอยู่ห่างไกล ฮ่องเต้ยากจะล่วงรู้ พวกเขาไม่เคารพยำเกรงราชสำนักและราชบัญญัติอีกแล้ว หากไม่ทำให้พวกเขาเกรงกลัว พวกเขาก็จะไม่ยอมรับฟังสิ่งใด”
องค์หญิงเก้ากล่าวว่า “โรคร้ายต้องใช้ยาแรง การปกครองบ้านเมืองก็เช่นกัน หากเรื่องนี้สำเร็จลุล่วง เสด็จพ่อจะเป็นฮ่องเต้ผู้กอบกู้ราชวงศ์ต้าคังและจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน”
ต้องยอมรับว่าองค์หญิงเก้าล่วงรู้ความคิดของเฉินจี๋เป็นอย่างดี
เฉินจี๋ผู้อยู่เหนือผู้ใดในแผ่นดินได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งอำนาจ สิ่งของเครื่องบรรณาการใด ๆ ล้วนไม่อาจดึงดูดใจเขาได้อีกต่อไป
ในฐานะฮ่องเต้ผู้ทรงอารมณ์อ่อนไหว เฉินจี้จึงให้ความสำคัญกับชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ยิ่งนัก
ก่อนหน้านี้องค์หญิงเก้าเคยขู่ด้วยประวัติศาสตร์ บัดนี้กลับใช้คำว่า ‘ฮ่องเต้ผู้กอบกู้แผ่นดิน’ มาล่อลวงอีก
แต่บังเอิญที่เฉินจี๋หลงกลนี้เข้าอย่างจัง คำว่า ‘ฮ่องเต้ผู้กอบกู้แผ่นดิน’ และมีชื่อเสียงดีงามในประวัติศาสตร์ช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก
“อู่หยาง สิ่งที่เจ้าพูดล้วนมีเหตุผลจงกล่าวต่อไปเถิด!” แววตาของเฉินจี๋ฉายประกายวูบหนึ่ง “การกวาดล้างพวกโจรนั้นย่อมชี้ชัดความรับผิดชอบได้ แต่พวกตงหมาน ตั่งเซี่ยงและถู่ปัว พวกเจ้าจะจัดการอย่างไร?”
“เรื่องศัตรูภายนอกนั้น เสด็จพ่อมิต้องกังวล ท่านอาจารย์รับปากแล้ว หากมีศัตรูรุกราน เขาจะนำพาสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนและกองทัพเจิ้นเหยวี่ยนออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่ พวกเขายังสามารถสนับสนุนอาวุธให้กับกองทัพเถี่ยหลินของท่านพี่ชิ่งไหว กองทัพเจินซีของแม่ทัพฟ่านและกองทัพเจิ้นเป่ยของท่านอาจิ้นอ๋องได้อย่างเพียงพอ!”
องค์หญิงเก้าตรัสตอบว่า “เสด็จพ่อ ท่านพี่ชิ่งไหว ท่านแม่ทัพฟ่านและท่านอาจิ้นอ๋องทั้งสี่ผู้นี้ร่วมมือกันปกป้องชายแดน ย่อมต้านทานทั้งสามแคว้นได้อย่างแน่นอน”
“จริงหรือ?” เฉินจี๋หันไปมองจินเฟิง
ต้าคังถูกชนเผ่าเร่ร่อนรุกรานอย่างหนักหนาสาหัส มิใช่ไม่ได้คิดต่อต้าน แต่เพราะมิอาจต้านทานได้
บิดาและท่านปู่ของเฉินจี๋ล้วนสิ้นชีพเพราะเหตุนี้
หากผู้อื่นเป็นผู้เอ่ยวาจานี้ เฉินจี๋ย่อมเย้ยหยันอย่างมิไยดี
แต่จินเฟิงกล่าวว่าเขามีความเชื่อมั่น
เพราะจินเฟิงได้พิสูจน์ความสามารถของเขาด้วยการกระทำแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นศึกชิงสุยกู่หรือศึกต้าหม่างพัว จินเฟิงล้วนเอาชนะศัตรูที่มากกว่าด้วยจำนวนที่น้อยกว่าและได้รับชัยชนะอย่างงดงามยิ่งใหญ่!
เมื่อคืนได้ประจักษ์ยุทธวิธีการใช้ระเบิดสายฟ้าและระเบิดมือรวมไปถึงเร่อชี่ฉิว ทำให้เฉินจี๋ยิ่งมั่นใจในตัวจินเฟิงมากขึ้น
แท้จริงแล้วหลังจากศึกต้าหม่างพัว เฉินจี๋คิดที่จะมอบหมายงานสำคัญแก่จินเฟิง
แต่ในตอนนั้น เนื่องจากถูกกดดันจากฝ่ายสันติภาพ หลังสงครามชิงสุยกู่ เขาจึงให้จินเฟิงเพียงตำแหน่งขุนนางที่ไม่มีแม้แต่ศักดินา เฉินจี๋จึงไม่กล้าเอ่ยปากขอ
แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ฮ่องเต้ที่เหมาะสม แต่เขาเป็นนักอ่านที่ดี เขาได้อ่านบทกวีทุกบทที่จินเฟิงแต่งขึ้น
ในบทกวีเหล่านี้ หลายบทได้แสดงออกถึงอุปนิสัยของผู้ประพันธ์
ประโยคที่ชัดเจนที่สุดคือ ‘มิอาจก้มคอห่อไหล่รับใช้ขุนนางผู้มีอำนาจ’แม้แต่ผู้ที่อ่านออกก็สามารถเข้าใจความหมายของผู้ประพันธ์ได้
ทั้งบทกวีและการกระทำของจินเฟิงเองก็พิสูจน์ถึงความแน่วแน่ของเขา
ด้วยวีรกรรมและพรสวรรค์ทางอักษร หากจินเฟิงปรารถนาตำแหน่งราชการก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ทว่าก่อนหน้านี้ จินเฟิงไม่เคยแม้แต่จะย่างกรายเข้าเมืองหลวง ไม่เคยติดสินบนขุนนางหรือฉวยโอกาสไต่เต้าแม้แต่น้อย
หากเป็นผู้อื่นสร้างคุณูปการใหญ่หลวงเช่นนี้ในชิงสุยกู่ แต่ได้รับเพียงตำแหน่งอันไร้แก่นสาร คงได้โวยวายลั่นไปทั่วหล้า แต่จินเฟิงหาได้ปริปากบ่น ซ้ำยังกลับไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่จินชวนอย่างเงียบเชียบหลังจากปราบชาวตั่งเซี่ยงอย่างราบคาบ
ดุจดั่งบทกวีอีกบทของเขา ‘สิบก้าวตรงเข้าสังหาร พันลี้ไม่อาจกั้นอุดมการณ์ เสร็จงานเร้นกายซ่อนนาม’
เฉินจี๋จะล่วงรู้ได้อย่างไรว่าบทกวีเหล่านั้นล้วนผ่านการลอกเลียนมาทั้งสิ้น? ครั้นเห็นเป็นเช่นนั้นจึงคิดว่าจินเฟิงแต่งขึ้นด้วยความรู้สึกจากใจจริง จึงมิอาจเอื้อนเอ่ยวาจาเชิญจินเฟิงออกจากหุบเขาได้
หากจินเฟิงปฏิเสธ เขาผู้เป็นฮ่องเต้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด
คราวนี้ตงหมานมาโจมตี เฉินจี๋ก็ไม่มีทางเลือกจึงจำต้องส่งคนไปตามหาจินเฟิง
แต่เมื่อได้ยินองค์หญิงเก้ากล่าวว่าจินเฟิงยินดีช่วยต้าคังต้านศัตรูจากภายนอก เฉินจี๋ก็ดีใจราวกับถูกรางวัลใหญ่ สายตาที่มองไปยังจินเฟิงเต็มไปด้วยความคาดหวัง