ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 725 บุรุษล้วนชั่วช้า!
บทที่ 725 บุรุษล้วนชั่วช้า!
ใต้สายตาเปี่ยมหวังของฮ่องเต้เฉินจี๋และชิ่งเฟย จินเฟิงจึงค่อย ๆ พยักหน้า
“หากฝ่าบาททรงยินดีรับฟังคำของข้าน้อย โปรดลดภาษีอากรลงและเปิดทางรอดแก่ราษฎร แม้ให้ข้าน้อยต้องพลีชีพก็ยอม ขอเพียงให้ต้าคังมั่นคง!”
แม้เสียงของจินเฟิงจะไม่ดังนัก ทว่าหนักแน่น มั่นคงและเด็ดเดี่ยว
แท้จริงแล้วเขาไม่ได้ปรารถนาตำแหน่งใด ๆ หรือใฝ่หาอำนาจ แต่เขาไม่อาจทนเห็นราษฎรต้องตกทุกข์ได้อีกต่อไป
บรรณาการรายปีที่ต้าคังต้องส่งมอบแก่ตงหมานและตั่งเซี่ยงนั้นมากมายมหาศาล
หากสามารถหยุดยั้งกองทัพตงหมาน ตั่งเซี่ยงและถู่ปัวได้ เงินจำนวนนี้ก็จะประหยัดลงไปได้
ยิ่งไปกว่านั้น ก็สามารถทำตามคำแนะนำขององค์หญิงเก้าที่ให้ปฏิรูปกองทัพและลดงบประมาณ
จินเฟิงและชิ่งไหวสามารถหยุดยั้งกองกำลังทั้งสามได้ ดังนั้นกองทัพที่แม่ทัพผู้เหลวไหลควบคุมอยู่ก็สามารถยุบลงได้
เงินค่าใช้จ่ายกองทัพที่ลดลงได้นั้นนับว่ามหาศาล
เมื่อประหยัดเงินสองส่วนนี้ลงได้ ภาระของประชาชนก็จะลดลงไปได้กว่าครึ่ง!
เมื่อเฉินจี๋ได้ยินจินเฟิงตอบตกลง ใจของเขาก็สงบลง
ชิ่งเฟยรู้สึกตื้นตันใจจนต้องยกมือขึ้นมาปิดปากพร้อมกับเอ่ยชมไม่หยุดว่า “เด็กดี! เด็กดี!”
“อู่หยาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปกองทัพหรือการจัดการกับตระกูลใหญ่โต หากพวกมันก่อความวุ่นวาย เรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็ก เจ้ามีแผนการอันใดหรือไม่? มีความมั่นใจเพียงใด?” เฉินจี๋เอ่ยถาม
“เสด็จพ่อ เรื่องนี้ต้องใช้ยาแรง พวกมันกล้าก่อความวุ่นวาย ข้าย่อมกล้าสังหาร สังหารจนกว่าพวกมันจะไม่กล้าก่อความวุ่นวายอีก!”
องค์หญิงเก้ากล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน “ในใต้หล้านี้ บัณฑิตที่ใฝ่ฝันอยากเป็นขุนนางมีมากมายนัก หากตระกูลใหญ่โตเหล่านั้นตายไป ก็ถือเป็นการเปิดโอกาสให้แก่บัณฑิตตระกูลธรรมดาทั่วแผ่นดิน แต่หากราษฎรล้มตาย บ้านเมืองก็จะพังทลาย! หากพวกมันไม่คิดจะทำเพื่อบ้านเมือง ก็จงเปลี่ยนเอาบัณฑิตที่เต็มใจทำเพื่อราษฎรขึ้นมาเป็นขุนนางแทนเถิด!”
ฉินเจิ้นยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ตลอด เมื่อได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเตือนว่า “องค์หญิงทรงองอาจยิ่งนัก แนวคิดปราดเปรื่อง หากสำเร็จได้ ราชวงศ์ต้าคังจะต้องพลิกฟ้าดิน กลายเป็นราชวงศ์ที่รุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์ ฝ่าบาทก็จะทรงเป็นฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่องที่สุดในหล้า!
ทว่ากระหม่อมขอเตือนองค์หญิงสักประการ ตามที่หน่วยข่าวกรองรายงาน พวกเขาเหล่านั้นล้วนเลี้ยงดูผู้มากฝีมือไว้มากมาย บางตระกูลใหญ่มีจำนวนผู้คุ้มกันมากกว่าทหารท้องถิ่นเสียอีก หากเกิดเรื่องขึ้น คงจะวุ่นวายใหญ่หลวงนัก!”
“นั่นเป็นเหตุผลประการหนึ่งที่ข้าจำเป็นต้องปราบปรามตระกูลใหญ่ พวกมันเลี้ยงดูทาสรับใช้ ก่อเรื่องวุ่นวายไปทั่ว แสวงหาผลประโยชน์จากประชาชน ต้องกำราบเสีย หาไม่แล้วปล่อยให้เติบโตต่อไป พวกมันก็จะกลายเป็นเสี้ยนหนาม เช่นเดียวกับราชวงศ์ต้าเฟิ่งเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน ที่ล่มสลายก็เพราะเหตุนี้มิใช่หรือ?”
องค์หญิงเก้าตรัสว่า “ส่วนเรื่องที่พวกมันจะก่อความวุ่นวายน่ะหรือ ง่ายนิดเดียว ไหนเลยชนเผ่าตงหมานจะมารุกราน พวกเจ้าจงพาเสด็จพ่อของข้าขึ้นไปบนกำแพงเมือง ชมการต่อสู้ระหว่างท่านอาจารย์กับชนเผ่าตงหมานเถิด พวกมันย่อมรู้ดีว่าควรจะเลือกข้างใด!”
เมื่อฉินเจิ้นได้ยินดังนั้น ก็นึกถึงเร่อชี่ฉิวขนาดมหึมาและระเบิดมือที่ร่วงลงมาจากฟากฟ้าไม่ได้
มีสองสิ่งนี้อยู่ ต่อให้ตระกูลใหญ่โตเพียงใดก็มิอาจเป็นคู่ต่อสู้ของจินเฟิงได้!
มีจินเฟิงช่วยเหลือ องค์หญิงเก้าทรงสามารถสังหารผู้ใดก็ได้ตามพระทัยปรารถนา!
เหล่าตระกูลใหญ่โต หากไม่อยากพบจุดจบก็จงเชื่อฟังแต่โดยดี!
เฉินจี๋ยังคิดจะเอ่ยสิ่งใดอีก ทว่าขันทีคนสนิทนามว่าอิ๋นเชวี่ยก็เดินเข้ามา
“ฝ่าบาท ขุนนางน้อยใหญ่มาถึงหงเต๋อเตี้ยนแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“หึ พวกมันมาถึงเสียที!”
สีหน้าของเฉินจี๋เย็นชาลง “อู่หยาง เจ้าอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ของเจ้าที่นี่เถิด ข้าจะไปยังหงเต๋อเตี้ยนเอง คอยดูว่าพวกมันจะพูดอะไร!”
กล่าวจบ เขาก็มองไปยังจินเฟิง “จินเฟิงเจ้าอยากไปกับข้าหรือไม่?”
“ฝ่าบาทจะไปปรึกษาเรื่องใหญ่ ข้าน้อยมิบังอาจไปร่วมด้วย”
จินเฟิงนั้นไร้ทั้งยศศักดิ์และตำแหน่ง ไม่มีความสนใจแม้แต่น้อยในเรื่องราวการโต้เถียงกันในท้องพระโรง เขาจึงลุกขึ้นยืนพร้อมกับโบกมือปฏิเสธ
เฉินจี๋พยักหน้าด้วยสีหน้าผิดหวัง ก่อนจะพาขันทีคนสนิทอย่างอิ๋นเชวี่ยและฉินเจิ้นออกไป
มิใช่แค่ฮ่องเต้เฉินจี๋เท่านั้นที่ผิดหวัง แม้แต่องค์เก้าก็ผิดหวังเช่นกัน
นางทราบดีว่าที่ฮ่องเต้เฉินจี๋เอ่ยถามจินเฟิงเช่นนั้น แท้จริงแล้วหมายถึงสิ่งใด พระองค์ทรงหวังให้จินเฟิงเข้ารับราชการ
ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วจินเฟิงมิได้ยินสิ่งที่ฮ่องเต้เฉินจี๋กล่าว หรือแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินกันแน่
แต่องค์เก้าทรงทราบดีถึงนิสัยของจินเฟิง นางจึงมิได้ตรัสทักสิ่งใดออกไป ไม่ได้ทรงบังคับจินเฟิงแม้แต่น้อย
ครู่ก่อนที่เฉินจี๋กับฉินเจิ้นยังอยู่ จินเฟิงยังไม่รู้สึกกระดากอาย แต่บัดนี้ในห้องเหลือเพียงเขา องค์หญิงเก้า ชิ่งเฟยและนางกำนัลอีกกลุ่ม ชิ่งเฟยก็ยังทอดมองเขามาเป็นระยะ จินเฟิงจึงรู้สึกไม่สบายใจนัก
“เหนียงเหนียง ข้ารู้สึกมึนศีรษะ ขอตัวออกไปเดินเล่นสักครู่” จินเฟิงเอ่ยปากขอตัว เตรียมล่าถอย
“มึนศีรษะหรือ จะให้ตามหมอหลวงมาดูอาการให้หรือไม่?” ชิ่งเฟยเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“มิเป็นไร ข้าออกไปเดินเล่นสักพักก็หายแล้ว” จินเฟิงรีบโบกมือปฏิเสธ
“ท่านแม่ ปล่อยเขาไปเถิด”
องค์หญิงเก้าทรงคาดเดาอารมณ์ของจินเฟิงได้ จึงจับแขนชิ่งเฟยพลางตรัสว่า “เหวินเอ๋อร์ไม่ได้พบท่านแม่นานนัก มีเรื่องมากมายอยากสอบถามเป็นการส่วนตัว เขาออกไปแล้วพวกเราจะได้สนทนากัน”
“ข้าขอตัว”
จินเฟิงกล่าวตอบรับพร้อมกับโค้งคำนับ แล้วเดินออกจากห้องทรงงานไป
เป่ยเชียนสวินถือดาบยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู เห็นจินเฟิงออกมาจึงรีบติดตามไป
ความวุ่นวายในวังเพิ่งสงบลง จินเฟิงยังไม่แน่ใจว่าพวกคนชุดดำถูกกำจัดสิ้นแล้วหรือไม่ จึงไม่ได้ปฏิเสธ
สองคนก็ไม่ได้เดินไปไกล จินเฟิงเห็นศาลาพักร้อนแห่งหนึ่ง จึงนั่งลงบนม้านั่งหินอย่างไม่เป็นทางการ
เขาชี้ไปที่ม้านั่งหินอีกตัวหนึ่งและกล่าวว่า “เชียนสวินนั่งลงเถิด ยืนมานานแล้วไม่เมื่อยหรือ?”
ตอนนี้เป่ยเชียนสวินคุ้นเคยกับกฎระเบียบของซีเหอวานแล้ว จึงไม่ได้เกรงใจและนั่งลงตาม
เมื่อมองไปยังนางกำนัลที่ก้มหน้าเดินอยู่ไกล ๆ เป่ยเชียนสวินจมอยู่ในภวังค์ความคิด จินเฟิงพูดกับนางนางก็ไม่ได้ยิน จนกระทั่งจินเฟิงเตะนางทีหนึ่งจึงได้สติ
“คิดอะไรอยู่ถึงได้เหม่อลอยเช่นนี้?” จินเฟิงถาม
“ไม่มีสิ่งใดหรอก ข้าเพียงนึกขึ้นได้ว่าเคยติดตามคุณหนูมาที่วังหลวงแห่งนี้ครั้งหนึ่ง คร้งนั้นข้าและคุณหนูก็เหมือนนางกำนัลเหล่านั้น คอยติดตามกงกงอยู่เบื้องหลัง มิอาจแม้แต่จะแหงนหน้าขึ้นมอง
ทว่าครั้งนี้ได้ติดตามท่านอาจารย์เข้าวัง มิเพียงได้ไปยังหงเต๋อเตี้ยน หากแต่ยังได้เห็นพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้ในระยะประชิด รวมไปถึงชิ่งเฟยยังมีน้ำใจมอบขนมอบแก่ข้าอีกด้วย!”
เป่ยเชียนสวินกล่าวพลางถอนหายใจ “หากได้รู้จักกับท่านอาจารย์ตั้งแต่แรกก็คงดี คุณหนูคงไม่ต้องถูกเซวียเหิงหลูเหยียดหยามและจากไปเช่นนั้น”
“เรื่องราวในอดีตก็ให้มันผ่านไปเถิด ต่อไปนี้จงเชื่อมั่นและก้าวเดินต่อไป”
จินเฟิงกล่าวพลางตบบ่าของเป่ยเชียนสวินเบา ๆ “ในเมื่อตอนนี้เจ้าได้กลับมายังเมืองหลวงแล้ว ก็จงไปเคารพคุณหนูของเจ้า เผาเงินกระดาษให้นาง บอกนางว่าเซวียเหิงหลูตายไปแล้ว ข้าจัดการล้างแค้นให้กับนางแล้ว บอกให้นางมาเข้าฝันเจ้า บอกว่าต่อไปนี้จงติดตามข้าไป เดี๋ยวพี่ชายจะพาเจ้าไปกินเหล้ากินเนื้อเที่ยวหอนางโลม…เอ่อ พาเจ้าไปเที่ยวหอนางโลมคงไม่เหมาะ เอาเป็นว่าไปกินเหล้ากินเนื้อก็แล้วกัน!”
เป่ยเชียนสวินเพิ่งจะเศร้าอยู่แท้ ๆ ก็กลับถูกจินเฟิงพูดหยอกเย้าจนหลุดขำออกมาได้
นางจึงค้อนใส่จินเฟิงไปหนึ่งที “ท่านนี่ก็ช่างล้อเล่นอยู่ได้ ถึงแม่นางจะมาเข้าฝันข้า นางก็คงจะมาบอกว่าบุรุษล้วนชั่วช้า ให้ข้าอยู่ให้ห่างท่านเอาไว้!”
“เชียนสวิน คำพูดเจ้าช่างรุนแรงนัก ข้ารู้ว่าเจ้าเกลียดเซวียเหิงหลูและมันก็ชั่วช้าสมควรตายจริง แต่ผู้ชายใต้หล้านี้ก็มิใช่ว่าจะเป็นเหมือนเซวียเหิงหลูเสียเมื่อไหร่ เจ้าอย่าเหมารวมไปเสียทั้งหมดสิ”
“อย่างไรเสีย พวกผู้ชายก็ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่คนดีอะไรนัก!”
เป่ยเชียนสวินเบ้ปากอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันมองไปรอบ ๆ “ท่านอาจารย์ ข้ามีเรื่องอยากจะถามท่านอยู่เรื่องหนึ่ง ไม่ทราบว่าจะถามได้หรือไม่…”
“โดยปกติแล้ว หากเจ้าเอ่ยถามข้าเช่นนี้ ย่อมแสดงว่าอยากรู้ยิ่งนัก อย่าได้ลังเลอีกเลย ถามออกมาเถิด หากเป็นเรื่องที่สามารถบอกได้ พี่ชายผู้นี้จะตอบโดยไม่ปิดบัง!”
จินเฟิงตบบอกกล่าวอย่างองอาจ
เป่ยเชียนสวินมองซ้ายแลขวาอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าไม่มีผู้ใดแอบฟัง จึงค่อยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ท่านอาจารย์มีฝีมือเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่คิดก่อกบฏขึ้นเป็นฮ่องเต้เสียเองเล่า เหตุใดจึงต้องมาช่วยฮ่องเต้พระองค์นี้? หรือว่าเป็นเพราะองค์หญิงเก้า?”