ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 728 วิธีรับมือกับชิ่นเอ๋อร์
“ท่านอาจารย์จิน เปี้ยนจิงนั้นตั้งอยู่บนที่ราบ มีแม่น้ำฮวงโหทอดผ่าน ทิศเหนือทิศใต้นั้นล้วนเป็นที่ราบกว้างใหญ่ เหมาะแก่การเคลื่อนทัพของทหารม้า พวกเรามีผู้คุ้มกันภัยใช้งานได้ไม่ถึงสามพันคน ไหนเลยจะต้านทานทหารม้าสามหมื่นนายได้”
องค์หญิงเก้าพับชายกระโปรงนั่งลงข้างกายจินเฟิง พร้อมเอ่ยเตือนด้วยความห่วงใย “ท่านอาจารย์ ได้โปรดอย่าเสี่ยงอันตรายเลย!”
แท้จริงแล้วนางกังวลว่าจินเฟิงจะเหลิงไปกับชัยชนะครั้งก่อนจนถึงขั้นส่งผู้คุ้มกันภัยไปบุกโจมตี
“บนโลกนี้ไม่มีศัตรูที่ไม่อาจเอาชนะได้ มีเพียงแต่ยังหาวิธีที่เหมาะสมไม่ได้เท่านั้น”
จินเฟิงก้มดูแผนที่พลางเอ่ยตอบ “ยกตัวอย่างเช่นครั้งนี้ หากเพียงแค่ต้องการกำจัดชาวตงหมาน แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องยาก”
“ไม่ยากอย่างนั้นหรือ?”
องค์หญิงเก้านั้นเชื่อมั่นในตัวจินเฟิงมาเสมอ แต่ครั้งนี้นางกลับนึกไม่ออกว่าจะมีวิธีใด จึงเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ว่า “ท่านอาจารย์มีกลอุบายอันใดหรือ บอกกล่าวแก่ข้าทีเถิด ข้ายินดีรับฟัง”
“ง่ายนิดเดียว เพียงแค่ระเบิดคันกั้นน้ำทางฝั่งเหนือของแม่น้ำฮวงโห รับรองว่าพวกตงหมานจะหนีไปไหนไม่รอดแม้แต่คนเดียว!” จินเฟิงกล่าวอย่างไม่ยี่หระ
“ระเบิดคันกั้นน้ำของแม่น้ำฮวงโหอย่างนั้นหรือ!”
แม้แต่องค์หญิงเก้าที่สุขุมเยือกเย็นเพียงใด ก็ยังตระหนกจนเกือบผุดลุกขึ้น
“เจ้าเบาเสียงหน่อย! กลัวผู้อื่นมิได้ยินหรืออย่างไร!”
จินเฟิงตีไปที่ศีรษะขององค์หญิงเก้าหนึ่งครั้ง แล้วมองไปโดยรอบ
โชคยังดีที่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ล้วนถูกผู้คุ้มกันภัยคุมตัวไปหมดแล้ว บริเวณใกล้เคียงมีเพียงชิ่นเอ๋อร์และผู้คุ้มกันภัยอีกสองสามคนเท่านั้น
“ท่านอาจารย์จะทำลายเขื่อนจริงหรือ?” องค์หญิงเก้าเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ
แม่น้ำฮวงโหไหลผ่านที่ราบสูงดินเหลือง ซึ่งพัดพาตะกอนจำนวนมหาศาล
ครั้นสายน้ำไหลมาถึงบริเวณปลายน้ำ ตะกอนดินทรายยิ่งทับถมมากขึ้นทุกที จนแม่น้ำฮวงโหบริเวณใกล้เคียงกับเปี้ยนจิงนั้นมีระดับสูงกว่าพื้นดินหลายเมตร กลายเป็นที่เลื่องลือว่าเป็น ‘แม่น้ำแขวนฟ้า’
หากทำลายคันกั้นน้ำทางฝั่งเหนือของแม่น้ำฮวงโห สายน้ำอันเชี่ยวกรากย่อมทะลักหลั่งไหลลงมาเป็นแน่
กองทัพตงหมานที่ตั้งค่ายอยู่ทางฝั่งเหนือของแม่น้ำฮวงโหย่อมหนีไม่พ้นภัยพิบัติเป็นแน่
หากเป็นผู้อื่นคิดแผนการเช่นนี้ คงไม่อาจทำได้โดยเด็ดขาด
เพราะการขุดเจาะคันกั้นน้ำไม่ใช่เรื่องง่าย กองทัพตงหมานคงไม่ยืนดูข้าศึกขุดเจาะคันกั้นน้ำแม่น้ำฮวงโหเป็นแน่
แต่จินเฟิงกลับสามารถทำได้
องค์หญิงเก้าเคยเห็นอานุภาพของระเบิดมาแล้วที่ชวนสู่ จินเฟิงไม่จำเป็นต้องส่งคนจำนวนมากไปขุดคันกั้นน้ำ เพียงส่งคนแอบลอบไปยังฝั่งเหนือของแม่น้ำฮวงโห แล้วฝังวัตถุระเบิดจำนวนมากในจุดที่เหมาะสมก็เพียงพอ
“หากข้าคิดจะระเบิดทำลายคันกั้นน้ำ คงไม่ลำบากใจเช่นนี้หรอก”
จินเฟิงกล่าว
ประวัติศาสตร์ในชีวิตที่แล้ว ทุกครั้งที่แม่น้ำฮวงโหแตก จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ ล้วนนำมาซึ่งผลลัพธ์อันเลวร้ายยิ่งนัก
การระเบิดคันกั้นแม่น้ำอาจจะสามารถทำลายชาวตงหมานได้ แต่ก็จะทำให้ประชาชนต้าคังมากมายต้องจมน้ำตายด้วยเช่นกัน
จินเฟิงยอมให้ฮ่องเต้ส่งกลุ่มคนไร้ประโยชน์มาช่วยเขาล้อมชาวตงหมาน ยอมให้ส่งคนมาจากชวนสู่ หรือแม้แต่ยอมจ่ายบรรณาการรายปีให้ตงหมานชั่วคราว เพื่อหลอกล่อให้พวกเขาถอยทัพ แต่เขาไม่มีทางทำเรื่องระเบิดแม่น้ำฮวงโหเด็ดขาด
เมื่อเห็นว่าจินเฟิงไม่มีความตั้งใจจะระเบิดแม่น้ำฮวงโห องค์หญิงเก้าจึงรู้สึกโล่งใจลง
“ควรจะรบอย่างไรดีล่ะ?”
จินเฟิงนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นทันทีก่อนจะก้มหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง
องค์หญิงเก้าก็นั่งลงเคียงข้าง และมองจินเฟิงอย่างเงียบงัน
กองทัพศัตรูนั้นมีจำนวนมากนัก พึ่งเพียงทหารม้าสามพันคน แม้มีเร่อชี่ฉิวกับระเบิดมือก็ยากจะกำราบสิ้น
“จะทำศึกอย่างไรดี?”
จินเฟิงครุ่นคิดอย่างหนัก พยายามรื้อฟื้นกลยุทธ์ที่เคยได้ศึกษาจากชีวิตที่แล้ว
กลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจ กลยุทธ์ทำให้ศัตรูอ่อนแอ กลยุทธ์หว่านล้อม…
กลยุทธ์มากมายผุดขึ้นมาในหัวของเขา แต่ไม่ว่าจะเป็นอุบายแบบไหน ก็ล้วนเป็นไปไม่ได้ที่จะทำภารกิจนี้สำเร็จ
“ไม่ได้การ ข้าต้องไปหาพี่เหลียง!”
จินเฟิงอ้าปากออกราวกับจะเรียกต้าหลิว แต่ต้าหลิวไม่ได้อยู่ตรงนี้พอดี จินเฟิงเหลือบไปเห็นชิ่นเอ๋อร์ กับจูเอ๋อร์ยืนอยู่ข้าง ๆ จึงเอ่ยปากว่า “ชิ่นเอ๋อร์ วานเจ้าไปแจ้งต้าหลิวหน่อย บอกเขาให้เขาไปเชิญพี่เหลียงเข้าวังที”
ชิ่นเอ๋อร์เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง นางไม่เอ่ยสิ่งใด
“หึ เรียกเจ้าแล้วแกล้งไม่ได้ยินหรือ?”
จินเฟิงเหลือบตา คิดแผนการบางอย่างได้จึงเอื้อมมือประคองใบหน้าเล็ก ๆ ขององค์หญิงเก้าไว้ ก่อนจะประทับรอยจูบลงไปอย่างรวดเร็ว “จะไปหรือไม่ หากไม่ไปข้าจะประทับรอยจูบอีกสักที!”
“เจ้า!…จูเอ๋อร์ดูแลคนลามกผู้นี้ด้วย!”
ชิ่นเอ๋อร์กระทืบเท้าด้วยความโมโห ก่อนจะหันหลังเดินหนีไป
“เด็กน้อยเช่นเจ้า ข้าจะจัดการเจ้าไม่ได้เชียวหรือ?”
จินเฟิงยกคิ้วขึ้นอย่างผู้มีชัย
เขาค้นพบว่าชิ่นเอ๋อร์ทนไม่ได้เลยเมื่อเห็นเขากับองค์หญิงเก้ามีความสนิทสนมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คน
นี่กลายเป็นวิธีที่ดีที่สุดของจินเฟิงในการรับมือกับชิ่นเอ๋อร์
แต่วิธีนี้มีความเสี่ยงต่อผู้ติดตามไปบ้าง พูดให้ชัดเจนก็คือต้าหลิวอาจได้รับลูกหลง
เพียงแค่เห็นต้าหลิวหน้าตาบวมช้ำ แปดในสิบส่วนก็เป็นฝีมือของชิ่นเอ๋อร์แน่นอน
“ท่านอาจารย์ เหตุใดจึงต้องดึงข้าเข้าไปพัวพันด้วยเล่า ในเมื่อท่านต้องการเล่นงานชิ่นเอ๋อร์?”
องค์หญิงเก้าตีมือของจินเฟิงออกอย่างไม่พอใจ
“ข้าไม่ได้ทะเลาะกับนาง ข้าแค่อยากจุมพิตเจ้า หาข้ออ้างเท่านั้นเอง” จินเฟิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
ตั้งแต่เดินทางมาจากชวนสู่ จินเฟิงอยู่คนเดียวมาตลอด ตอนนี้อันตรายผ่านพ้นไปชั่วคราวแล้ว องค์หญิงเก้าผู้งดงามก็นั่งอยู่ข้าง ๆ ย่อมอดใจไม่ไหวที่จะรู้สึกคันยุบยิบในใจ
“ชิ่นเอ๋อร์พูดไม่ผิด เจ้านี่มันคนลามกจริง ๆ!”
องค์หญิงเก้าทรงปรายตามองจินเฟิงอย่างไม่สบอารมณ์ “เป็นอย่างไรบ้าง คิดหาทางได้หรือยัง?”
“นอกจากจะระเบิดแม่น้ำฮวงโหแล้ว ข้ายังคิดหาทางอื่นที่ดีกว่านี้ไม่ออก จึงได้แต่รอให้พี่เหลียงมาช่วยหาทางออก”
จินเฟิงกดความฟุ้งซ่านในใจลงและพูดอย่างจนปัญญา
“ชาวตงหมานยังอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำฮวงโหด้านเหนือ ถึงแม้พวกมันจะข้ามแม่น้ำมาได้ ก็ไม่อาจเข้าเมืองได้”
องค์หญิงเก้าทรงคว้าแขนจินเฟิงพลางปลอบโยนด้วยรอยยิ้ม “พวกเรายังมีเวลาอีกมากในการตกลงแผนการ ไม่ต้องรีบร้อน”
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้นางชอบจินเฟิง
จินเฟิงรู้ตัวเสมอว่าตนเองนั้นมีจุดด้อยตรงไหน ในเรื่องที่ไม่เชี่ยวชาญ เขาก็จะขอคำปรึกษาจากผู้อื่น ไม่เคยดื้อรั้น
“ท่านอาจารย์ หากไม่ได้จริง ๆ พวกเราก็รวบรวมสิ่งของบางส่วนให้ตงหมาน ให้พวกเขากลับไปก่อน จากนั้นก็ค่อยส่งผู้คุ้มกันภัยเพิ่มเติมมาจากชวนสู่ แล้วพวกเราค่อยตามไปสมทบทีหลัง!”
องค์หญิงเก้ากล่าวว่า “ข้าจะกราบทูลฝ่าบาท ให้ท่านอาจิ้นอ๋อง กับกองทัพเจิ้นเป่ยไปสกัดทางเหนือ พวกเราจะได้โจมตีขนาบข้าง กวาดล้างพวกมันทางเหนือในคราวเดียว!”
“นั่นก็เป็นความคิดที่ดี!”
จินเฟิงพยักหน้ารับเบา ๆ
แท้จริงหากคิดจะโจมตีโดยตรง พวกทหารม้าเหล่านั้นก็ไม่อาจต้านทานพลังของจินเฟิงได้
แต่น่าเสียดาย ที่ในยามนี้กองทหารม้าตงหมานเปรียบได้ดั่งรังผึ้ง หากไปแตะต้องมีหวังถูกต่อยตายเป็นแน่
บัดนี้ พวกมันยังคงปักหลักอยู่ฝั่งเหนือของแม่น้ำฮวงโห สิ่งที่เขากังวลใจยิ่งนัก คือ หากเกิดการสู้รบขึ้น พวกทหารม้าได้ประจักษ์ถึงความร้ายกาจของเร่อชี่ฉิวและระเบิดมือเข้า ย่อมรู้ดีว่าไม่อาจต้านทานได้ พวกมันอาจแตกกระเจิงไปทั่วทุกทิศ ยากที่จะตามจับกุมตัว
ถึงยามนั้น การที่จะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากก็คงจะเป็นเรื่องยากยิ่งนัก
ส่วนวิธีการที่องค์หญิงเก้าเสนอนั้นก็สามารถนำไปปฏิบัติได้
ก่อนอื่นให้มอบของบางอย่างแก่ฝ่ายตรงข้าม ปล่อยให้พวกเขากลับไป จากนั้นค่อย ๆ แอบตามไป แล้วย้ายสนามรบไปทางเหนือ
เมื่อถึงเวลานั้น แม้ว่าชาวตงหมานจะแตกฮือกันไป ก็จะไม่เป็นอันตรายต่อราษฎรแล้ว
ในเที่ยงวันนั้น จางเหลียงได้ตามต้าหลิวเข้าวัง
จางเหลียงมีพรสวรรค์ด้านการบัญชาการทหารอย่างมาก แต่เนื่องจากเติบโตมาในยุคสังคมศักดินา เมื่อได้เห็นวังหลวงอันโอ่อ่า ก็แสดงอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัด
ทันใดที่ล่วงล้ำเข้ามาในห้องทรงงาน พลันได้พบฝ่าบาทประทับอยู่ จางเหลียงจึงรีบคุกเข่าคำนับ
“ไม่ต้องมากพิธี” ฮ่องเต้ตรัส
ด้วยความที่ทรงเอ็นดูจินเฟิงและองค์หญิงเก้าอยู่แล้ว ย่อมมีเมตตาถึงจางเหลียงด้วย ฮ่องเต้จึงทรงโบกพระหัตถ์ให้ลุกขึ้น
“พี่เหลียงมาทางนี้สิ พวกเราเตรียมแผนที่ไว้แล้ว”
จินเฟิงเอ่ยพลางดึงตัวจางเหลียงให้มายังแผนที่เบื้องหน้า
ว่าด้วยเรื่องสำคัญ จางเหลียงยืดหลังตรงและกล่าวว่า “ท่านอาจารย์มีกลยุทธ์ใดหรือไม่?”
“ข้ายังไม่ได้คาดการณ์แผนการใดไว้ แต่องค์หญิงเก้านั้นมีแผนการอยู่”
จินเฟิงเล่าแผนการขององค์หญิงเก้าออกมา
จางเหลียงตั้งใจฟังจนจบ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อย ๆ ส่ายหน้า
“ขอประทานอภัยองค์หญิง แต่กระหม่อมเห็นว่าแผนการที่พระองค์กล่าวมานั้นยังไม่เหมาะสมนัก”