ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 729 จางเหลียงเสนอแผนการ
บทที่ 729 จางเหลียงเสนอแผนการ
“เหตุใดจึงไม่ได้?” จินเฟิงถาม
องค์หญิงเก้าก็ไม่ได้โกรธ แต่กลับมองจางเหลียงด้วยความสนใจใคร่รู้
“องค์หญิง ครั้งนี้ชาวตงหมานพากำลังพลมามากมายนัก พวกเขาย่อมเรียกร้องจำนวนมหาศาล ราชสำนักจะหาเงินทองให้พอใจพวกเขาได้หรือ?” จางเหลียงถาม “หากไม่พอ พวกเขาคงไม่ยอมจากไปแน่”
“นั่นก็เป็นปัญหาอยู่”
จินเฟิงหันไปมององค์หญิงเก้า
องค์หญิงเคยตรัสกับจินเฟิงว่าคลังหลวงของต้าคังไม่มีเงินแล้ว
“เรื่องนี้พวกเจ้าไม่ต้องกังวล การรวบรวมเงินไม่ใช่เรื่องยาก”
องค์หญิงเก้าตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เมื่อคืนองค์ชายรัชทายาทเรียกพวกพรรคพวกของเขามาแล้ว เสด็จพ่อทรงทราบหรือไม่ว่ามีผู้ใดบ้าง”
“เช่นนั้นก็ถือว่าข้าไม่ได้ถามแล้วกัน” จินเฟิงนึกขึ้นได้
พวกพ้องขององค์รัชทายาท แม้ไม่ใช่กั๋วกง ก็ล้วนเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนัก
คนพวกนี้ไม่รู้กอบโกยสมบัติจากราษฎรไปเท่าใด บ้านใหญ่โตมั่งคั่ง อ้วนพีราวกับสุกรทั้งสิ้น
สุ่มจับมาสักคน ทรัพย์สมบัติคงมีมากกว่าจินเฟิงหลายเท่า
ยิ่งเห็นท่าทางขององค์หญิงเก้าแล้ว ยิ่งชัดเจนว่ามิใช่เพียงคนเดียว
ในเวลานี้ใครเป็นพวกพ้องขององค์รัชทายาท เป็นหน้าที่ขององค์หญิงเก้าและฉินเจิ้นตัดสินทั้งสิ้น
หรือไม่หากอยากรู้ว่าใครเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ก็เพียงแค่ลงมือกับองค์รัชทายาทขี้ขลาดนั้นสองสามทีก็คงยอมคายความจริงออกมาเองแล้ว
“พี่เหลียง เชิญว่าต่อเถิด” จินเฟิงกล่าวพลางทำมือเชื้อเชิญให้จางเหลียงเล่าต่อ
“ได้!”
จางเหลียงพยักหน้ารับคำก่อนเอ่ยปากเล่าต่อ “พวกตงหมานนั้นมีม้าศึก ส่วนพวกเรามีม้าไม่มากพอจะไล่ตาม หากส่งคนไปน้อยเกินไป แม้จะเอาชนะทางเหนือได้ก็นำทรัพย์สินกลับมาไม่ได้มากนัก”
“หากส่งคนไปมากเกินไป เสบียงอาหารก็จะไม่พอ อีกทั้งระยะทางไกลเช่นนั้น คงต้องสูญเสียไปมากโข กว่าจะขนกลับมาถึง แค่เสบียงที่ใช้ระหว่างทางก็เป็นเงินจำนวนมหาศาลแล้ว”
“ประการต่อมา การติดตามพวกมันไปไกลหลายพันลี้ อาจถูกคนของตงหมานพบเข้า หากพวกมันส่งทหารม้าเบาเข้าโจมตีเส้นทางลำเลียงและยึดเสบียงของพวกเรา ปัญหาก็จะยิ่งยุ่งยาก!”
“สุดท้าย ยิ่งรุกไปทางเหนือ ก็ยิ่งใกล้ฐานทัพใหญ่ของตงหมาน หากพวกมันเคลื่อนพลทหารม้าจำนวนมากเข้าปิดล้อม พวกเราก็จะไม่มีเมืองใดเป็นที่มั่น แม้จะนำผู้คุ้มกันภัยทั้งหมดไปด้วย เกรงว่าก็เอาชนะได้ยาก!”
จินเฟิงฟังจบก็พยักหน้าเล็กน้อย “ที่พี่เหลียงว่ามานั้นมีเหตุผล! วิธีที่ดีที่สุดคือล่อให้คนของตงหมานอยู่ต่อสู้!”
“หากครั้งนี้ขโมยม้าศึกของพวกมันมาได้ก็ดีสิ” องค์หญิงเก้าถอนหายใจ
การศึกที่ต้าหม่างพัวมีจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดคือเหล่าผู้ลี้ภัยได้ลักพาเอาม้าศึกของตานจูออกมาด้วย
“ม้าศึก…”
จางเหลียงฟังองค์หญิงเก้ากล่าวจบ ดวงตาก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันใด
“พี่เหลียงคิดวิธีออกแล้วหรือ?” จินเฟิงรีบเอ่ยถาม
“ใช่แล้ว องค์หญิงทรงย้ำเตือนข้า พวกเราสามารถลงมือกับม้าศึกของพวกมันได้!”
จางเหลียงกล่าวว่า “หากพวกตงหมานไร้ซึ่งม้าศึก ก็เสมือนไร้ขา เมื่อถึงเวลานั้น พวกเราจะจัดการพวกเขาอย่างสาสม!”
องค์หญิงเก้าตรัสว่า “พวกตงหมานเคยพ่ายแพ้ที่ต้าหม่างพัวมาแล้ว คราวนี้พวกเขาคงจะระวังตัวมากขึ้น พวกเขาไม่ได้จับเชลยศึกและยังนำม้าศึกไปไว้ท้ายกองกำลัง อีกทั้งยังส่งทหารหนักมาคุ้มกัน อาจเป็นเพราะพวกเขาระแวงว่าจะมีผู้มาลอบทำร้ายม้าศึกก็เป็นได้”
จางเหลียงกล่าวว่า “มีบางสิ่งที่พวกมันไม่อาจป้องกันได้!”
แล้วจางเหลียงก็ใช้นิ้วชี้ลงบนแผนที่อย่างหนักแน่น
จินเฟิง องค์หญิงเก้าและเฉินจี๋ต่างรีบเข้าไปดูที่จางเหลียงชี้
หลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที ดวงตาของจินเฟิงก็สว่างวาบขึ้นมาทันที เขาตบไหล่จางเหลียงพลางหัวเราะ “พี่เหลียง แยบยลจริง ๆ!”
องค์หญิงเก้าและเฉินจี๋กลับงุนงงสงสัย “พวกเจ้าหัวเราะอะไรกัน?”
“พี่เหลียง เล่าแผนของพี่ให้ฝ่าบาทและองค์หญิงฟังที!”
จินเฟิงกล่าวพลางยิ้ม
“ได้!”
จางเหลียงกล่าวพลางเริ่มอธิบายแผนการของตน
“ไม่แปลกใจเลยที่ท่านอาจารย์เอ่ยชมเจ้าอยู่เสมอว่าเป็นอัจฉริยะด้านการศึก ท่านเก่งกาจยิ่งนัก!”
องค์หญิงเก้าสรรเสริญจางเหลียงหลังจากฟังจบ พร้อมกับชูหัวแม่โป้งให้
“องค์หญิงตรัสชมกันเกินไปแล้ว พระคุณนี้ต้องยกให้ท่านอาจารย์ที่สั่งสอนข้ามาดี” จางเหลียงรีบกล่าวอย่างนอบน้อม
องค์หญิงเก้าได้ยินดังนั้น จึงเงยหน้าขึ้นยิ้มให้จินเฟิง
จินเฟิงกำลังจะพูด แต่ได้ยินเฉินจี๋ขมวดคิ้วกล่าวว่า “วิธีนี้ใช้ได้ก็จริง แต่ว่า… มันน่าขยะแขยงเกินไปหรือไม่ ดูเหมือนจะ…ไม่เหมาะสมนัก!”
จินเฟิงได้ยินดังนั้น โดยสัญชาตญาณก็จะโต้กลับเฉินจี๋ แต่องค์หญิงเก้าเร็วกว่าเขาหนึ่งก้าว
“เสด็จพ่อ ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า สงครามคือสนามรบระหว่างความเป็นความตาย! เมื่อขึ้นสู่สนามรบแล้ว ต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อขับไล่ศัตรู คิดหาทุกวิธีเพื่อให้พวกพ้องของตนมีชีวิตรอด!”
องค์หญิงเก้ากล่าวว่า “สิ่งนี้น่าขยะแขยงหรือ? นั่นเป็นเพราะเสด็จพ่อไม่เคยไปสู่สนามรบที่แท้จริง!
ทั่วทั้งสนามรบเต็มไปด้วยซากศพแขนขาดขาขาด หากไม่ระวังก็อาจจะสะดุดล้มลงไปบนกองไส้ที่กระจัดกระจายเกลื่อนกลาดพื้น! เลือดไหลนองจนแผ่นดินชุ่มโชกกลายเป็นโคลนตม ในบางพื้นที่ที่เป็นแอ่งน้ำ เลือดไหลขังสูงท่วมหัวเข่า!
หากเสด็จพ่อได้ไปสัมผัสกับสนามรบสักครั้ง จะทรงเข้าใจว่าเมื่อยามที่เผชิญหน้ากับความเป็นความตาย ทุกสิ่งล้วนไร้ค่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีชีวิตรอด กลับบ้านเกิดไปพบหน้าบุตรภรรยาและญาติมิตรอีกครั้ง!”
“ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้น…”
เฉินจี๋รู้ผิดเล็กน้อยหลังจากถูกองค์หญิงเก้าตอกกลับจึงกล่าวเสียงเบา
“พระองค์คือผู้ปกครองบ้านเมือง คำพูดเปรียบเสมือนทองคำ ไยจึงเอ่ยออกมาโดยไม่คิด?” องค์หญิงเก้าเอ่ยด้วยความไม่พอใจ “หากเหล่าทหารได้ยินคำพูดเช่นนี้ พวกเขาจะเสียกำลังใจเพียงใด!”
“ข้ารู้แล้ว!” ฮ่องเต่เฉินจี๋ถูกองค์หญิงเก้าอบรมสั่งสอนราวกับเด็กน้อยที่ทำความผิด จึงก้มหน้าคอตกไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
จินเฟิงเอามือลูบจมูกตนเอง คิดในใจว่าต่อไปนี้ห้ามมีปากเสียงกับองค์หญิงเก้าเด็ดขาด
เพราะอย่างไรเสีย ก็ไม่มีวันเอาชนะนางได้…
มีเรื่องอะไรก็อย่าได้โวยวาย ส่งนางเข้านอนให้หลับไปเสียเลยดีกว่า!
อย่างไรเฉินจี๋ก็เป็นถึงฮ่องเต้ องค์หญิงเก้าจึงไม่อาจซักไซ้ไล่เลียงได้มากนัก พอเห็นเขาก้มหน้าไม่กล้าสบตา นางจึงยอมปล่อยไป
องค์หญิงเก้าหันไปมองจินเฟิงพลางตรัสว่า “ข้าเห็นว่าแผนของท่าน…ของพี่เหลียงนั้นใช้การได้ ท่านอาจารย์คิดเห็นเช่นไรหรือ?”
“ข้าก็เห็นด้วย” จินเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย
“เช่นนั้นข้าไปเตรียมของได้เลยหรือไม่?” จางเหลียงเอ่ยถาม
“ให้ต้าหลิวไปเตรียมเถิด พวกเรายังต้องปรึกษาหารือกันอีกอย่างน้อยหนึ่งถึงสองแผนเผื่อไว้ หากแผนนี้เกิดผิดพลาดขึ้นมา ก็จะได้ใช้แผนสำรองได้ทันท่วงที!”
จินเฟิงรั้งจางเหลียงเอาไว้
“ได้!” จางเหลียงรีบหยุดฝีเท้า แล้วกลับมายังแผนที่เบื้องหน้า
ทั้งสองปรึกษาหารือกันจนถึงบ่าย จางเหลียงจึงออกจากวังหลวงไปเพื่อไปเตรียมการต่อสู้
ยามเย็น องค์หญิงเก้าก็ยืนเคียงข้างจินเฟิงอยู่ที่ประตูห้องทรงงาน และทอดมองพระอาทิตย์อัสดง
เมื่อไม่เห็นผู้ใดอยู่โดยรอบ องค์หญิงเก้าจึงพิงไหล่จินเฟิง “ท่านอาจารย์คิดว่าแผนของจางเหลียงจะสำเร็จหรือไม่?”
“ถ้าทำได้ก็ต้องทำ ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องพยายาม!”
จินเฟิงกล่าวอย่างแน่วแน่ “บัดนี้ราษฎรแบกรับภาษีไม่ไหวแล้ว!”
“ใช่แล้ว ศึกนี้ต้องชนะ ไม่อาจพ่ายแพ้ได้!”
องค์หญิงเก้าตรัสว่า “หากพวกเราสามารถยึดม้าศึกของพวกตงหมานมาได้ทั้งหมดก็ยิ่งดี”
ก่อนหน้านี้ที่ต้าหม่างพัว นางได้ซื้อม้าศึกจากชาวบ้านมาไม่น้อย
เพียงแต่ว่าม้าศึกเหล่านั้นครึ่งหนึ่งยังอยู่ที่ชวนสู่เพื่อฝึกฝน อีกครึ่งหนึ่งถูกส่งไปยังสนามรบซีเป่ยเพื่อสนับสนุนชิ่งไหว แม่ทัพฟ่านและจิ้นอ๋อง ยากที่จะเรียกกลับมาในเวลาอันสั้น
“พูดถึงม้าศึกแล้ว ข้านึกขึ้นได้คราวนี้เจ้าต้องไม่ให้ข้าเพียงหนึ่งในส่วนสิบอีกแล้ว!”
จินเฟิงหันไปมององค์หญิงเก้า
ตามข่าวกรองที่สืบมาได้จากแนวหน้า คราวนี้พวกตงหมานนอกจากจะขี่ม้าศึกคนละตัวแล้ว ยังนำม้ามาบรรทุกของอีกไม่น้อย รวมแล้วมีหลายหมื่นตัว
จะว่าจินเฟิงไม่โลภอยากได้ม้าก็คงเป็นเรื่องโกหก
หากสามารถยึดม้าศึกเหล่านี้ไว้ได้ สำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนก็จะไม่ขาดแคลนม้าศึกใช้อีกต่อไป
“อย่างไรข้าก็เป็นคนของเจ้าแล้ว ม้าย่อมเป็นของเจ้าด้วยเช่นกัน…”
องค์หญิงเก้าแสร้งทำขุ่นเคืองและหยิกเอวของจินเฟิงเบา ๆ