ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 758 พระราชทานอภัยโทษทั่วแผ่นดิน
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 758 พระราชทานอภัยโทษทั่วแผ่นดิน
เนื้อหาในพระราชโองการนั้นเรียบง่าย โดยมีสาระสำคัญเพียงไม่กี่ข้อ
ข้อแรก นับแต่ปีนี้เป็นต้นไป ให้ยกเลิกการเก็บภาษีทั้งหมดกับชาวนาทั่วแคว้นต้าคัง ยกเว้นภาษีที่ดินเพื่อการเกษตรให้ลดลงครึ่งหนึ่ง เก็บเพียงครึ่งหนึ่งของปีที่แล้ว
นอกจากราชสำนักแล้ว ก็ไม่อนุญาตให้ส่วนราชการในท้องถิ่นต่าง ๆ เก็บภาษีจากชาวนาด้วยเหตุผลใด ๆ อีก หากพบเห็นข้าราชการในท้องที่นั้นจะถูกถอดยศและลงโทษ
ข้อที่สอง นับแต่ปีนี้เป็นต้นไป ไม่อนุญาตให้ทุกท้องที่เก็บภาษีปราบปรามจากราษฎรโดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อกวาดล้างพวกโจร งานกวาดล้างพวกโจรให้เป็นหน้าที่ของเสี้ยนเว่ยในแต่ละเมือง หากยังมีโจรท้องถิ่นเรียกเก็บ ‘ภาษีข้าว’ จากราษฎร เสี้ยนเว่ยและหัวหน้าทหารท้องถิ่นตั้งแต่ระดับผู้บังคับกองขึ้นไปจะถูกถอดยศและสอบสวน
ข้อที่สาม ส่งเสริมให้ราษฎรบุกเบิกที่รกร้าง ที่ดินใดที่ผ่านการบุกเบิกแล้ว สามารถไปแจ้งต่อส่วนราชการได้ หลังจากนั้นจะตกเป็นของผู้บุกเบิก
ข้อที่สี่ พระราชทานอภัยโทษทั่วแผ่นดิน ผู้กระทำผิดทุกแห่งหน โดยยกเว้นผู้ที่ก่อคดีร้ายแรงเช่นฆ่าล้างตระกูล จะได้รับการลดโทษลงหนึ่งระดับทั้งหมด
โจรท้องถิ่นและผู้ลี้ภัยที่ไม่เคยก่อคดีฆาตกรรม สามารถไปที่ส่วนราชการเพื่อรับป้ายประจำตัวใหม่ แล้วกลับบ้านไปทำนาได้
…
แม้เนื้อหาในพระราชโองการประกาศนี้จะไม่มากนัก แต่ทุกข้อล้วนเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างใกล้ชิด ทุกข้อล้วนเป็นข่าวดีที่เป็นคุณประโยชน์ต่อประชาชน
เมื่อประกาศนี้ออกมา ทั่วทั้งแคว้นต้าคังก็เดือดพล่านไปด้วยความตื่นเต้น
“ลดภาษีแล้ว ลดภาษีจริง ๆ ด้วย! ลดลงมากมายขนาดนี้เชียว!”
“ใช่แล้ว นอกจากภาษีที่ดินเพื่อการเกษตรที่ลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของปีที่แล้ว ภาษีอื่น ๆ ก็ถูกยกเลิกไปหมด ช่างดีเหลือเกิน!”
“ไม่เพียงแต่ยกเลิกภาษีเบ็ดเตล็ดเท่านั้น ยังยกเลิกภาษีปราบปรามอีกด้วย!”
“ยกเลิกภาษีปราบปรามไปแล้ว หากเกิดโจรท้องถิ่นมาจะทำอย่างไร?”
“เจ้าไม่ได้ยินเมื่อครู่หรือ? ในประกาศของฮ่องเต้บอกว่า ต่อไปนี้หากที่ใดมีโจรท้องถิ่นมาเก็บภาษีจากพวกชาวบ้าน เสี้ยนเว่ยในท้องที่นั้นจะถูกปลดออกจากตำแหน่งและสอบสวน!”
“เพียงแค่จ่ายภาษีที่ดินเพื่อการเกษตรห้าส่วน ไม่ต้องจ่ายภาษีปราบปรามและภาษีอื่น ๆ ชีวิตก็มีความหวังแล้ว!”
“ฮ่องเต้ทรงเป็นผู้ปกครองที่ยิ่งใหญ่!”
“หัวหน้าหมู่บ้าน จัดการให้พวกเราไปเมืองหลวงเพื่อคำนับฮ่องเต้ทีเถิด!”
“ไม่เพียงแต่จะคำนับฮ่องเต้เท่านั้น ยังต้องคำนับท่านราชครูและองค์หญิงเก้าด้วย! ข้าได้ยินผู้คนพูดกันว่า ที่ครั้งนี้สามารถลดภาษีได้ก็เพราะท่านราชครูและองค์หญิงเก้านั่นเอง”
“ต้าคังของพวกเรามีราชครูด้วยหรือ?”
“เมื่อครู่เจ้าไม่ได้ยินหรือ ประกาศตอนต้นบอกแล้วว่า เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่ท่านราชครูนำสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนเอาชนะศัตรูจากภายนอกได้ ฮ่องเต้จึงพระราชทานอภัยโทษทั่วแผ่นดิน ลดภาษีเพื่อร่วมเฉลิมฉลองกับราษฎร”
“สำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยน? ข้าเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน”
“ความจำของเจ้าช่างแย่เสียจริง เดือนที่แล้วพวกเราไปเมืองหลวง นักเล่าเรื่องเคยเล่าให้ฟังอย่างไรเล่า”
“อ๋อ ข้านึกออกแล้ว สำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนเป็นกองกำลังในบังคับบัญชาของท่านอาจารย์จิน เช่นนั้นราชครูก็คือท่านอาจารย์จินสินะ?”
“นอกจากท่านอาจารย์จินแล้ว ในราชสำนักตอนนี้จะมีใครสมควรได้รับตำแหน่งราชครูอีกเล่า?”
“ท่านอาจารย์จินได้เป็นราชครูแล้ว พวกเราชาวต้าคังไม่ต้องหวาดกลัวพวกตงหมาน ตั่งเซี่ยงและถู่ปัวอีกต่อไป!”
“ใช่แล้ว ข้าได้ยินมาว่าช่วงก่อนหน้านี้ที่ฝั่งเหนือของแม่น้ำฮวงโห พวกตงหมานได้เคลื่อนกำลังพลทหารม้าฝีมือดีหลายหมื่นนายมาจนมองไม่เห็นปลายแถว แต่ราชครูเพียงเคลื่อนกำลังพลผู้คุ้มกันภัยเพียงสองพันกว่านาย ก็สามารถตีพวกมันจนแตกพ่ายหนีกระเจิดกระเจิง!”
“ถูกต้อง ข้าก็ได้ยินมาเช่นกัน ราชครูใช้วิชาอันยิ่งใหญ่ ทำให้ผู้คุ้มกันภัยสองพันนายกลายเป็นเทพแห่งสวรรค์ที่สามารถบินได้ อีกทั้งยังปล่อยสายฟ้าเปล่งแสงวาบจนพวกตงหมานถูกระเบิดจนหัวปั่นไม่รู้ทิศทาง!”
“มีราชครูแล้ว พวกเราไม่ต้องส่งส่วยให้พวกตงหมานและถู่ปัวอีกต่อไป ชีวิตของพวกเราประชาชนก็จะมีความหวังเสียที! พวกเราต้องขอบคุณท่านราชครูให้มาก!”
“ใช่แล้ว ข้าได้ยินมาว่าราชครูและองค์หญิงเก้าจะลดภาษีให้พวกเราประชาชน แต่ถูกขุนนางหลายคนคัดค้าน และยังสร้างศัตรูไว้มากมาย ทุกวันมีคนพยายามลอบสังหารท่านราชครูและองค์หญิงเก้าด้วยนะ!”
“พวกขุนนางเหล่านั้นสมควรตายนัก ตัวเองไม่อยากทำอะไรเพื่อราษฎรก็แล้วไป แต่กลับไม่ยอมให้ราชครูทำอีก!”
“ในบรรดาขุนนางทั้งราชสำนัก มีเพียงท่านราชครูเท่านั้นที่จริงใจต่อพวกเราประชาชน!”
“ใช่แล้ว ข้าได้ยินมาว่าเมื่อปีที่แล้วชวนสู่ประสบภัยพิบัติ ท่านราชครูได้สละทรัพย์สมบัติทั้งหมดเพื่อบรรเทาทุกข์!”
“หัวหน้าหมู่บ้าน พรุ่งนี้พวกเราไปเมืองหลวงกันเถอะ เพื่อขอบพระทัยฝ่าบาทและท่านราชครู!”
…
การศึกที่แม่น้ำฮวงโหได้สิ้นสุดลงมากกว่าหนึ่งเดือนแล้ว ภายใต้การโหมกระพือของนักเล่าเรื่อง ชาวบ้านส่วนใหญ่รอบเมืองหลวงต่างได้ยินเรื่องราวการต่อสู้
การต่อสู้ครั้งนี้นับว่าน่าตื่นเต้นอยู่แล้ว แต่หลังจากผ่านการ ‘ปรุงแต่งทางวาทศิลป์’ ของนักเล่าเรื่อง ก็กลายเป็นตำนานไปเลยทีเดียว
ความสามารถของจินเฟิงก็ดูจะยิ่งทวีความแข็งแกร่งขึ้น
แต่เดิมชาวบ้านในที่อื่น ๆ ไม่ค่อยรู้จักจินเฟิง แต่ภายใต้การจัดการอย่างตั้งใจขององค์หญิงเก้า เมื่อเจ้าหน้าที่ติดประกาศก็จะกล่าวถึงศึกแม่น้ำฮวงโหและพูดถึงจินเฟิงด้วย
ชื่อเสียงของจินเฟิงจึงแพร่กระจายไปทั่วต้าคังพร้อมกับประกาศพระบรมราชโองการเช่นนี้
นอกเหนือจากประกาศฉบับนี้แล้ว สำหรับเมืองต่าง ๆ รอบเมืองหลวง ฮ่องเต้ยังได้ออกประกาศพระบรมราชโองการฉบับที่สองอีกด้วย
เนื้อหาของพระบรมราชโองการฉบับที่สองมีเพียงข้อเดียว นับตั้งแต่วันที่ประกาศเป็นต้นไป ให้ยกเลิก ‘สถานะทาส’ ‘ชนชั้นล่าง’ และสิ่งที่เรียกว่าชั้นล่างทั้งหมด
ประชาชนทุกคนจะมีสถานะเพียงอย่างเดียว นั่นคือเป็นประชาชนแห่งต้าคัง
เจ้าของหอนางโลมและตระกูลผู้มั่งคั่งจะไม่สามารถจำกัดอิสรภาพของหญิงสาวและทาสได้อีกต่อไป หากหญิงสาวและทาสยังมีญาติพี่น้อง หรือมีวิธีการหาเลี้ยงชีพ พวกเขาก็สามารถจากไปได้ด้วยตนเอง ทางหอนางโลมและตระกูลผู้มั่งคั่งไม่สามารถขัดขวางด้วยเหตุผลใด ๆ มิฉะนั้นจะถือว่าผิดกฎหมาย
หากพบเจอการขัดขวางหญิงสาวในหอนางโลมและทาสในครัวเรือน ให้คนเหล่านั้นสามารถแจ้งความได้ เมื่อตรวจสอบแล้วว่าเป็นความจริง ผู้ที่ขัดขวางจะถูกลงโทษอย่างหนัก
หากหญิงสาวและทาสเหล่านั้นยังไม่มีวิธีหาเลี้ยงชีพ และจำเป็นต้องอยู่ในหอนางโลมหรือตระกูลผู้มั่งคั่งต่อไป แม่เล้าและนายตระกูลนั้น ๆ ก็จำเป็นต้องทำสัญญาจ้างงานกับหญิงสาวและทาสรับใช้ พร้อมทั้งจ่ายค่าจ้างให้
และตั้งแต่นี้เป็นต้นไป แม่เล้าและตระกูลผู้มั่งคั่งไม่ได้รับอนุญาตให้ลงโทษทางร่างกายหรือกดขี่ข่มเหงคนเหล่านั้นอีกต่อไป มิฉะนั้นส่วนราชการจะลงโทษผู้ลงมือและผู้สั่งการเป็นสามเท่า
กล่าวคือ หากต่อไปผู้สูงศักดิ์สั่งให้ผู้ดูแลเฆี่ยนทาสรับใช้หนึ่งแส้ ทั้งผู้ดูแลและนายท่านผู้นั้นจะต้องถูกเฆี่ยนสามแส้
นี่คือวิธีแก้ปัญหาสำหรับหญิงสาวในหอนางโลมและทาสรับใช้ที่จินเฟิงคิดขึ้นในช่วงนี้
หากยุบเลิกหอนางโลมและปลดปล่อยทาสรับใช้ไปอย่างกะทันหันและบังคับใช้ทันที ผู้คนมากมายจะอดตาย
ดังนั้นจินเฟิงจึงมอบสิทธิ์ในการเลือกให้แก่พวกเขาเอง
ผู้ที่มีวิธีหาเลี้ยงชีพ หรือยังมีญาติที่สามารถไปพึ่งพาได้ ก็สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ยากได้ด้วยตนเอง
ส่วนผู้ที่ไม่มีวิธีหาเลี้ยงชีพและไม่มีที่ไป ก็สามารถทำงานเดิมต่อไปเพื่อหาเงินได้
หญิงสาวจากหอนางโลมและทาสในบ้านล้วนเป็น ‘ชนชั้นล่าง’ ที่อยู่ก้นบึ้งของสังคมศักดินา แม่เล้าและเจ้าบ้านผู้มั่งคั่งอยากด่าก็ด่า อยากตีก็ตี แม้ตีตายก็ไม่มีใครไต่ถาม เพียงแค่ขนศพไปทิ้งที่สุสานหน้าประตูก็เป็นอันเสร็จ
เมื่อพวกเขาได้ยินเนื้อหาของประกาศนี้ ความร้อนรุ่มในใจย่อมเป็นที่คาดเดาได้
วันนั้น ไม่รู้ว่ามีหญิงสาวในหอนางโลมและทาสร่ำไห้โฮไปกี่คนต่อกี่คน
ในวันที่สองหลังจากประกาศพระบรมราชโองการทั้งสองฉบับให้ปวงชนรับทราบ ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างพากันมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงโดยสมัครใจ
แม้จินเฟิงและองค์หญิงเก้าจะป้องกันอย่างเข้มงวดเพียงใด ก็ยังมีญาติของขุนนางบางคนปลอมตัวเป็นสามัญชนหรือพ่อค้าหนีออกจากเมืองหลวง หน่วยข่าวกรองกำลังไล่ล่าพวกขุนนางที่หลบหนีเหล่านี้อยู่แถวรอบเมืองหลวงและพบเห็นสถานการณ์นี้ในทันที
การที่ผู้คนมากมายเข้าเมืองหลวงพร้อมกันเช่นนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ หน่วยข่าวกรองไม่กล้าละเลย จึงรายงานไปยังเมืองหลวงโดยทันที
“เหตุใดไพร่ฟ้าประชาชนจึงพากันมาเมืองหลวงอย่างกะทันหัน?”
เฉินจี๋กล่าวด้วยความกังวลใจว่า “คงไม่ใช่ว่าพวกกบฏต้องการบุกโจมตีเมืองหลวง?”
“ทูลฝ่าบาท ไม่ใช่เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
ฉินเจิ้นทูลตอบว่า “ตามที่หน่วยข่าวกรองสืบทราบมา ราษฎรซาบซึ้งในพระบารมีอันเปี่ยมด้วยคุณธรรมของพระองค์ จึงมาที่เมืองหลวงด้วยความสมัครใจเพื่อแสดงความขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
“แสดงความใจงั้นหรือ?”
เฉินจี๋กล่าวด้วยความยินดีว่า “เร็วเข้า สั่งให้คนเตรียมม้า ข้าจะขึ้นไปดูบนกำแพงเมือง!”