ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 759 ประชาชนนับหมื่นมาเข้าเฝ้า
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 759 ประชาชนนับหมื่นมาเข้าเฝ้า
จินเฟิงและองค์หญิงเก้าก็ได้ยินเรื่องที่ประชาชนมาเมืองหลวง เมื่อทราบว่าเฉินจี๋ไปที่ประตูเมืองทางตะวันตก พวกเขาก็รีบตามไปภายใต้การคุ้มครองของผู้คุ้มกันภัย
เมื่อมาถึงประตูทิศตะวันตก เฉินจี๋เพิ่งลงจากราชรถ ทั้งสามจึงขึ้นกำแพงเมืองไปพร้อมกัน
มองออกไป บนถนนหลวงนอกเมืองเต็มไปด้วยประชาชน แผ่ขยายจากประตูเมืองไปจนสุดสายตา
เมื่อฮ่องเต้เสด็จ นอกจากจะต้องชักธงมังกรแล้ว ยังต้องกางฉัตรอีกด้วย
ที่เรียกว่าฉัตรนั้น ก็คือร่มใหญ่สีเหลืองที่ทำจากผ้าต่วนสีเหลืองสด
เฉินจี๋ขึ้นไปบนกำแพงเมือง ธงมังกรและฉัตรก็ตามขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ
ในสังคมศักดินา สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์ อย่าว่าแต่สามัญชนเลย แม้แต่ขุนนางผู้สูงศักดิ์ก็ไม่กล้าใช้
สีที่โดดเด่นเช่นนี้ ราษฎรใต้กำแพงเมืองย่อมเห็นได้อย่างแน่นอน
“ดูสิ ฝ่าบาทอยู่บนกำแพงเมือง!”
ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมา ราษฎรต่างพากันคุกเข่าลงหน้ากำแพงเมือง พลางเปล่งเสียงร้องว่า “ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี! ขอองค์หญิงเก้าทรงพระเจริญพันปี พันปี พันพันปี! ขอราชครูเจริญด้วยความสุขและอายุยืนนาน!”
เริ่มแรกมีเพียงชาวบ้านใต้เมืองที่คุกเข่าลง จากนั้นชาวบ้านบนถนนหลวงเห็นผู้คนด้านหน้าคุกเข่า จึงพากันคุกเข่าตามและเปล่งเสียงร้องดังลั่น
ในชั่วพริบตา ผู้คนที่คุกเข่าได้แผ่ขยายจากประตูเมืองไปทางทิศตะวันตกอย่างต่อเนื่อง
ขณะนี้ชาวบ้านที่ประตูเมืองไม่ได้ส่งเสียงร้องอีกต่อไป แต่เสียงร้องจากที่ไกลออกไปยังไม่หยุด แม้ห่างออกไปหลายลี้ก็ยังได้ยินชัดเจน!
“ชาวบ้านเหล่านี้มาแสดงความขอบคุณที่เมืองหลวงโดยสมัครใจอย่างนั้นหรือ?”
เฉินจี๋วางกล้องส่องทางไกลลง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น
เขาทำหน้าที่ฮ่องเต้มาหลายปี ก็ได้จัดพิธีรำลึกถึงบรรพบุรุษครั้งใหญ่มาหลายครั้ง
ในทุกครั้ง ข้าราชการจากกรมพิธีการจะจัดประชาชนจำนวนมากมาร่วมงานเพื่อฮ่องเต้ และอ้างว่าเป็นการเข้าเฝ้าของปวงชน
แต่เขาเข้าใจดีว่า พวกประชาชนเหล่านี้ไปเพราะไม่มีทางเลือก ไม่ได้มาจากใจจริง
แต่ครั้งนี้ไม่มีใครจัด ประชาชนมาขอบคุณด้วยตนเอง
จำนวนคนก็มากมายนัก
ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่เฉินจี๋ไม่เคยกล้าแม้แต่จะคิดฝันมาก่อน
“ใช่แล้ว เสด็จพ่อทรงมีรับสั่งให้ลดภาษี นับเป็นพระราชกรณียกิจที่แผ่ไพศาลไปทั่วหล้า ช่วยให้ราษฎรนับล้านมีชีวิตรอด พวกเขาย่อมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของเสด็จพ่อเป็นธรรมดา!”
เสียงขององค์หญิงเก้าแฝงด้วยความสะอื้น “เสด็จพ่อ หากท่านยังคงยืนหยัดเช่นนี้ต่อไป พระองค์ไม่เพียงเป็นฮ่องเต้ผู้กอบกู้ต้าคังเท่านั้น แต่จะทรงเป็นฮ่องเต้ผู้ทรงพระปรีสามารถที่สุดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และจะได้รับการเคารพบูชาจากอนุชนรุ่นหลังตราบนานเท่านาน!”
“อู่หยาง เจ้าวางใจได้ต่อไปนี้ข้าจะรับฟังเจ้าและราชครูอย่างแน่นอน!”
เฉินจี๋พยักหน้า
หากจะกล่าวอย่างจริงจังแล้ว จินเฟิงและองค์หญิงเก้าต่างก็พยายามวาดภาพฝันอันยิ่งใหญ่ให้แก่เฉินจี๋มาโดยตลอด
แม้เฉินจี๋จะตกลงรับฟังพวกเขา แต่ในใจลึก ๆ ก็ยังมีความรู้สึกต่อต้านอยู่บ้าง
ทว่าบัดนี้ เมื่อได้เห็นภาพผู้คนนับหมื่นมาถวายบังคมด้วยตาตนเอง เฉินจี๋ก็เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
การที่ผู้คนนับหมื่นมาเข้าเฝ้านั้น เป็นหลักฐานอันดีเยี่ยมที่แสดงว่าฮ่องเต้ผู้นั้นได้รับความนิยมจากประชาชนหรือไม่ ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา มีเพียงไม่กี่องค์ที่สามารถทำเช่นนี้ได้
แต่เขา เฉินจี๋ ทำสำเร็จแล้ว!
ในชั่วขณะนั้น เฉินจี๋รู้สึกว่าลำคอของเขาตีบตันเล็กน้อย เขาหันไปมองจินเฟิงด้วยสายตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
สำหรับการที่ราษฎรสรรเสริญจินเฟิง เขาก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจหรือว่าเป็นการล่วงเกิน
เขาไม่ใช่คนโง่ เขารู้ดีว่าทุกสิ่งในวันนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
หากไม่มีจินเฟิง พวกตั่งเซี่ยง ถู่ปัวและตงหมานคงบุกเข้ามาถึงจงหยวนนานแล้ว การที่เขาสามารถรักษาภาษีไว้ได้เท่าเดิมก็นับว่าดีแล้ว การคิดจะลดภาษีให้ราษฎรนั้นคงเป็นเพียงความฝันลม ๆ แล้ง ๆ
หากถึงขั้นนั้น อย่าว่าแต่จะมีผู้คนมาเข้าเฝ้าเป็นหมื่นเลย แค่ราษฎรไม่แอบด่าเขาลับหลังก็ต้องขอบคุณฟ้าดินแล้ว
อาจกล่าวได้ว่า หากไม่มีจินเฟิงก็คงไม่มีความเจริญรุ่งเรืองของต้าคังในวันนี้
“ฝ่าบาท ลูกหลานเหยียน-หวง เป็นชนชาติที่รู้จักกตัญญูที่สุด น้ำเพียงหนึ่งหยด จะตอบแทนด้วยสายธารอันเอ่อล้น!”
จินเฟิงกล่าวว่า “ฝ่าบาท ต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องฟังคำแนะนำจากผู้ใดผู้หนึ่ง แต่ให้คิดถึงประชาชนเสมือนอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ประชาชนก็จะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับพระองค์เอง! ผู้ที่ได้ใจประชาชนย่อมได้ครองแผ่นดิน หากพระองค์ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน บัลลังก์ต้าคังก็จะมั่นคงดั่งหินผาตลอดกาล!”
เสด็จพ่อ ราชครูเคยกล่าวไว้ว่า ‘หัวใจประชาชนคือชะตาของแผ่นดิน’ ผู้ที่ได้ใจประชาชนย่อมได้ครองแผ่นดิน!
องค์หญิงเก้าฉวยโอกาสทูลเตือนว่า “ฮ่องเต้เปรียบดั่งเรือ ประชาชนเปรียบดั่งน้ำ น้ำสามารถพยุงเรือให้ลอย แต่ก็สามารถพลิกคว่ำเรือได้เช่นกัน! เสด็จพ่อ ต่อไปนี้เสด็จพ่อต้องไม่ทำสิ่งที่เป็นการรบกวนและสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอีกแล้ว!”
“น้ำเพียงหนึ่งหยด จะตอบแทนด้วยสายธารอันเอ่อล้น!”
“ฮ่องเต้เปรียบดั่งเรือ ประชาชนเปรียบดั่งน้ำ น้ำสามารถพยุงเรือให้ลอย แต่ก็สามารถพลิกคว่ำเรือได้เช่นกัน!”
“หัวใจประชาชนคือชะตาของแผ่นดิน!”
“ผู้ที่ได้ใจประชาชน ย่อมได้ครองแผ่นดิน!”
เฉินจี๋ครุ่นคิดถึงคำพูดของจินเฟิง สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้นเรื่อย ๆ
คำพูดเหล่านี้ล้วนเป็นวาทศิลป์อันลือลั่นของบรรดาฮ่องเต้ผู้ปกครองแผ่นดินที่จินเฟิงได้ยินมาจากชีวิตที่แล้ว เมื่อเฉินจี๋ฟังจบ ก็รู้สึกราวกับถูกเปิดเผยความกระจ่าง ประหนึ่งได้รับการหยั่งรู้อย่างฉับพลัน เฉกเช่นเดียวกับองค์หญิงเก้าในครั้งแรกที่ได้ยิน
“ราชครู เจ้าช่างมีพรสวรรค์ในการปกครองบ้านเมืองดังที่อู่หยางกล่าวไว้จริง ๆ!”
เฉินจี๋มองจินเฟิงด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความชื่นชม “ข้าจะจดจำคำพูดของเจ้าไว้”
“เสด็จพ่อไม่เพียงแต่ต้องจดจำคำพูดเหล่านี้ไว้เอง แต่ยังต้องถ่ายทอดให้แก่ลูกหลานตระกูลเฉินของพวกเรา ให้พวกเขาจดจำไว้ชั่วลูกชั่วหลาน ด้วยเหตุนี้อาณาจักรของตระกูลเฉินจึงจะดำรงอยู่ได้นับพันนับหมื่นปี!” องค์หญิงเก้ากล่าว
“ดี ดีมาก!”
เฉินจี๋พยักหน้าและสั่งการว่า “อิ๋นเชวี่ย จงจดบันทึกคำพูดของราชครูและอู่หยางเมื่อครู่นี้ แล้วนำไปติดไว้ที่หัวเตียงและห้องทรงงานของข้า ข้าจะอ่านมันทุกวันนับจากนี้!”
“ช่างเป็นแบบอย่างนัก!”
องค์หญิงเก้าพอพระทัยและยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
เมื่อเห็นองค์หญิงเก้ายินดี เฉินจี๋ก็ยิ้มตามไปด้วย
โดยพื้นฐานแล้ว บิดาแทบทุกคนไม่ชอบลูกเขย เพราะลูกเขยพรากลูกสาวสุดที่รักไปจากพวกเขา
แม้ว่าจินเฟิงจะนำกองกำลังไปชนะชาวตั่งเซี่ยงและถู่ปัวที่บุกล่วงล้ำดินแดนที่ชิงสุยกู่และต้าหม่างพัวตามลำดับ ก่อนที่จินเฟิงจะเข้าเมืองหลวง เฉินจี๋ก็ยังมีความเห็นที่ไม่ดีต่อเขาอย่างมาก
แต่เมื่อจินเฟิงมาถึงเมืองหลวง และทั้งสองฝ่ายได้ติดต่อกันมากขึ้น เฉินจี๋จึงค่อย ๆ เริ่มยอมรับจินเฟิง
ในตอนนี้ เมื่อได้เห็นผู้คนมากมายมาเข้าเฝ้า ความรู้สึกไม่ดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีต่อจินเฟิงในใจของเขาก็สลายไปหมดสิ้น
เมื่อมองดูจินเฟิงอีกครั้ง เขาก็รู้สึกว่าจินเฟิงเป็นที่น่าพอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ฝ่าบาท ที่ประตูเมืองตะวันออกและประตูทางใต้ก็มีประชาชนมารวมตัวกันอย่างมากมาย พระองค์ต้องการไปดูหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ฉินเจิ้นวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าลำบากใจขณะทูลถาม
“ไปดูสักหน่อยเถิด” เฉินจี๋โบกมือพลางกล่าว
โอกาสที่ประชาชนนับหมื่นมาเข้าเฝ้านั้นหาได้ยากนัก เขาจำต้องไปปรากฏตัว
“ฝ่าบาทจะเสด็จไปประตูตะวันออกก่อนหรือประตูทางใต้ก่อนพ่ะย่ะค่ะ? กระหม่อมจะได้สั่งคนให้ทำความสะอาดถนนหนทาง”
ฉินเจิ้นทูลถามอีกครั้ง
ขณะนี้ชาวบ้านที่เข้ามาในเมืองมีไม่น้อย ผู้คนเต็มไปหมดตามท้องถนน
เมื่อฮ่องเต้เสด็จ ขบวนเคลื่อนพลจะใหญ่โตมาก จำเป็นต้องสลายฝูงชนก่อน
“ผู้คนมากมายเช่นนี้ จะให้สลายไปทิศทางใด?”
จินเฟิงมองดูภายในเมืองแวบหนึ่ง แล้วหันมาถามว่า “ฝ่าบาท อู่หยาง ไม่ใช่ว่าอยากลองประสบการณ์เร่อชี่ฉิวมาตลอดหรอกหรือ? หากเช่นนั้น พวกเราไปนั่งเร่อชี่ฉิวเวียนรอบนอกเมืองสักรอบเป็นไร?”
“ได้หรือ?”
องค์หญิงเก้าและเฉินจี๋ถามพร้อมกัน
เฉินจี๋เป็นคนรักสนุกอยู่แล้ว หลังจากได้เห็นเร่อชี่ฉิวแล้ว ก็รู้สึกคันยุบยิบในใจมาตลอด ทั้งยังเคยขอจินเฟิงลองดูถึงสองครั้งสองครา
แต่จินเฟิงกำลังยุ่งอยู่กับการจัดการเรื่องของขุนนางและผู้มีอำนาจ จะมีเวลาที่ไหนมาเล่นกับเขา? ดังนั้นจึงปฏิเสธทั้งสองครั้ง
เฉินจี๋มีฐานะเป็นฮ่องเต้ ย่อมต้องรักษาหน้าตา หลังจากถูกปฏิเสธสองครั้งก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก
และแม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกขององค์หญิงเก้าที่ได้โดยสาร แต่ครั้งนั้นเป็นเวลากลางคืน ในใจของนางยังกังวลถึงความปลอดภัยของเฉินจี๋ จึงไม่มีโอกาสได้มองออกไปด้านนอกเลย ในใจของนางรู้สึกสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับเร่อชี่ฉิวอย่างยิ่ง นางรอคอยให้จินเฟิงเชิญนางโดยสารอีกครั้งมาโดยตลอด
และหลังจากรอคอยมานานเหลือเกิน ในที่สุดวันนั้นก็มาถึง…