ทาสแห่งเงา Shadow Slave [นิยายแปล] - ตอนที่ 1 ฝันร้ายเริ่มต้น
ชายหนุ่มร่างผอมบางผู้มีผิวซีดเซียวและรอยคล้ำใต้ตาอย่างเห็นได้ชัด กำลังนั่งอยู่บนม้านั่งขึ้นสนิมฝั่งตรงข้ามกับสถานีตำรวจ ในมือของเขาประคองถ้วยกาแฟเอาไว้
—มันไม่ใช่กาแฟสังเคราะห์ราคาถูกที่พวกหนูในสลัมอย่างเขาพอจะหาดื่มได้ แต่มันคือของจริง กาแฟที่ทำจากพืชถ้วยนี้ ปกติแล้วจะมีเพียงพลเมืองระดับสูงเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าถึง และมันก็ผลาญเงินเก็บเกือบทั้งหมดของเขาไป แต่ในวันพิเศษเช่นนี้ ซันนี่ตัดสินใจที่จะปรนเปรอตัวเองเสียหน่อย
เพราะอย่างไรเสีย ชีวิตของเขาก็กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว
เขารื่นรมย์ไปกับความอบอุ่นจากเครื่องดื่มสุดหรูในมือ พลางยกถ้วยขึ้นมาสูดดมกลิ่นหอม จากนั้นเขาก็ลองจิบเพียงนิดอย่างกล้าๆ กลัวๆ… ก่อนจะเบ้หน้าออกมาทันที
“อื้อหือ! ขมชะมัด!”
ซันนี่จ้องมองกาแฟในถ้วยเขม็งพลางถอนหายใจ แล้วบังคับตัวเองให้ดื่มมันเข้าไปอีก จะขมหรือไม่เขาก็ตั้งใจแล้วว่าจะต้องกินให้คุ้มค่าเงิน—ช่างหัวต่อมรับรสมันเถอะ
“รู้อย่างนี้เอาเงินไปซื้อเนื้อจริงๆ สักชิ้นดีกว่า ใครจะไปรู้ว่ากาแฟของจริงมันจะรสชาติห่วยแตกขนาดนี้ แต่เอาเถอะ อย่างน้อยมันก็น่าจะช่วยให้ฉันตื่นล่ะนะ”
เขามองเหม่อไปที่ระยะไกลจนเกือบจะวูบหลับ ก่อนจะตบหน้าตัวเองแรงๆ เพื่อเรียกสติ
“เหอะ โดนต้มชัดๆ”เขาส่ายหัวพลางสบถสาปแช่ง
ซันนี่ดื่มกาแฟจนหมดแล้วลุกขึ้นยืน บรรดาคนรวยที่อาศัยอยู่ในย่านนี้ของเมืองต่างพากันเร่งรีบเดินผ่านสวนสาธารณะเล็กๆ เพื่อไปทำงาน
พวกเขาจ้องมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูทรุดโทรมในชุดเสื้อผ้าราคาถูกบวกกับการอดนอน ทั้งยังผอมโซและซีดเซียวจนดูสุขภาพไม่ดี ทำให้ซันนี่ดูผิดที่ผิดทางในที่แห่งนี้อย่างยิ่ง แถมทุกคนยังดูตัวสูงกันทั้งนั้น เขามองดูคนเหล่านั้นด้วยความอิจฉาเล็กน้อยก่อนจะโยนถ้วยทิ้งลงถังขยะ
“สงสัยว่าถ้าได้กินอิ่มครบสามมื้อทุกวัน ร่างกายคงเป็นแบบนั้นสินะ”
ถ้วยใบนั้นพลาดเป้าไปไกลและตกลงบนพื้น ซันนี่กรอกตาด้วยความระอา เขาเดินเข้าไปเก็บมันขึ้นมาแล้ววางลงในถังขยะอย่างระมัดระวัง จากนั้นเขาก็เผยรอยยิ้มจางๆ พลางเดินข้ามถนนเข้าสู่สถานีตำรวจ
ภายในสถานี นายตำรวจคนหนึ่งที่ดูเหนื่อยล้าเหลือบมองเขาแวบหนึ่งก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจอย่างชัดเจน
“หลงทางเหรอไอ้หนู?”
ซันนี่มองไปรอบๆ ด้วยความรู้อยากเห็น เขาสังเกตเห็นแผ่นเกราะเสริมความแข็งแรงบนผนังและป้อมปืนที่ซ่อนอยู่บนเพดานอย่างลวกๆ แม้แต่นายตำรวจคนนี้ก็ยังดูซอมซ่อและนิสัยไม่ดี อย่างน้อยสถานีตำรวจก็ยังเหมือนเดิมไม่ว่าคุณจะไปที่ไหนก็ตาม
“เฮ้! ฉันพูดกับแกอยู่นะ!”
ซันนี่กระแอมในคอ
“เอ่อ เปล่าครับ”
เขาเกาหลังศีรษะแล้วเสริมต่อว่า
“ตามข้อบังคับในคำสั่งพิเศษฉับที่สาม ผมมาที่นี่เพื่อมอบตัวในฐานะพาหะของมนต์ฝันร้ายครับ”
สีหน้าของนายตำรวจเปลี่ยนจากความรำคาญเป็นความตื่นตัวทันที เขาสำรวจชายหนุ่มอีกครั้ง คราวนี้ด้วยสายตาที่เฉียบคมและเข้มงวด
“แน่ใจนะว่าติดเชื้อ? อาการเริ่มปรากฏตอนไหน?”
ซันนี่ไหวไหล่
“อาทิตย์ก่อนมั้งครับ?”
นายตำรวจหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
“ฉิบหายแล้ว”
จากนั้นเขาก็รีบกดปุ่มบนเทอร์มินัลแล้วตะโกนลั่น
“ประกาศสถานการณ์! รหัสสีดำที่โถงทางเข้า! ย้ำ! รหัสสีดำ!”
มนต์ฝันร้ายปรากฏขึ้นบนโลกครั้งแรกเมื่อหลายสิบปีก่อน ในตอนนั้น โลกเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัวจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่โหดร้ายและสงครามแย่งชิงทรัพยากรที่ตามมา
ในตอนแรก การอุบัติขึ้นของโรคชนิดใหม่ที่ทำให้ผู้คนหลายล้านคนบ่นเรื่องความเหนื่อยล้าและง่วงนอนตลอดเวลาไม่ได้ดึงดูดความสนใจมากนัก แต่เมื่อพวกเขาเริ่มตกอยู่ในสภาวะหลับใหลที่ผิดธรรมชาติและไม่มีวี่แววว่าจะตื่นแม้จะผ่านไปหลายวัน รัฐบาลต่างๆ ก็เริ่มตื่นตระหนก แน่นอนว่าตอนนั้นมันก็สายเกินไปเสียแล้ว ไม่ใช่ว่าการรับมือแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้อะไรดีขึ้นได้หรอกนะ
เมื่อผู้ติดเชื้อเริ่มตายลงในความฝัน ร่างที่ไร้วิญญาณของพวกเขาก็กลายเป็นสัตว์ประหลาด ไม่มีใครเตรียมตัวรับมือเรื่องนี้ได้ทัน สัตว์ร้ายแห่งฝันร้ายเข้ายึดครองกองทัพของชาติต่างๆ อย่างรวดเร็ว ทำให้โลกตกอยู่ในความโกลาหลอย่างสมบูรณ์
ไม่มีใครรู้ว่ามนต์ฝันร้ายคืออะไร มีอำนาจแบบไหน หรือจะต่อสู้กับมันได้อย่างไร
ในท้ายที่สุด ก็คือเหล่าผู้ตื่นรู้ ผู้ที่รอดชีวิตจากการทดสอบครั้งแรกของมนต์ฝันร้ายและกลับมาได้สำเร็จ ที่เป็นคนหยุดยั้งความบ้าคลั่งนี้ ด้วยความสามารถอันน่าเหลือเชื่อที่ได้รับจากในฝันร้าย พวกเขาได้ฟื้นฟูความสงบสุขและสร้างระเบียบโลกใหม่ขึ้นมา
แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะที่มนต์ฝันร้ายนำมาให้ แต่สำหรับซันนี่แล้ว เรื่องพวกนั้นไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาเลย จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนที่เขาเริ่มมีปัญหาในการพยายามฝืนไม่ให้ตัวเองหลับ
สำหรับคนทั่วไป การถูกเลือกโดยมนต์ฝันร้ายนั้นเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส เด็กๆ จะได้เรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอดและเทคนิคการต่อสู้ในโรงเรียน เผื่อกรณีที่พวกเขาอาจจะติดเชื้อ ครอบครัวที่มั่งคั่งจะจ้างครูสอนพิเศษส่วนตัวเพื่อฝึกฝนลูกหลานในศิลปะการต่อสู้ทุกแขนง
ส่วนพวกที่มาจากตระกูลผู้ตื่นรู้นั้นถึงขั้นเข้าถึงมรดกที่ทรงพลัง สามารถครอบครองความทรงจำ และเสียงสะท้อนที่สืบทอดกันมาเพื่อใช้ในการเข้าสู่โลกแห่งความฝันครั้งแรก
ยิ่งครอบครัวของคุณรวยเท่าไหร่ โอกาสที่คุณจะรอดชีวิตและกลายเป็นผู้ตื่นรู้ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
แต่สำหรับซันนี่ ผู้ที่ไม่มีครอบครัวให้พูดถึงและใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการคุ้ยหาอาหารแทนการไปโรงเรียน การถูกเลือกโดยมนต์ฝันร้ายจึงไม่ใช่โอกาสเลยแม้แต่นิดเดียว สำหรับเขาแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับคำสั่งประหารชีวิตเลย
ไม่กี่นาทีต่อมา ซันนี่กำลังหาวหวอดในขณะที่ตำรวจหลายคนวุ่นอยู่กับการพันธนาการเขา ในไม่ช้าเขาก็ถูกรัดติดกับเก้าอี้ขนาดใหญ่ที่มีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างเตียงพยาบาลกับเครื่องทรมาน ห้องที่พวกเขาอยู่ตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของสถานีตำรวจ มีผนังหุ้มเกราะหนาและประตูห้องนิรภัยที่ดูน่าเกรงขาม นายตำรวจคนอื่นๆ ยืนพิงผนังอยู่ใกล้ๆ พร้อมปืนไรเฟิลอัตโนมัติในมือและสีหน้าที่เคร่งเครียด
ซันนี่ไม่ได้สนใจพวกเขาเป็นพิเศษ สิ่งเดียวที่เขาคิดได้ในตอนนี้คือเขาอยากนอนเหลือเกิน
ในที่สุด ประตูห้องนิรภัยก็เปิดออก และนายตำรวจผมสีดอกเลาเดินเข้ามา เขามีใบหน้าที่ผ่านโลกมามากและดวงตาที่เข้มงวด ดูเหมือนคนที่เคยเห็นเรื่องเลวร้ายมามากมายในชีวิต หลังจากตรวจสอบพันธนาการแล้ว นายตำรวจก็เหลือบมองนาฬิกาข้อมือแวบหนึ่งก่อนจะหันมาทางซันนี่
“ชื่ออะไรไอ้หนู?”
ซันนี่กะพริบตาถี่ๆ พยายามรวบรวมสมาธิ ก่อนจะขยับตัวอย่างอึดอัด
“ซันเลสครับ”
นายตำรวจเฒ่าเลิกคิ้วขึ้น
“ซันเลสเหรอ? ชื่อแปลกดีนะ”
ซันนี่พยายามจะไหวไหล่ แต่พบว่าตัวเองขยับไม่ได้
“มันแปลกตรงไหนล่ะครับ? อย่างน้อยผมก็ยังมีชื่อ อยู่ในแถบชายขอบเมือง ใช่ว่าทุกคนจะได้รับชื่อเรียกกันหมดเสียเมื่อไหร่”
หลังจากหาวอีกครั้ง เขาก็เสริมว่า
“นั่นเพราะผมเกิดตอนที่เกิดสุริยุปราคาน่ะครับ แม่ของผมท่านเป็นพวกมีหัวใจศิลปิน คุณก็น่าจะเข้าใจนะ”
นั่นคือเหตุผลที่เขาได้ชื่อประหลาดๆ นี้มา และน้องสาวตัวน้อยของเขาก็ถูกเรียกว่า เรน… อย่างน้อยก็ในตอนที่เธอยังอยู่กับพวกเขาล่ะนะ เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็นผลมาจากจินตนาการอันล้ำเลิศหรือความขี้เกียจง่ายๆ กันแน่
นายตำรวจเฒ่าส่งเสียงในลำคอ
“อยากให้ฉันติดต่อครอบครัวไหม?”
ซันนี่ส่ายหัวเรียบๆ
“ไม่มีใครเหลือแล้วครับ อย่าลำบากเลย”
แวบหนึ่ง แววตาของนายตำรวจดูหม่นหมองลง ก่อนที่สีหน้าจะกลับมาเคร่งขรึม
“เอาล่ะ ซันเลส นายจะฝืนตื่นไปได้อีกนานแค่ไหน?”
“เอ่อ… อีกไม่นานครับ”
นายตำรวจถอนหายใจ
“ถ้าอย่างนั้นเราคงไม่มีเวลาสำหรับขั้นตอนเต็มรูปแบบ พยายามฝืนไว้ให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้และฟังฉันให้ดี โอเคไหม?”
โดยไม่รอคำตอบ เขาพูดต่อทันที
“นายรู้เรื่องเกี่ยวกับมนต์ฝันร้ายแค่ไหน?”
ซันนี่มองเขากลับด้วยสายตาเชิงคำถาม
“ก็รู้เท่าที่คนทั่วไปเขารู้กันมั้งครับ? มีใครไม่รู้จักมนต์ฝันร้ายบ้างล่ะ?”
“ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันที่นายเห็นในละครหรือได้ยินจากประกาศโฆษณาชวนเชื่อ ฉันหมายถึงนายรู้เรื่องมัน จริงๆ แค่ไหน?”
นั่นเป็นคำถามที่ตอบยากทีเดียว
“ก็แค่เข้าไปในโลกแห่งความฝัน ฆ่าสัตว์ประหลาดสองสามตัวเพื่อผ่านฝันร้ายครั้งแรก จากนั้นก็ได้รับพลังเวทมนตร์แล้วกลายเป็นผู้ตื่นรู้ ไม่ใช่แบบนั้นเหรอครับ?”
นายตำรวจเฒ่าส่ายหัว
“ฟังนะ ทันทีที่นายหลับไป นายจะถูกส่งเข้าไปในฝันร้ายครั้งแรก ฝันร้ายคือบททดสอบที่ถูกสร้างโดยมนต์ฝันร้าย เมื่อเข้าไปข้างใน นายจะต้องเจอกับสัตว์ประหลาดแน่นอน แต่แนายจะเจอคนด้วย จำไว้ว่าพวกเขาไม่ใช่คนจริงๆ พวกเขาเป็นเพียงภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทดสอบนายเท่านั้น”
“คุณรู้ได้ยังไงครับ?”
นายตำรวจนิ่งจ้องเขา
“ผมหมายถึง ไม่มีใครเข้าใจจริงๆ ว่ามนต์ฝันร้ายคืออะไรและทำงานยังไงใช่ไหมล่ะครับ? แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าพวกเขาไม่ใช่คนจริงๆ?”
“นายอาจจะต้องฆ่าพวกเขา ไอ้หนู เพราะงั้นทำตัวให้เป็นประโยชน์กับตัวเองหน่อย แล้วคิดซะว่าพวกเขาเป็นแค่ภาพมายาก็พอ”
“อ้อ ครับ”
นายตำรวจเฒ่ารออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าและพูดต่อ
“หลายอย่างในฝันร้ายครั้งแรกขึ้นอยู่กับโชค โดยทั่วไปแล้วมันไม่ควรจะยากจนเกินรับมือ สถานการณ์ที่เจอ เครื่องมือที่มี และสัตว์ร้ายที่ต้องเอาชนะควรจะอยู่ในขอบเขตความสามารถของนาย อย่างน้อยมนต์ฝันร้ายก็ตั้งใจจะทดสอบ ไม่ใช่มาประหารชีวิต นายอาจจะเสียเปรียบหน่อยเพราะ… ก็นะ… สภาพของนาย แต่เด็กจากชายขอบน่ะอึดจะตาย อย่าเพิ่งยอมแพ้ไปเสียก่อนล่ะ”
“อื้อ…”
ซันนี่เริ่มง่วงหนักขึ้นเรื่อยๆ มันเริ่มยากที่จะจับใจความบทสนทนาได้หมด
“เรื่อง พลังเวทมนตร์ ที่นายพูดถึง… นายจะได้รับมันจริงๆ ถ้านายรอดชีวิตจนจบฝันร้าย พลังเหล่านั้นจะเป็นอะไรกันแน่นั้นขึ้นอยู่กับความถนัดโดยธรรมชาติของนาย รวมถึงสิ่งที่นายทำลงไปในระหว่างการทดสอบ แต่บางส่วนนายจะสามารถใช้มันได้ตั้งแต่เริ่มต้นเลย…”
เสียงของนายตำรวจเฒ่าเริ่มฟังดูห่างไกลออกไปเรื่อยๆ เปลือกตาของซันนี่หนักอึ้งจนเขาต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อที่จะลืมตาไว้
“จำไว้ว่า สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อเข้าไปในฝันร้ายคือการตรวจสอบ คุณลักษณะ และแอสเปกต์ของนาย ถ้าได้รับแอสเปกต์สายต่อสู้ อย่างเช่นนักดาบหรือนักธนู เรื่องมันจะง่ายขึ้นเยอะ ถ้ามันได้รับการเสริมพลังจากคุณลักษณะทางกายภาพด้วยล่ะก็ ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ แอสเปกต์สายต่อสู้นั้นพบได้บ่อยที่สุด ดังนั้นโอกาสที่จะได้มันมาก็มีสูง”
ห้องหุ้มเกราะเริ่มมืดสลัวลง
“ถ้านายโชคร้ายและแอสเปกต์ที่ได้ไม่เกี่ยวกับการต่อสู้เลย ก็อย่าเพิ่งสิ้นหวัง แอสเปกต์สายเวทมนตร์หรือสายสนับสนุนก็มีประโยชน์ในแบบของมันเอง นายแค่ต้องใช้สมองหน่อย มันไม่มีแอสเปกต์ที่ไร้ประโยชน์หรอก… ก็นะ เกือบจะไม่มีน่ะ เพราะงั้นทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อเอาชีวิตรอดซะ”
“ถ้ารอดมาได้ นายจะก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ตื่นรู้ไปครึ่งตัวแล้ว แต่ถ้าตาย นายจะเปิดประตูให้สัตว์ร้ายแห่งฝันร้ายปรากฏตัวขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งนั่นหมายความว่าฉันกับพวกเพื่อนร่วมงานจะต้องเป็นคนจัดการมัน เพราะฉะนั้น… ได้โปรดอย่าตายนะ ซันเลส”
ซันนี่ที่อยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นรู้สึกตื้นตันเล็กน้อยกับคำพูดของนายตำรวจ
“หรืออย่างน้อยที่สุด ก็พยายามอย่ารีบตายทันทีล่ะ ผู้ตื่นรู้ที่อยู่ใกล้ที่สุดกว่าจะมาถึงที่นี่ก็คงอีกหลายชั่วโมง พวกเราจะขอบคุณมากถ้านายไม่ปล่อยให้พวกเราต้องสู้กับไอ้ตัวนั้นกันเอง…”
‘ฮะ อะไรนะ?’
ด้วยความคิดสุดท้ายนั้น ในที่สุดซันนี่ก็จมดิ่งสู่การหลับใหลที่ล้ำลึก
ทุกอย่างกลายเป็นสีดำสนิท
และท่ามกลางความมืดมิดนั้น เสียงที่ฟังดูคุ้นเคยอย่างประหลาดก็ดังกึกก้องขึ้น
[ผู้ทะเยอทะยาน! ยินดีต้อนรับสู่มนต์ฝันร้าย จงเตรียมตัวสำหรับการทดสอบครั้งแรกของเจ้า…]