ทาสแห่งเงา Shadow Slave [นิยายแปล] - ตอนที่ 166 แสงสว่างและเงา
ดาราแปรเปลี่ยนขมวดคิ้ว แววตาที่เย็นชาสีเทาของเธอฉายแววประหลาดใจออกมาเล็กน้อย
“เป้าหมายของฉัน… เหรอ? มันยังไม่ชัดเจนพออีกหรือไง?”
เธอผายมือไปยังสลัมที่ล้อมรอบพวกเขาและปราสาทอันโอ่อ่าที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องบน
“ฉันกำลังพยายามช่วยคนพวกนี้อยู่ แล้วจะมีอะไรอีกล่ะ?”
ซันนี่ถอนหายใจ
จากนั้นเขาก็เบือนหน้าหนีและถามว่า:
“เฮ้ ฉันเคยเล่าเรื่องน้องสาวให้เธอฟังหรือเปล่า?”
เนฟิสกะพริบตา
“ไม่นี่ ทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ?”
เขายิ้มออกมาอย่างโหยหา
“ฉันแค่เพิ่งนึกถึงเธอขึ้นมาน่ะ เลยคิดว่าอยากจะแชร์ให้ฟัง เธอรู้ไหม… พ่อแม่ของพวกเราตายตั้งแต่พวกเรายังเล็ก เธอถูกรับไปเลี้ยง แต่ฉันกลับต้องระเหเร่ร่อนอยู่ข้างถนน ชีวิตมันไม่ได้หวานชื่นสำหรับฉันเลย ความจริงแล้วมันมีแต่ความขมขื่นและน่ารังเกียจ ดังนั้นด้วยความเป็นเด็ก ฉันเลยจินตนาการเอาเองว่าเธอก็คงจะเจอสภาพไม่ต่างกัน นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันหมกมุ่นอยู่กับการตามหาเธอ ฉันมีความฝันลมๆ แล้งๆ อยู่ในหัวว่าอยากจะไปช่วยและปกป้องเธอ เพื่อให้เรากลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง”
ซันนี่ทำหน้าบิดเบี้ยว
“แต่คนสิ้นเนื้อประดาตัวที่ไม่มีใครต้องการอย่างฉันจะไปตามหาใครได้ล่ะ? เธอคงรู้ดีว่าฐานข้อมูลของเมืองเป็นยังไง ต่อให้มันยังใช้งานได้ แต่การจะปลดล็อกข้อมูลอะไรก็ตามเธอต้องเป็นพลเมือง และต้องมีลำดับขั้นที่สูงพอสมควรด้วย แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้เป้าหมายสำเร็จ ฉันเลยเก็บหอมรอมริบเงิน เด็กข้างถนนน่ะหาเงินไม่ได้มากหรอก แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็เก็บเท่าที่พอจะเก็บได้”
สีหน้าที่มืดมนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
“ต่อให้ฉันแทบจะไม่มีอะไรกิน ฉันก็จะเก็บเศษเสี้ยวเครดิตที่หามาได้จากการทำเรื่องระยำทุกรูปแบบเอาไว้ และหลังจากทำแบบนั้นมาสี่หรือห้าปี ตอนที่ฉันอายุเกือบสิบเจ็ด ในที่สุดฉันก็มีเงินพอที่จะจ้างนักสืบเอกชน”
เขายิ้มออกมา
“เธอเห็นไหม มีนักสืบคนหนึ่งที่บางครั้งเขาก็จะจ้างพวกไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างพวกเราให้ไปหาข่าวให้เขา ค่าบริการของเขาไม่ถูกเลย แต่ฉันเชื่อใจเขา หรืออย่างน้อยก็เชื่อในฝีมือเขา ฉันเลยยกเงินทั้งหมดที่มีให้หมอนั่นแล้วบอกให้เขาตามหาน้องสาวของฉันให้เจอ และเธอรู้ไหม? เขาทำได้จริงๆ วันหนึ่ง ประมาณหนึ่งเดือนหลังจากที่เราตกลงกัน เขาก็ส่งกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีที่อยู่เขียนไว้ให้ฉัน ฉันเลยไปที่นั่น”
เนฟิสลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา:
“แล้วเกิดอะไรขึ้น? นายได้เจอน้องสาวไหม?”
ซันนี่ลูบหน้าตัวเอง พลางเหลือบมองท้องฟ้าแล้วพูดว่า:
“ก็ทำนองนั้น ความจริงฉันเจอเธอตรงใกล้ๆ สถานีรถราง แต่ตอนนั้นฉันจำเธอไม่ได้หรอก เธอรู้ไหม ทั้งที่มีอุดมการณ์สูงส่งว่าจะเป็นผู้ช่วยชีวิตเธอ แต่ฉันกลับจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าหน้าตาเธอเป็นยังไง มีเด็กสาวคนหนึ่ง อายุประมาณสิบสองปี สวมชุดนักเรียนเรียบร้อย เธอกำลังเดินไปทางเดียวกับฉัน ฉันเพิ่งจะมารู้ตัวว่าเป็นเธอหลังจากที่เธอเดินเข้าไปในบ้านตามที่อยู่ที่ได้มานั่นแหละ”
เขานิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบอย่างไร้อารมณ์:
“ตอนนั้นมันมืดแล้ว ฉันจำได้ว่าฝนตกด้วย บ้านหลังนั้นตั้งอยู่ในย่านที่ดีมาก พวกเขามีบ้านทั้งหลังเป็นของตัวเอง มีแค่ครอบครัวเดียวอาศัยอยู่ในนั้น เธอจินตนาการออกไหม? ก็นะ เธอคงนึกออกอยู่แล้วล่ะ… ที่นั่นมีแม้กระทั่งสนามหญ้า และหน้าต่าง… หน้าต่างบานใหญ่ที่มีแสงสว่างส่องออกมาข้างนอก การเฝ้ามองพวกเขาผ่านหน้าต่างบานนั้นมันเกือบจะเหมือนกับการดูรายการโทรทัศน์เลยล่ะ”
ซันนี่จดจำความงดงามของมันได้ จดจำความตกตะลึงที่น่าอายของตัวเอง และพยายามจะยิ้มออกมา ทว่าเขาก็ทำไม่สำเร็จ
“ยืนอยู่ในเงามืดที่อยู่นอกขอบเขตของแสงสว่างนั่น ฉันเฝ้าสังเกตครอบครัวของเธออยู่พักหนึ่ง เธอมีพ่อแม่ที่รักและดูแลเธอเป็นอย่างดี เธอได้กินอาหารจริงๆ และมันก็มีมากพอที่จะทำให้เธอไม่ต้องหิวโหยอีกต่อไป เธอมีเสื้อผ้าสวยๆ และตำราเรียนราคาแพง เธอยังมีน้องๆ ที่น่ารักอีกด้วย พวกเขาทุกคนต่างยิ้ม หัวเราะ และมีความสุขด้วยกัน”
เนฟมองเขาแล้วถามว่า:
“แล้วนายทำยังไงต่อไป?”
ซันนี่ไม่ได้ตอบทันที เขากลับนึกถึงตอนที่เขายืนอยู่นิ่งๆ เฝ้ามองผู้คนที่มีความสุขเหล่านั้น นึกถึงตอนที่เขาก้มลงมองร่างกายที่ซูบผอมของตนเอง เสื้อผ้าที่สกปรกและขาดรุ่งริ่ง รอยฟกช้ำบนข้อนิ้วที่เปื้อนเลือด และตระหนักได้ว่าเขาช่างดูแปลกแยกอย่างสิ้นเชิงในภาพภาพนั้น
หลังจากฝันมานานหลายปีว่าจะตามหาน้องสาวและช่วยเธอไว้ เขากลับต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่แสนเรียบง่ายว่าเธอ… เธอไม่เคยต้องการเขาเลยจริงๆ เธอคงจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขามีตัวตนอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น การกลับเข้าไปในชีวิตของเธอไม่ได้นำพาสิ่งดีๆ อะไรไปให้เธอเลย เขาไม่มีอะไรที่รื่นรมย์หรือเป็นประโยชน์จะมอบให้ มีแต่จะทำให้ทุกอย่างแย่ลง
ท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิดและเหน็บหนาวในวันฝนตกนั้น ในขณะที่ซันนี่ยืนอยู่ในเงามืด บางสิ่งในใจของเขาก็ดับวูบลงตลอดกาล บางสิ่งภายในตัวเขาได้ตายจากไป
ไม่ว่าเขาจะตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหนหลังจากนั้น ก็ไม่มีอะไรเทียบได้กับความมืดมิดที่เขารู้สึกในวินาทีนั้นเลย
หลังจากยืนนิ่งอยู่นาน เขาก็ค่อยๆ ถอยหลังกลับ หันหลัง และเดินหายเข้าไปในความมืด
…ไม่กี่วันหลังจากนั้น เขาก็เริ่มแสดงอาการแรกของการติดเชื้อจากมนต์ฝันร้าย
และส่วนที่เหลือก็คือประวัติศาสตร์
ซันนี่สลัดความทรงจำที่ไม่น่าอภิรมย์ทิ้งไป แสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจและยักไหล่
“ฉันทำเรื่องที่เห็นแก่ตัวน้อยที่สุดเท่าที่เคยทำมา นั่นคือการหันหลังเดินจากไป เธอรู้ไหมว่าทำไม?”
เนฟิสค่อยๆ ส่ายหัว
ซันนี่เหยียดยิ้ม ความโกรธแค้นเริ่มปรากฏชัดในดวงตาของเขา
“เพราะแม้แต่คนปัญญาอ่อนอย่างฉันยังสำนึกได้เลยว่า คนที่ฉันอยากจะช่วยน่ะเขาไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากฉัน เพราะงั้นบอกฉันทีเถอะเนฟ ทำไมคนฉลาดหลักแหลมและมีความคิดชัดเจนอย่างเธอ ถึงดูเหมือนจะคิดไม่ได้แบบเดียวกัน?”
เธอจ้องมองเขา ใบหน้าเริ่มขมวดคิ้วอย่างหนัก
“นายกำลังจะบอกว่าฉันโกหกเรื่องความตั้งใจที่จะช่วยคนพวกนี้งั้นเหรอ? ถ้าใช่ นายก็คิดผิดแล้ว”
ซันนี่กำหมัดแน่น ก่อนที่เขาจะห้ามตัวเองไว้ทัน คำพูดก็พรั่งพรูออกมาจากปาก
…ไม่สิ หากจะซื่อสัตย์กับตัวเองอย่างที่สุด เขาต้องยอมรับว่าเขาแค่ไม่อยากหยุดพวกมันแล้ว เขาเหนื่อยเกินไป เจ็บปวดเกินไป และสั่นคลอนเกินกว่าจะเล่นเกมนี้กับเนฟต่อไปได้ ถึงเวลาที่ต้องเปิดเผยทุกอย่างออกมาให้เห็นชัดแจ้งแล้ว
บางทีเมื่อถึงตอนนั้น เขาอาจจะกลับมามีความคิดที่ชัดเจนอีกครั้ง
ซันนี่จ้องเขม็งไปยังดาราแปรเปลี่ยนแล้วพ่นคำพูดออกมา:
“…ไปตายซะเถอะเนฟ”
เธอกะพริบตา
“อะไรนะ?”
เขาเหยียดยิ้มที่บิดเบี้ยว
“ฉันบอกว่าไปลงนรกซะกับเรื่องตอแหลพวกนั้น… นักบุญเนฟิส เธออาจจะหลอกคนอื่นได้ทุกคน แต่ฉันรู้จักเธอ ฉันรู้จักเธอดีกว่าใคร เพราะงั้นฉันไม่หลงเชื่อบทผู้ช่วยโลกของเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว”
ซันนี่ทำท่าทางเลียนแบบเธอ โดยการชี้ไปยังเพิงพักรอบๆ
“ช่วยคนพวกนี้เหรอ? ขอร้องล่ะ! เธอจะช่วยอะไรพวกเขา? ช่วยให้พวกเขากลายเป็นศพงั้นเหรอ? ทั้งเธอและฉันต่างก็รู้ดีว่าเรื่องนี้จะจบลงยังไง แคสซี่บอกพวกเราหมดแล้ว เปลวไฟและแม่น้ำสีเลือดใช่ไหม? นี่คือสิ่งที่เธอวางแผนไว้ใช่หรือเปล่า?”
เนฟิสจ้องมองเขา สีหน้าที่มืดมนปรากฏบนใบหน้าที่ขาวนวลของเธอ ดวงตาที่เย็นชาสีเทาคู่นั้นไม่สงบนิ่งอีกต่อไป ในที่สุดก็มีอารมณ์ที่ลุกโชนอยู่ในนั้น มันคือ… ความสับสน? ความเจ็บปวด? หรือความผิดหวังกันแน่?
เธออ้าปากจะพูด แต่ก็หุบลงอีกครั้ง จากนั้นดาราแปรเปลี่ยนก็ค่อยๆ ส่ายหัว
ในที่สุดดูเหมือนเธอจะหาคำพูดที่เหมาะสมเจอ เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของซันนี่ เชิดคางขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดว่า:
“…ก็ได้ นายจับผิดฉันได้แล้ว”