ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 153 อวดความมั่งคั่งได้ โปรดอย่าโจมตีส่วนตัว
มหาสงครามได้เริ่มต้นขึ้นอย่างกะทันหัน!
สงครามใหญ่เช่นนี้ หากไม่ใช่ทางเลือกสุดท้ายคงไม่มีทางเกิดขึ้น ผู้แข็งแกร่งล้วนล้ำค่า อีกอย่างการสู้รบก็อันตรายอย่างยิ่ง ยังไม่ถึงตอนจบ ไม่มีใครรู้ผลลัพธ์ เพื่อให้แน่ใจว่าจะเหล ลือรอด แต่ละกองกำลังจะไม่ปล่อยให้ผู้มีอำนาจต่อสู้สูงสุดสู้กันจนตายไปข้าง
แต่คราวนี้ไม่เหลือช่องว่างให้เจรจา ก่อนสู้กันก็พูดเพียงไม่กี่คำ
หากเป็นเมื่อก่อนนี้ยากจะจินตนาการ
และทั้งหมดนี้เป็นเพราะคำพูดของผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งเท่านั้น!
โฮก โฮก โฮก!
มังกรไฟบินอยู่บนฟ้า โฉบไปมาเหนือตระกูลหลิ่ว ส่งเสียงราวกับร้องคำราม และดูเหมือนเกิดจากเปลวไฟที่ลุกโชน
เคร้ง เคร้ง เคร้ง!
ในเวลาเดียวกัน เสียงฉินก็ดังปกคลุมทั้งตระกูลหลิ่ว
ทิ้งระเบิดมากมายนับไม่ถ้วนลงบนม่านพลังสีฟ้าของตระกูลหลิ่ว จนสั่นสะเทือนไม่หยุด
หลิ่วซิงเหอใบหน้าซีดเผือด ศิษย์ของตระกูลหลิ่วที่วรยุทธ์ต่ำกระอักเลือดออกมา เพียงแว่วเสียงที่หลงเหลือ พลังกลับมหาศาลจนน่าทึ่ง
แม้ตระกูลหลิ่วจะแข็งแกร่ง แต่เมื่อเผชิญกับการรวมพลังของยอดฝีมือหลายคนก็ยากจะต้านทาน
หลิ่วซิงเหอกัดฟัน สายตาเผยความบ้าคลั่ง หัวเราะอย่างคนไร้สติ ผมยาวสยาย พลังรัศมีทั่วทั้งร่างระเบิดพลุ่งพล่าน
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็สู้ให้ตายกันไปข้าง!”
เขายกมือขวาขึ้น ม่านพลังสีฟ้าของตระกูลหลิ่วพลันแข็งตัว หลังจากนั้นส่วนลึกในตระกูลหลิ่วที่ดูจะเป็นโถงบรรพบุรษก็เปล่งแสงสว่างเข้มข้น พื้นดินโดยรอบคล้ายกับสั่นสะเทือน
ยอดฝีมือตระกูลหลิ่วหลายคนลอยอยู่รอบตัวหลิ่วซิงเหอ สองมือจับนิ้วคำนวณอย่างรวดเร็ว สีหน้าเคร่งเครียด รัศมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับเทพช่วย
จื่อ จื่อ จื่อ
จู่ๆ ก็มีเสียงต่ำดังขึ้นในความว่างเปล่า เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ กดทับทุกสิ่งทุกอย่าง ก้องอยู่ในหูทุกคน กังวานไปทั่วฟ้าดิน
คล้ายกับว่ามีบางอย่างกำลังตื่นขึ้น
สายลมพัดโหม เมฆก่อตัว!
ม่านพลังของตระกูลหลิ่วเปล่งแสงสว่างจ้า คล้ายควบแน่นเป็นแก่นแท้ ทิ่มแทงจนคนเกือบจะลืมตาไม่ขึ้น
เคร้ง!
ท้ายที่สุด เสียงหนึ่งประดุจสายฟ้าก็ปรากฏขึ้น
จากนั้นแสงจ้าก็พุ่งขึ้นทะลุฟ้าราวกับสายรุ้งยาว กวาดล้างร่องรอยในอากาศ และหยุดลงตรงหน้าหลิ่วซิงเหอที่ลอยอยู่กลางอากาศ
แสงระยิบระยับทำให้ท้องฟ้าสว่างไสว รัศมียิ่งใหญ่แผ่ขยายออกไป กดอัดทั้งซีกโลกฝั่งนี้
หัวใจทุกคนเต้นเร็วถี่ เพียงเหลือบมองเงาลวงตาดาบยาว ก็รู้สึกถึงอันตรายต่อชีวิต แทบรอจะหันตัววิ่งหนีไปไม่ไหว
อันตราย!
ดาบยาวเล่มนั้นอันตรายยิ่งนัก!
ใครบางคนกลืนน้ำลาย เอ่ยอย่างยากลำบาก “ศาสตรา…ศาสตราเซียน?”
เพียงคำง่ายๆ กลับทำให้ร่างกายของเขาหมดแรง เหงื่อเย็นเยียบ...ไหลลงจากหน้าผาก
ตระกูลหลิ่วมีศาสตราเซียน!
คว้าง คว้าง คว้าง!
แสงแห่งดาบพวยพุ่งสู่นภา ใบมีดลมมากล้นดุจทะเล!
การรวมพลังแสงแห่งดาบและใบมีดลม พลังมหาศาล ใบมีดลมหนาแน่นราวกับไร้ช่องว่าง ก่อตัวเป็นพายุมหึมาโหมกระหน่ำไปรอบๆ!!
ไม่ว่าที่ใด ทุกอย่างล้วนถูกปั่นเป็นเศษเล็กเศษน้อย ดอกไม้พืชพรรณรอบๆ ต่างหายไป กลายเป็นอากาศว่างเปล่า
ผู้บำเพ็ญเซียนที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด ที่อยู่ใกล้ก็กลายเป็นผุยผงไปด้วย ส่วนที่อยู่ไกลหน่อย ทว่าวรยุทธ์ไม่เพียงพอก็ถูกมีดลมพัดทะลุร่าง!
กลางป่า มีเสียงร้องดังไม่หยุด ร่างหลายร่างร่วงตกลงจากต้นไม้ทีละคนราวกับสายฝน
เด็กหญิงตัวเล็กๆ ซ่อนอยู่บนต้นไม้แอบดูการต่อสู้กลางอากาศ
เวลานี้มีดลมสายหนึ่งพัดเข้ามา ในชั่วพริบตาก็มาถึงตรงหน้านาง แสงสีขาวเจิดจ้าส่องประกายจากหน้าอกของเด็กหญิง ขจัดใบมีดลมสลายหายไปดั่งลมอ่อนพัดผ่านแก้ม
เด็กหญิงแลบลิ้นออกมาด้วยความนึกหวาดกลัว รีบตบหน้าอกเล็กๆ ของตน
“พี่เนี่ยนฝานช่วยชีวิตข้าไว้อีกแล้ว” นางพึมพำด้วยแววตาเศร้าสร้อย “ทำนองมรรคาในกระดาษอวยพรนี้ลดน้อยลงไปอีก ข้ายังตื่นรู้ไม่เท่าไหร่เลย ต่อไปจะปล่อยให้สิ้นเปลืองแบบนี้ไม่ได ด้แล้ว”
จากนั้นนางก็มองดูศพที่กองบนพื้นรอบตัว ดวงตาเริ่มเป็นประกาย นางรีบกระโดดจากต้นไม้แล้วเดินปรี่เข้าไปข้างศพร่างหนึ่ง สองมือกระกบกัน พึมพำเบาๆ “หลายคนคิดจะทำลายสำนักจิน นเหลียนของข้า จำได้ว่าพวกเจ้าเคยไล่สังหารข้า ข้าก็ทำไปเพื่อปกป้องตัวเอง ในเมื่อพวกเจ้าตายแล้ว จะปล่อยให้วรยุทธ์สูญเปล่าก็น่าเสียดายแย่ ในขณะที่ยังร้อนอยู่ ข้าไม่เกรงใจล ล่ะนะ ขอบใจมาก”
แสงประหลาดฉายจากมือเล็กๆ ทั้งสองของเด็กหญิง นางเหยียดออกไปสัมผัสด้านบนหัวของศพ ทันใดนั้นคลื่นพลังปราณสายหนึ่งจากร่างไร้วิญญาณก็ถูกดูดเข้าไปในร่างของเด็กหญิงราวกับกระแสน น้ำ
เด็กหญิงแหงนหน้ามองดวงจันทร์สว่างบนท้องฟ้า คิ้วขมวดกันเล็กน้อย “แม้การฝึกวิชานี้ยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่พี่เนี่ยนฝานสอน ต้องมีชื่อเรียกโด่งดังถึงจะถูก เรียกมันว่ากลืน อะไรดี? ในบันทึกท่องประจิมที่พี่เนี่ยนฝานบอก ฝ่ายที่แข็งแกร่งที่สุดน่าจะเป็นตำหนักสวรรค์ แต่ตำหนักสวรรค์ก็ไม่สู้พี่เนี่ยนฝานของข้า พี่เนี่ยนฝานของข้ายิ่งใหญ่กว่าสวรร รค์! หรือจะเรียกว่ากลืน…สวรรค์?”
…………………….
หลิ่วซิงเหอยิ้มเย็นชา หว่างคิ้วเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “เหอะๆ แม้แต่คนรุ่นหลังก็ยังกล้าอวดดีกับตระกูลหลิ่วของข้า บังอาจปรารถนาตระกูลหลิ่วของข้า รนหาที่ตาย!”
จากนั้นเขาก็เอื้อมมือไปจับดาบยาว ดวงตาฉายประกายดุร้าย กวาดไปทางพวกกู้ฉางชิง!
เพียงดาบเดียว มังกรไฟบนท้องฟ้าก็ทรุดฮวบ กู้ฉางชิงและผู้อาวุโสทั้งสามของหุบเขาเมฆาครามต่างถอยร่นออกไปสองสามก้าว เสียงฉินของโจวต้าเฉิงพลันหยุดชะงัก สายทุกเส้นขาดดัง ‘ผึง’ ’!
หลิ่วซิงเหอถือดาบยาว ร่างกายเปล่งแสงสว่างยากจะทนมอง
เขามองกู้ฉางชิงและพูดอย่างเย็นชา “ประมุขหุบเขากู้ ดาบนี้เป็นดาบของบรรพบุรุษข้าก่อนจะกลายเป็นเซียน เจือด้วยพลังเซียนเฉกเช่นเดียวกันกับเขา แม้จะไม่ใช่ศาสตราเซียน ทว่าพลังก็ ไม่ด้อยไปกว่าศาสตราเซียน หากพวกเจ้ายอมถอยตอนนี้ ข้าจะไม่ถือสา! โจวต้าเฉิงฆ่าบุตรชายข้า ข้าจะฆ่ามันเพียงผู้เดียว!”
กู้ฉางชิงสีหน้าประหลาดใจ พูดอย่างใจเย็น “ศาสตราเซียน ไม่ใช่มีแต่ตระกูลหลิ่วของเจ้าที่มี”
เขาหยิบธงสีแดงผืนเล็กออกจากแขน สองมือร่ายพลัง โยนขึ้นไปบนท้องฟ้า
เปลวไฟปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าอีกครั้ง เปลวไฟครานี้ขนาดใหญ่ เกือบจะพุ่งทะลวงนภา เกิดเป็นเสาลำแสงเพลิงซึ่งเกินความสูงของจวนตระกูลหลิ่ว เชื่อมต่อกับท้องฟ้า คล้ายกับปิดตายตระกูลหลิ วไว้ในเสาแห่งลำแสง!
สีหน้าหลิ่วซิงเหอเปลี่ยนไปมาก เผยให้เห็นสายตาไม่อยากเชื่อ น้ำเสียงแหลมสูง “ธงเพลิงสวรรค์? เจ้าบ้าไปแล้ว ถึงกับเอาธงเพลิงสวรรค์ออกมา ไม่ต้องใช้มันผนึกมารแล้วหรือ?”
“ก่อนหน้านี้ใช่ ทว่าบัดนี้ไม่ต้องการแล้ว!” กู้ฉางชิงโบกมือไปที่ธงเพลิงสวรรค์ เปลวเพลิงไม่สิ้นสุดคล้ายกับมีชีวิต เริ่มเคลื่อนไปมาบนท้องฟ้า ก่อเกิดเส้นทางไฟสายหนึ่ง
“จะฆ่าข้ารึ?”
โจวต้าเฉิงหัวเราะเหอะๆ “สำนักอย่างพวกข้า มีศาสตราเซียนแล้วต้องภูมิใจมากนักรึ? ผู้ใดบ้างไม่มีเส้นสนกลในเลย?”
เขายกสองมือขึ้น ฉินโบราณที่ส่องประกายระยิบระยับปรากฏขึ้นตรงหน้า ทันทีที่มันปรากฏออกมาก็คล้ายมีเสียงฉินลอยออกมาในอากาศ
นั่นคือฉินจิตสวรรค์ของอารามเต๋าหลินเซียน!
จักรพรรดิลั่วยืนกระอักกระอ่วนอยู่ข้างๆ อ้าปากอึกๆ อักๆ
อวดความมั่งคั่งก็อวดเถอะ แต่ไม่โจมตีส่วนตัวจะได้หรือไม่?
ข้าไม่มีไง เฮ้ย!