ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 159 แค่ขีดๆ เขียนๆ ก็เสร็จแล้ว
หลี่เนี่ยนฝานวางถ้วยชาลง พูดรำพึงรำพัน “นับเวลาดู นี่ก็ออกมาหลายวันแล้ว”
จักรพรรดิลั่วเข้าใจความหมายของหลี่เนี่ยนฝาน รีบเอ่ยว่า “คุณชายหลี่ เรื่องของพวกเราจัดการเรียบร้อยแล้ว สามารถเดินทางกลับได้ทุกเมื่อ”
“โอ้?” หลี่เนี่ยนฝานเลิกคิ้วเล็กน้อย “วันนี้กลับได้แล้วหรือ?”
โจวต้าเฉิงพยักหน้า “ได้แล้ว คุณชายหลี่”
“คุณชายหลี่ ไม่สู้อยู่ต่ออีกสักหน่อยดีกว่าหรือ ข้ายังอยากทำหน้าที่เจ้าบ้านให้ดีที่สุด” กู้ฉางชิงรีบเอ่ยปากรั้งให้อยู่ต่อสุดความสามารถ
“ไม่ล่ะ ขอบคุณน้ำใจของประมุขหุบเขากู้มาก” หลี่เนี่ยนฝานส่ายหัว “ยังมีต้าเฮยรอข้าอยู่ที่บ้าน ไม่เจอกันหลายวัน ไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้าง”
กู้ฉางชิงเอ่ยขึ้น “เมื่อคุณชายหลี่ตัดสินใจแล้ว พวกเราก็ไม่รั้ง”
จักรพรรดิลั่วและโจวต้าเฉิงลุกขึ้นเอ่ยว่า “คุณชายหลี่ เช่นนั้นพวกเราควรไปเก็บของแล้ว”
เมื่อเห็นว่าหลี่เนี่ยนฝานตัดสินใจแน่วแน่ พวกเขาย่อมไม่อาจพูดอะไรมากไปกว่านี้ รีบให้ความร่วมมือ
กู้ฉางชิงออกจากเรือน ก็มุ่งหน้าตรงไปที่ห้องโถงใหญ่แห่งหุบเขาเมฆาคราม
สองพี่น้องกู้จื่อเหยาเฝ้ารออยู่ในห้องโถง รีบเอ่ยทักทาย “ท่านพ่อ”
กู้ฉางชิงพูดอย่างรีบร้อน “จื่อเหยา เรื่องที่พ่อให้ไปทำเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ท่านพ่อ ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว!” กู้จื่อเหยาพยักหน้า ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “ท่านพ่อ ผู้ยิ่งใหญ่สนใจไข่มุกปลุกจิต ข้าจึงมอบไข่มุกปลุกจิตให้ไปแล้ว”
กู้ฉางชิงถามต่อ “ผู้ยิ่งใหญ่ยอมรับไว้หรือไม่?”
“อื้ม รับไว้แล้ว ดูเหมือนจะชอบมากทีเดียว” กู้จื่อเหยากล่าว
“ดี ทำได้ดีมาก!” กู้ฉางชิงดีใจยกใหญ่ มิน่าท่าทีที่ผู้ยิ่งใหญ่มีต่อตนถึงได้ดีเช่นนั้น ที่แท้ก็เป็นเพราะเรื่องนี้ เขาอดหัวเราะเสียงดังออกมาไม่ได้ “แลกไข่มุกปลุกจิตเม็ดหนึ่ง กับได้ความโปรดปรานจากปรมาจารย์ ช่างเป็นการค้าขายที่คุ้มค่าเสียจริง จื่อเหยา เจ้าทำได้ดีมาก!”
กู้จื่อเหยาแย้มยิ้ม หยิบกำไลข้อมือที่ใช้เก็บของออกมา “ท่านพ่อ ปรมาจารย์จ้องมองของสิ่งนี้นานกว่าห้าวินาที”
กู้ฉางชิงรับกำไลข้อมือมา คิ้วกลับขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “เหตุใดมีแค่นี้?”
กู้จื่อเหยาทำหน้าเศร้า “ของหลายอย่าง ปรมาจารย์ล้วนแต่ปรายตามอง ส่วนมากก็มองดูทิวทัศน์”
กู้ฉางชิงทอดถอนใจเบาๆ อย่างอดไม่ได้ “เฮ้อ ของที่เข้าตาปรมาจารย์มีน้อยเกินไปแล้ว คุณชายหลี่จะกลับแล้ว พวกเจ้ารีบเตรียมตัวไปส่งคุณชายหลี่กับข้า”
ไม่นาน หลี่เนี่ยนฝานและต๋าจี่ก็เก็บกระเป๋าออกจากเรือน ขณะนั้นจักรพรรดิลั่วและคนอื่นๆ มารอที่ประตูเรือนแล้ว
ทุกคนเดินทางไปที่ห้องโถงแห่งหุบเขาเมฆาครามพร้อมกัน กู้ฉางชิงพาสองพี่น้องกู้จื่อเหยาและผู้อาวุโสแห่งหุบเขาเมฆาครามอีกสามท่านมารออยู่ที่นั่นด้วยความเคารพ
“คุณชายหลี่” กู้ฉางชิงก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ในมือถือกำไลข้อมือมิติ กล่าวว่า “ไม่ง่ายที่จะได้ท่านมาเป็นแขกของหุบเขาเมฆาคราม ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ไม่อาจปล่อยให้ท่านกลับไปมื อเปล่า แค่น้ำใจเล็กน้อย โปรดรับไว้เถอะ”
หลี่เนี่ยนฝานหัวเราะแห้ง พูดอย่างอดไม่ได้ “ประมุขหุบเขากู้เกรงใจเกินไปแล้วจริงๆ ข้าเป็นเพียงปุถุชนธรรมดาคนหนึ่ง มีดีอะไรให้ท่านทำเช่นนี้”
กู้ฉางชิงตอบด้วยรอยยิ้ม “แค่ภาพวาด วัตถุโบราณ ของเล่น มิอาจนับเป็นสมบัติ”
ภาพวาด วัตถุโบราณ ของเล่น?
หลี่เนี่ยนฝานรู้สึกสงสัยเล็กน้อย เมื่อมองดูก็พบว่าภาพวาดสามภาพที่เขาเห็นในห้องโถงด้านข้างคราวก่อน และรูปปั้นสีดำที่ดูเหมือนจะมีอายุหลายปีอยู่ในกำไลข้อมือ
ภาพวาดทั้งสามมีระดับธรรมดาทั่วไป แต่รูปปั้นนี้กลับดึงดูดความสนใจของหลี่เนี่ยนฝาน ฝีมือการแกะสลักถือว่าพอใช้ ทั้งยังดูแปลกตา น่าสะสมไว้ดูเล่น
เห็นได้ชัดว่ากู้ฉางชิงเป็นนักสะสม แม้ของเหล่านี้ตนทำเองให้ดีกว่าได้ ทว่าคนจะยอมละทิ้งของรักของตนนั้นหาได้ยากนัก หลี่เนี่ยนฝานพลันเกิดความรู้สึกซาบซึ้งเห็นใจผู้มีอารยะ ะด้วยกัน
หลี่เนี่ยนฝานจึงไม่ปฏิเสธอีก และกล่าวว่า “ประมุขหุบเขากู้ ช่างใส่ใจนัก”
กู้ฉางชิงหัวเราะออกมา “คุณชายหลี่ชื่นชอบก็ดีแล้ว”
หลี่เนี่ยนฝานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เฮ้อ เอาของเขามามากมาย หากตนไปดื้อๆ เช่นนี้ หน้าคงหนาเกินไปแล้ว!
นอกจากของเหล่านี้ พวกเขายังมอบเครื่องอัดอากาศให้ตนมาอีก!
แม้ไม่มีสมบัติติดตัว ไม่อาจตอบแทนได้อย่างเท่าเทียม แต่ก็ควรมีน้ำใจสักหน่อย
เขาพูดอย่างอดไม่ได้ “ประมุขหุบเขากู้ ท่านก็เป็นคนที่รักภาพวาด ไม่อย่างนั้นข้าวาดภาพให้ท่านสักชิ้นดีหรือไม่?”
เงียบสงัด!
บัดนี้ไม่มีแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ
หากสังเกตให้ดีจะพบว่านอกจากหลี่เนี่ยนฝานแล้ว ทุกคนต่างสั่นสะท้านเบาๆ ใบหน้าแดงแตกต่างกันไป ม่านตาเบิกโพลง ร่างกายแข็งทื่อ
กรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง
‘นี่มันอะไรกัน? วาดภาพ?! ลงมือแล้ว ผู้ยิ่งใหญ่จะลงมือแล้ว!’
‘โชคดีซะจริง! หุบเขาเมฆาครามโชคดีซะจริง! ปรมาจารย์ถึงกับจะวาดภาพให้พวกเขา!’
‘กรีดร้องไม่ได้ จะกรีดร้องไม่ได้! นิ่งไว้ สงบไว้! ไม่ไหวแล้ว ข้าจะหายใจไม่ออก!’
ในความเงียบงัน พวกเขาพร้อมใจกำหมัดแน่น จนปลายเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเพื่อระบายอารมณ์ที่แทบจะระเบิดออกมา
ภายนอกแต่ละคนต่างดูปกติไม่เปลี่ยนแปลง ทว่านอกจากใบหน้า ส่วนอื่นล้วนตกอยู่ในความโกลาหลไม่เป็นสุขแทบจะถึงขีดสุด
โดยเฉพาะกู้ฉางชิงที่สมองส่งเสียงหวึ่งๆ ใกล้จะเป็นลมเต็มที
คนทั้งคนราวกับขี่เมฆ โบยบินดั่งเซียนขึ้นสวรรค์
เขาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “คุณ…คุณชายหลี่ ได้…ได้จริงๆ หรือ?”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ก็แค่ภาพวาดภาพเดียว แค่ข้าขีดๆ เขียนๆ ก็เสร็จแล้ว” หลี่เนี่ยนฝานยิ้มอย่างเป็นกันเอง
แค่ขีดๆ เขียนๆ?
ทุกคนมุมปากกระตุก
ใช่สิ แค่ท่านขีดๆ เขียนๆ ฟ้าก็ทะลุเป็นรูแล้ว!
หากจริงจังขึ้นมาจะขนาดไหน?
หลี่เนี่ยนฝานถาม “มีพู่กันกับกระดาษหรือไม่?”
“มีๆ!” กู้ฉางชิงรีบพยักหน้า เขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก ทั้งหุบเขาเมฆาครามก็เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงสุด เพียงครู่เดียว พู่กันและกระดาษที่ล้ำค่าที่สุดจากคลังสมบัติของหุบเขาก็ มาอยู่ตรงหน้า
ตั้งอยู่มาหลายปี สมบัติแปลกประหลาดที่ได้รับมาย่อมมีไม่น้อย
กระดาษไม่เท่าไหร่ เพียงแต่วัสดุดีสักหน่อย ทว่าพู่กันด้ามนี้ได้มาจากดินแดนลึกลับโดยบังเอิญ นับว่าหาได้ยาก แต่ก็ไม่เคยมีใครใช้มันมาก่อน
หลี่เนี่ยนฝานชั่งน้ำหนักพู่กันในมือแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “พู่กันด้ามนี้ไม่เลวเลย พอใช้แทนกันได้อยู่”
จากนั้นดวงตาของเขาก็หรี่ลง ความคิดเริ่มโบยบิน
วาดอะไรดีนะ?
เขาจำภาพวาดทั้งสามในหุบเขาเมฆาครามได้
ต่างเป็นตัวแทนของเซียน มาร และปีศาจ
เซียนก็คือมนุษย์ หลี่เนี่ยนฝานไม่อยากวาดเท่าไหร่ มารก็กดอารมณ์ให้หมองหม่นเกินไป หลี่เนี่ยนฝานไม่อยากวาดเช่นกัน เช่นนั้นก็วาดปีศาจแล้วกัน
หากจะวาด ก็วาดปีศาจที่ทรงพลังไปเลย!
เพียงแต่ไม่รู้ว่าปีศาจที่ข้าวาดจะมีอยู่จริงหรือเปล่า
ช่างเถอะ ช่างเถอะ ศิลปะภาพวาดเป็นเรื่องของความคิด ไม่ว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่ก็ตาม
เขาลืมตาขึ้น ยกพู่กันวาดลงไป!
ทุกคนต่างจ้องตาไม่กะพริบ รู้สึกถึงเพียงรัศมีของหลี่เนี่ยนฝานที่กดทับทุกสิ่งในยามนี้ และยังคงสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ในสายตาของพวกเขา จนแทบจะพุ่งไปสู่นภา!
วิ้ง!
เมื่อพู่กันจุ่มลงบนกระดาษ แสงสว่างเจิดจ้าพลันฉายออกจากร่างของหลี่เนี่ยนฝาน เป็นแสงสีทองสดใส ทีแรกเป็นเพียงจุดสีทองเล็กๆ ที่ปลายพู่กัน ทันใดนั้นก็แผ่ขยายครอบทั้งตัวหลี่ เนี่ยนฝาน
แสงสีทองมหึมาปกคลุมหลี่เนี่ยนฝานราวกับดวงอาทิตย์
สว่างจ้าเสียจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น ไม่อาจมองตรงๆ ได้
จากนั้นอุณหภูมิรอบข้างก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้นราวกับอยู่ในเตาหลอมขนาดใหญ่ ขณะที่แสงสีทองยังคงแผ่ขยายกว้างขึ้น
ครั้นเมื่อทุกคนได้สติกลับมาจึงพบว่า แท้จริงแล้วพวกตนอยู่ในโลกสีทอง ซึ่งเต็มไปด้วยเปลวไฟสีทองที่แผดเผาทุกหนแห่ง
อุณหภูมิความร้อนจากเปลวไฟเพิ่มสูงขึ้นจนน่าสะพรึงกลัว คล้ายกับจะสามารถอบทุกสิ่งในใต้หล้าให้สุกไหม้ โชคดีที่ความร้อนเหล่านั้นไม่เป็นอันตรายต่อพวกเขา ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงระเหยก กลายเป็นไอไปในทันทีอย่างไม่ต้องสงสัยเลย!
นี่…นี่มัน…
ทุกคนต่างขนลุกขนชัน
ลำพังความนึกคิดอันลึกซึ้งทางศิลปะภาพวาดก็สามารถทำลายโลกได้แล้วกระมัง!
น่ากลัวจริงๆ ระทึกขวัญเกินไปแล้ว!
ในความตกตะลึงสุดขีดนี้ ทันทีที่หลี่เนี่ยนฝานหยุดพู่กัน แสงสีทองก็เริ่มจางหายไปในที่สุด!
ทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก แทบอดใจรอจะเงยหน้ามองไม่ไหว
กลับเห็นว่าในภาพวาดเป็นอีกาสามขาสีดำตัวหนึ่ง นั่งหมอบอยู่ในรัศมีเปล่งแสง คล้ายกับใช้สายตาจ้องมองทุกคนอยู่