ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 169 หมูผู้อุทิศตนให้วิทยาศาสตร์
หวึ่ง!
อากาศระหว่างฟ้าดิน คล้ายมีระลอกคลื่นกระเพื่อมเป็นชั้นๆ
ปลายนิ้วของต๋าจี่มีไอสีขาวขนาดจิ๋วเคลื่อนไหวราวกับไส้เดือน กำลังเลื้อยไปซ้ายแกว่งไปขวา แม้ว่าไอสีขาวจะมีขนาดเล็ก ทว่ากลับเหมือนแหล่งกำเนิดแสง ส่องสว่างทุกทิศทาง ย้อมทุกสิ่งรอบ บข้างให้กลายเป็นโลกสีขาว
กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์หนาแน่นล่องลอยตามออกมา ชวนให้ตื่นตะลึง จิตใจสั่นสะท้านอย่างอดไม่ได้
จิ้งจอกน้อยจ้องมองไอสีขาวนิ่งงัน “ท่านพี่ นี่ก็คือไอเซียนหรือ?”
“เอาล่ะ ไม่ต้องพูด!” ต๋าจี่สีหน้าจริงจัง สะบัดนิ้วเบาๆ ไอสีขาวนั้นก็พุ่งตรงไปยังร่างของจิ้งจอกน้อย
“ฟู่ว!”
ไอขาวไหลปกคลุมทั่วร่างจิ้งจอกน้อย ทันใดนั้นก็แบ่งตัวออกนับไม่ถ้วน แทรกซึมเข้าสู่อวัยวะทุกส่วนในร่างกาย
จิ้งจอกน้อยรู้สึกเพียงว่าร่างกายเบาหวิว ล่องลอยราวกับเทพเซียน แล้วทุกอย่างก็หายไป
มันจับหัวเล็กๆ ของตนด้วยความสงสัย “หือ? ท่านพี่ นี่จบแล้วหรือ?”
ต๋าจี่เองก็ผงะเล็กน้อย “ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่คิดว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จะสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน ไอเซียนจะค่อยๆ ปลุกสายเลือดของเจ้า”
“อ้อ” จิ้งจอกน้อยพยักหน้า
ต๋าจี่กล่าว “จริงสิ วันสองวันนี้เจ้าคัดเลือกปีศาจสักสองสามตัวให้ปลอมเป็นสัตว์ธรรมดา เดินไปมาอยู่รอบๆ เตรียมพร้อมรับคำสั่ง ไม่แน่เจ้านายอาจจะมีโอกาสได้ใช้”
“ได้เลยท่านพี่”
“เลือกผู้ช่วยที่มีความสามารถหน่อยนะ ปลอมตัวให้ดี อย่าให้ถูกจับได้เด็ดขาด” ต๋าจี่กำชับ “ตัวทดลองที่เจ้านายว่า น่าจะหมายถึงเจ้าพวกนี้แหละ…”
วันรุ่งขึ้น
หลี่เนี่ยนฝานเดินออกจากห้องมา สีหน้าก็ผันเปลี่ยนเป็นตกใจ มองขึ้นไปบนท้องฟ้า คิ้วขมวดแน่น
แค่คืนเดียว ทำไมท้องฟ้าถึงกลายเป็นแบบนี้?
ท้องฟ้าวันนี้มองไม่เห็นดวงอาทิตย์ เพราะถูกปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำขนาดใหญ่
เมฆดำหนาทึบยังคงกลิ้งม้วนไปมาไม่หยุด ภายในมีสายฟ้ากะพริบวาบเป็นครั้งคราว ยิ่งทำให้รู้สึกตะลึงพรึงเพริด อกสั่นขวัญแขวนขึ้นไปอีก
“เมื่อสองวันก่อนบอกว่าระยะนี้มีฟ้าผ่าบ่อย วันนี้ก็มาเลยหรือ? จะเร็วไปแล้วกระมัง!” หลี่เนี่ยนฝานรีบเก็บเสื้อผ้าเข้าภายในเรือน “ช่างเป็นโลกบำเพ็ญเซียนที่ชอบมีฟ้าผ่าเสียจร ริง หากไม่มีสายล่อฟ้าอยู่ไม่ได้แน่
ต๋าจี่น้อย ต้าเฮย มากับข้า พวกเราออกไปดูข้างนอกกัน”
หลี่เนี่ยนฝานถือว่าว เดินออกจากประตูลาน โดยมีต๋าจี่และต้าเฮยเดินตามไปติดๆ
ลมพายุพัดกระหน่ำ!
“วูบๆๆ!”
แม้จะเป็นเวลาเช้าตรู่ แต่กลับเหมือนค่ำคืนที่มืดมิด ใบไม้มากมายจำนวนนับไม่ถ้วนปลิวเต็มท้องฟ้าตามแรงลมที่พัดหมุนอย่างบ้าคลั่ง ในป่า ต้นไม้มากมายถูกลมพัดจนลำต้นโค้งงอ กิ่งก้าน นกวัดแกว่งไปมาอย่างไร้ทิศทาง
“สายฟ้าใหญ่อะไรขนาดนี้! ผู้ใดจะทานทนไหว”
หลี่เนี่ยนฝานต้านทานลมแรง มองดูเมฆดำที่เกือบจะรวมตัวเป็นกระแสน้ำวน อดรู้สึกโหวงๆ ในใจไม่ได้
น่ากลัวขนาดนี้ แม้แต่สายล่อฟ้าก็เอาไม่อยู่แล้วล่ะมั้ง?
“อีกอย่างสายฟ้ามาเร็วเช่นนี้ ยังไม่ทันได้ทดสอบเลยด้วยซ้ำ!” หลี่เนี่ยนฝานมองไปรอบๆ พูดขึ้นลอยๆ อย่างอดไม่ได้ “ถ้าหาสัตว์ได้สักตัวก็คงจะดี”
“โฮ่งๆๆ!”
เวลานี้เอง ต้าเฮยเห่าไปยังทิศหนึ่งสองสามครั้ง จากนั้นก็วิ่งตรงเข้าไปในป่า
“ต้าเฮย สภาพอากาศอย่างนี้อย่าวิ่งไปไหนมั่วซั่วนะ” หลี่เนี่ยนฝานเอ่ยด้วยความวิตกทันที ทว่าวินาทีถัดมาก็ต้องตกตะลึง เมื่อเห็นต้าเฮยไล่หมูสีดำร่างกำยำตัวหนึ่งมาทางนี้
“หือ? ที่นี่มีหมูอยู่ด้วยเหรอ?” หลี่เนี่ยนฝานรู้สึกดีใจ “ใช้ได้เลย ต้าเฮย ไม่แน่มันอาจจะแอบหนีมาจากบ้านข้างล่างภูเขาของใครสักคน! รีบจับมันเร็ว!”
หลี่เนี่ยนฝานเองก็เอาเครื่องมือจับออกมา ไม่นานก็ปราบหมูตัวนั้นได้สำเร็จ
“เจ้าหมูน้อย อีกเดี๋ยวเจ้าต้องวิ่งไปทางที่มีฟ้าผ่านะ หากเจ้าทำผลงานดี ข้าจะไม่กินเจ้า แต่หากเจ้าวิ่งไปทิศตรงกันข้าม เจ้าก็จะกลายเป็นหมูย่าง” หลี่เนี่ยนฝานตบหลังหมูน้อยเบ บาๆ ขณะเดียวกันก็เริ่มผูกว่าวไว้กับตัวของมัน
“ไม่ต้องกลัว ข้าเอาท่อนไม้บังตัวเจ้าไว้เป็นฉนวน หากไม่มีเรื่องเหนือความคาดหมายก็ไม่น่ามีปัญหา ไม่ต้องสั่นแล้ว ฮึกเหิมหน่อย! จะว่าโหดร้ายก็โหดร้ายอยู่บ้าง ถือว่าเจ้าได้อุทิศ ศตนให้วิทยาศาสตร์ ต่อไปจะต้องถูกเล่าขานกันรุ่นต่อรุ่น เป็นแบบอย่างให้กับเหล่าหมูอย่างแน่นอน”
หมูน้อยคล้ายกับตกใจจนอ่อนปวกเปียก ดวงตาน้อยๆ เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
มันมองต้าเฮยที่อยู่ข้างๆ แล้วมองต๋าจี่ที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ความสิ้นหวังในดวงตายิ่งมากขึ้น
ข้าไม่เพียงต้องปลอมตัวเป็นหมูธรรมดา ยังต้องพาว่าววิ่งเข้าหาทัณฑ์สวรรค์ของคนอื่นอีก?
ฆ่า นี่มันคือการฆ่ากันชัดๆ!
จบแล้ว ข้าตายแน่ ซี้แหงแก๋!
กลางดงป่า ปีศาจหมีดำและปีศาจอสรพิษเขียวมองดูปีศาจหมูป่าถูกผูกติดกับว่าวทั้งน้ำตา พี่ใหญ่ ขอบคุณที่ท่านแบกรับแทนพวกเรา
ทันทีหลังจากนั้น พวกเขาก็หันหลังกลับไปพูดกับปีศาจที่เหลือ “ราชาหมูป่าคงไม่รอดแล้ว ต่อไปเราจะเลือกราชาปีศาจตนใหม่ขึ้นมาแทน สู้ๆ นะทุกคน”
“เอาล่ะ ทุกอย่างพร้อมแล้ว! เหลือก็แต่ดูผลลัพธ์ของสายล่อฟ้า” หลี่เนี่ยนฝานตบก้นหมูป่าเบาๆ “ไปเลย เจ้าหมู!”
ปีศาจหมูป่าสั่นสะท้านไปทั้งตัว หันกลับมาด้วยท่าทางน่าสงสาร ยังมีร่องรอยสุดท้ายแห่งความปรารถนาที่จะมีชีวิต
“โฮ่งๆๆ!” ต้าเฮยแยกเขี้ยว
ต๋าจี่คิ้วขมวดเล็กน้อย จู่ๆ ไอเย็นสายหนึ่งก็แทงไปที่ก้นของปีศาจหมูป่า
ปีศาจหมูป่ากรีดร้องอย่างเศร้าสลด น้ำตาไหลพราก เริ่มออกวิ่งสู่ใจกลางเมฆดำอย่างบ้าบิ่น
ว่าวที่ผูกอยู่พลันลอยขึ้นไปตามลมถึงบนท้องฟ้าสูง สายล่อฟ้าก็ถูกชูขึ้นสูงเช่นกัน
เชือกว่าวพันด้วยลวดเชื่อมต่อลงมา และพันรอบชั้นไม้ของปีศาจหมูป่า จากนั้นก็ลากปลายยาวซึ่งเป็นเข็มลงไปที่พื้นดิน เป็นการต่อสายดิน
ครึน!
กลางเมฆดำเกิดฟ้าแลบจนสว่างวาบไปทั้งป่า
เหยาเมิ่งจียืนอยู่บนขอบหน้าผา จ้องมองท้องฟ้า หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด
เขาอยู่ในใจกลางเมฆดำ เหนือหัวคือกระแสน้ำวนที่เมฆดำปกคลุม พลังกดดันมหาศาลตกลงจากฟ้าทั่วทุกหนแห่ง ทำให้เขาแทบจะหายใจไม่ออก หนาวสะท้านไปทั้งตัว
ทัณฑ์สวรรค์เช่นนี้ ทบไปแล้วไม่รู้กี่เท่า ช่างน่าสะพรึงกลัวชวนให้หมดหวังที่จะคิดต้านทาน
ในที่สุด กระแสน้ำวนเมฆดำก็ค่อยๆ โปร่งแสง สายฟ้ามากมายเคลื่อนที่ไปกระจุกตัวตรงนั้นด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ยามมองจากด้านล่างของกระแสน้ำวน คล้ายกับเห็นสายฟ้าที่ ผ่าแปลบๆ เริ่มรวมตัวกันหนาเท่าปากชาม
ทันใดนั้นสายฟ้าก็ฟาดลงมา!
เพราะกระแสไฟที่มีอยู่เต็มท้องฟ้าทำให้ปลายผมของเหยาเมิ่งจีชี้ตั้ง ภายใต้ความตาย เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ฮ่าๆๆ สวรรค์ เหตุใดท่านต้องทำกับข้าถึงขนาดนี้? ก็แค่ทัณฑ์สวรรค์เอง ไม่ใช่หรือ? ชีวิตข้าขึ้นอยู่กับข้าหาใช่ฟ้า ข้าจะพลิกฟ้าท้าชะตาให้ดู!”
ผมยาวปลิวสะบัด ก้าวร้าวห้าวหาญเหลือจะพรรณนา ไม่ยอมล่าถอยกลับพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า!
“ครืน!”
ลำแสงอัสนีหนายิ่งกว่าตัวของเหยาเมิ่งจีพุ่งตกลงฟาดเขาอย่างแรงโดยไม่ลังเล!
“เปรี้ยง!”
ยามเหาะขึ้นไปห้าวหาญเท่าใด ยามตกลงมาก็น่าอับอายเท่านั้น เหยาเมิ่งจีกระอักเลือด เสื้อผ้าทั้งเนื้อทั้งตัวขาดรุ่งริ่ง จนกรอบนอกนุ่มในแล้ว
“ไม่ไหว นี่ก็รุนแรงเกินไป”
เหยาเมิ่งจีนอนแผ่บนพื้นหมดสิ้นเรี่ยวแรง ไร้ซึ่งความหวัง
แค่อัสนีสายแรกก็ผลาญพลังทุกอย่างที่เขามีไปจนหมดแล้ว “สวรรค์ ข้าผิดไปแล้ว ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ ข้าเป็นคนดีจริงๆ”
ครืนๆๆ!
แต่แล้วเสียงฟ้าร้องกลับดังยิ่งกว่าเดิม
เหยาเมิ่งจีตามองดูสายฟ้าที่กำลังก่อตัวเป็นครั้งที่สองด้วยสายตาที่เลือนราง เตรียมใจรอความตายอย่างสงบนิ่ง
ทันใดนั้นหางตาของเขาก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
หือ?
นั่นมัน…ว่าว?
เมื่อมองดูอีกครั้ง
ว่าวนั้นมาจากหมูป่าที่ตะบึงมาอย่างบ้าระห่ำ!
นี่มันอะไรกัน?
หมูป่าตัวนั้นบ้าไปแล้วกระมัง อยากรีบวิ่งมาตายขนาดนั้นเชียวหรือ?
เขารู้สึกว่าสมองตนยังไม่อาจหยุดความสนใจ จ้องมองว่าวบนฟ้าอีกครั้ง สายตาพลันกระชับแน่น
บนนั้นเหมือนจะมีอักษร!
‘เจ้าเข้ามาสิ!’
นั่นมัน…ลายมือของปรมาจารย์ไม่ใช่หรือ?!
ใช่แล้ว ลายมือของปรมาจารย์!
ปรมาจารย์มาช่วยข้า ที่แท้ปรมาจารย์ก็ไม่ได้ละทิ้งข้า!
ดวงตาของเหยาเมิ่งจีแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น ราวกับเด็กน้อยที่สิ้นหวังมองเห็นผู้เป็นบิดามารดา ความเข้มแข็งที่เสแสร้งแกล้งทำพังทลายลงทันที น้ำในตาเอ่อล้นไหลทะลัก
ปรมาจารย์ให้ข้าไปหรือ?
ราวกับว่าเขาได้คว้าฟางเส้นสุดท้าย ลุกขึ้นยืนเหาะไปทางว่าวตัวนั้นอย่างไม่ลังเล