ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 170 ว่าวนี้มีพิษ
ดวงตาของเหยาเมิ่งจีเป็นประกายระยิบระยับ พลังปราณที่หมดสิ้นกลับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง แผดเผาพลังที่ซ่อนอยู่ เหาะไปยังว่าวอย่างไม่กลัวตาย
ปรมาจารย์…ข้ามาแล้ว!
ปีศาจหมูป่าผูกติดอยู่กับว่าว หวาดกลัวจนเนื้อหมูสั่นกระเพื่อม มันหรี่ตาลง ภายในเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและอับจนหนทาง
อันที่จริงมันก็มีความคิดของตนอยู่ เมื่อลอบมองย้อนกลับไป พบว่าต้าเฮยและต๋าจี่ไม่ได้ตามมา ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ใจกลางสายฟ้าน่ะข้าไม่ไปหรอก แค่ดูการแสดงอยู่รอบๆ ก็พอ อย่างไรเสีย เป็นหนี้ต้องจ่ายเป็นคนร้ายต้องชดใช้ ทัณฑ์สวรรค์คงไม่บิดเบือน ต่อให้ข้าจูงว่าวอยู่ ทัณฑ์สวรรค์ก็ไม่น่าจะตกลงบนตัวข้าหรอก”
ปีศาจหมูป่าปลอบใจตัวเอง
แต่แล้วเมื่อมันแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก็ต้องตกใจจนขนหมูตั้ง กรีดร้องเสียงหลง
หนังหมูที่เดิมทีเป็นสีดำ ตกใจกลัวจนกลายเป็นสีขาว
กลับเห็นว่าชายชราที่ฝ่าด่านตู้เจี๋ยกำลังพุ่งมาหาตนอย่างกับคนบ้า เหนือหัวยังมีกระแสน้ำวนเมฆดำขนาดใหญ่ ภายในมีสายฟ้าแล่นแปลบราวกับมังกร เรียกได้ว่าจะทำลายล้างโลกให้ย่อยยับเป็นจุณ
ผลกระทบจากภาพที่มองเห็นนี้ยิ่งใหญ่มหาศาล ยังไม่นับที่เห็นอีกฝ่ายวิ่งเข้าหาตนอย่างเอาเป็นเอาตาย วินาทีนั้นปีศาจหมูป่าสัมผัสได้ถึงเจตนามุ่งร้ายลึกซึ้งของโลกใบนี้ ตกใจจนเกือบจะฉี่ราด
ปีศาจหมูป่าหันหัวขวับ ระเบิดพลังวิ่งหน้าตั้งหนีไปยังส่วนลึกของป่าโดยแทบไม่ลังเล
เมื่อเหยาเมิ่งจีเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังวิ่ง ก็ร้อนรนรีบพูดขึ้น “สหายเต๋า โปรดหยุดก่อน! รอข้าด้วย!”
“ข้ารอเจ้า ข้าก็เป็นหมูน่ะสิ!”
ปีศาจหมูป่ากางกีบเท้า เพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก
“หยุดก่อน หยุดก่อน!”
เมื่อเผชิญกับวิกฤตความตาย เหยาเมิ่งจีก็ระเบิดพลัง ตะโกนพลางเร่งความเร็วตามไปอย่างบ้าคลั่ง
วรยุทธ์ของเขาสูงกว่าปีศาจหมูป่า ภายใต้ความเป็นความตายในยามนี้ ความเร็วก็เพิ่มสูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง ไม่ช้าก็อยู่ห่างจากว่าวไปไม่เกินหนึ่งพันเมตร!
ปีศาจหมูป่าตกใจตับแทบกระเด็นหลุดออกมา พูดด้วยความหวาดกลัวว่า “ข้าเป็นแค่ปีศาจหมูน้อยที่น่าสงสารตัวหนึ่ง ท่านอย่าเข้ามานะ! ท่านกับข้าไร้บุญคุณความแค้นต่อกัน เหตุใดต้องทำร้ายข้าด้วย?!”
หลี่เนี่ยนฝานยืนอยู่ในเรือน มองดูทิวทัศน์แปลกตาที่อยู่ไกลออกไป เผยยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
“ดูเหมือนสายล่อฟ้าที่ข้าสร้างดูดซับสายฟ้าได้ดีไม่น้อย แม้แต่เมฆดำฟ้าแลบฟ้าร้องยังถูกดึงไกลออกไป มีมันนำพาความซวยไปเช่นนี้ สายฟ้าก็จะไม่ฟาดมาโดนข้าแน่นอน”
“ครืน!”
ท้องฟ้าเกิดแสงสว่างวาบครั้งใหญ่ หลังจากเสียงดังสนั่น สายฟ้าสีแดงสายหนึ่งแล่นทะลุฟ้า แทบจะผ่าเมฆดำพุ่งตรงไปยังเหยาเมิ่งจี!
เหยาเมิ่งจีหน้าซีดราวกับกระดาษ ร่างกายแข็งทื่อ ความหนาวเหน็บมหึมาปกคลุมทั่วร่างกาย “จบแล้ว ข้าจบเห่แล้ว!”
แต่แล้วในช่วงเวลาวิกฤตินี้ สายฟ้าที่ตกลงมาคล้ายกับถูกบางสิ่งดึงดูด พลันหันเหทิศทางมุ่งไปยังว่าวตัวนั้น!
จากนั้นกระแสไฟฟ้าก็ไหลตามเข็มเงินยาวด้านบนของว่าวลงไป!
ปีศาจหมูป่ารู้สึกได้เพียงทั้งร่างกายสั่นสะเทือน จากนั้นทั้งตัวก็สั่นระริก ความรู้สึกชาทำให้มันหมดแรงลงทันใด
เหยาเมิ่งจี ผู้รอดชีวิตจากภัยพิบัติตะลึงตาค้าง ปากเป็นรูปตัว ‘O’ ฉากที่ประหลาดเช่นนี้ หากเป็นเมื่อก่อนแค่คิดยังไม่กล้า
เขาจับชีพจรตัวเอง ตนยังมีชีวิตอยู่จริงๆ หรือ?
เอ่อ น่ะ นี่…
ทัณฑ์สวรรค์ตีพลาดหรือ?
เหลือเชื่อ เหนือจินตนาการ!
เขาจ้องไปที่เข็มเงินบนว่าว ทันใดนั้นก็คิดได้
สายล่อฟ้า! นั่นต้องเป็นสายล่อฟ้าแน่ๆ!
ที่แท้ปรมาจารย์ทำสายล่อฟ้าก็เพื่อข้า!
ตอนนั้นข้าคิดว่าสายล่อฟ้าเป็นแค่ของเล็กๆ น้อยๆ ที่ปรมาจารย์ทำขึ้นเล่นๆ ข้านี่โง่จริงๆ แม้เป็นของที่ปรมาจารย์ทำขึ้นมาลวกๆ ก็เป็นถึงสมบัติล้ำค่า!
ทันใดนั้นเขายิ่งเหาะไปทางว่าวอย่างเอาเป็นเอาตายยิ่งกว่าเดิม
ปีศาจหมูป่าตัวสั่น ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
“โอ้แม่เจ้า ทัณฑ์สวรรค์ฟาดใส่ข้าได้จริงๆ หรือ?! ว่าวนี่มีพิษ!”
มันส่งเสียงร้องน่าสงสาร หวาดกลัวถึงขีดสุด อยากจะมีขาอีกสี่ขา เพื่อหลบหนีไปให้ไกลจากภัยพิบัตินี้
“สหายเต๋า โปรดหยุดก่อน!”
“ฮือ ฮึกๆ ข้อร้องล่ะ อย่าเข้ามาเลย!”
…
เมื่อสายฟ้าผ่าลงครบทั้งเก้าครั้ง เมฆดำก็ค่อยๆ สลายหายไป ดวงอาทิตย์สาดแสงลงมาอีกครั้ง โลกกลับคืนสู่ความสงบ
เหยาเมิ่งจีมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยใจที่ยังคงหวาดผวา จัดแจงเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่ง ถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอก
อัสนีมีถึงเก้าสาย แต่ละสายยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่สายแรก ตนยังแทบไม่อาจต้านทาน ชวนให้สิ้นหวังยิ่งนัก
โชคดีที่มีปรมาจารย์ช่วยชีวิต ไม่เช่นนั้นข้าคงกลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้ว
ปรมาจารย์ออกมือช่วยข้าก็นับว่าเป็นพรจากสวรรค์แล้ว ข้าก็ไม่อาจไปรบกวนการบำเพ็ญธรรมของเขา จากไปอย่างเงียบๆ จะดีกว่า
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็ยกมือคำนับปีศาจหมูป่าที่นอนแผ่อยู่บนพื้นแล้วกล่าวด้วยความเคารพว่า “วันนี้ขอบคุณสหายน้องหมูที่ช่วยเหลือ อนาคตยังอีกยาวไกล ทุกคนผู้ทำหน้าที่เพื่อปรมาจารย์ ต่อไปก็นับว่าเป็นพี่น้องกัน ลาก่อน!”
“ฮื้อ ฮึกๆ”
ปีศาจหมูป่าเฝ้าดูเงาหลังของเขาที่จากไปเงียบๆ หมดสิ้นคำพูด
ข้ามาช่วยเจ้าหรือ? เจ้าเข้ามาใกล้เองต่างหากเล่า เจ้าอยากจะฆ่าหมูชราอย่างข้าชัดๆ หึ หน้าไม่อาย!
ผ่านไปครู่หนึ่ง มีเสียงฝีเท้าดังมาจากในป่า
ไม่นานต้าเฮยก็พาหลี่เนี่ยนฝานและต๋าจี่เดินมาถึง
หลี่เนี่ยนฝานเห็นปีศาจหมูที่หายใจรวยริน สายตาพลันเกิดประกาย “เก่งมาก ขนาดนี้ยังไม่ตายเลย”
สิ่งนี้พิสูจน์ว่าสายล่อฟ้าของตนมีประสิทธิภาพจริงๆ ไม่เพียงแต่ดึงดูดสายฟ้าได้ดี ยังนำกระแสไฟฟ้าลงดินได้เกือบสมบูรณ์อีกด้วย
ปลอดภัยแล้ว อย่างน้อยก็ในเรื่องฟ้าผ่า ต่อไปตนคงวางใจได้
หลี่เนี่ยนฝานลูบหมูดำ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นอกเห็นใจ “เจ้าหมูน้อย ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ โชคไม่ดีที่บางส่วนถูกไฟฟ้าช็อต แต่เจ้าคือวีรบุรุษ! ทำได้ดีมาก!”
ต๋าจี่เอ่ยถามขึ้น “คุณชาย ต้องเอาหมูตัวนี้กลับไปทำอาหารหรือไม่?”
ปีศาจหมูป่าที่เดิมทียังหายใจรวยริน จู่ๆ ก็ตื่นตระหนก ดวงตาเล็กจ้องมองต๋าจี่อย่างไม่เชื่อสายตา ภายในมีน้ำตาคลอ
“ไม่ได้!”
หลี่เนี่ยนฝานส่ายหัวทันที “ข้าบอกว่าจะไม่กินมัน เช่นนั้นก็ต้องไม่ผิดสัญญา หมูตัวนี้ผ่านความยากลำบากมาไม่น้อย คงจะตกใจฟ้าร้องฟ้าผ่ามาก ดูสิ จะร้องไห้อยู่แล้ว”
เขาตบหัวหมูป่าอย่างอ่อนโยน แล้วจึงหยิบกะหล่ำปลีหัวหนึ่งที่เตรียมไว้มาวางข้างหน้า “จะเก็บมาเลี้ยงก็คงไม่เหมาะ ปล่อยไปดีกว่า ถึงกะหล่ำปลีนี่ไม่ใช่ของดีอะไร แต่โบราณว่าไว้ หมูกินกะหล่ำปลีคือความสุขอย่างหนึ่ง ข้าให้เจ้าเป็นรางวัล หวังว่าต่อไปเจ้าจะมีชีวิตที่มีความสุข”
ปีศาจหมูป่าหดหัว ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ข้ารอดแล้ว!
ต้องอยู่นิ่งๆ ไว้ แสร้งเป็นอ่อนแอไร้สิ้นหนทาง
หากลูกพี่เปลี่ยนใจขึ้นมาเมื่อไร ตนได้กลายเป็นอาหารบนโต๊ะจริงๆ แน่
หลี่เนี่ยนฝานเก็บว่าวและสายล่อฟ้าเรียบร้อยก็ส่งยิ้มให้ปีศาจหมูป่า หันหลังพาต้าเฮยและต๋าจี่กลับไป
………………………………………………