ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 176 ล่องเรือกลางทะเล สตรีแท้
ทะเลสาบจิ้งเยวี่ย หลี่เนี่ยนฝานเคยได้ยินชื่อนี้มาไม่รู้กี่ครั้ง โดยเฉพาะตอนที่ซื้อปลา เฒ่าแก่ร้านขายปลามักจะชอบพูดถึงทะเลสาบจิ้งเยวี่ยบ่อยๆ ถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเมืองลั่วเซียน
ตนก็เคยไปที่นั่นมาก่อน ในยามนั้นตกตะลึงกับความงดงามของทะเลสาบจิ้งเยวี่ย ทว่าเวลานั้นตนยังเป็นแค่คนโสดไร้คู่ แม้จะอยาก แต่ก็รู้สึกว่าไม่จำต้องเป็นต้องพายเรือ วันนี้ฉุกคิดขึ้นได้จึงตั้งใจพาต๋าจี่ไปที่ทะเลสาบ
ทั้งสองมาถึงเมืองลั่วเซียนก่อนแล้วจึงขึ้นรถม้า ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ในสายตาก็ปรากฏภาพผืนน้ำสะท้อนใสดุจกระจกเงา อาทิตย์สาดส่องบนผิวทะเลสาบ เปล่งแสงระยิบระยับ มองจากไกลๆ คล้ายกับการแสดงแสงสีที่ปกคลุมทั่วพื้น งดงามไร้สิ่งใดเปรียบ
เดินทางไปอีกสักพัก
กลับได้ยินสารถีพูดว่า “คุณชายหลี่ เราใกล้จะถึงแล้ว หากสนใจก็ออกมาชมได้ ลมทะเลสาบสบายยิ่งนัก”
สารถีเป็นชาวลั่วเซียน มีหนวดเคราตัวสูงใหญ่ น้ำเสียงหยาบกระด้าง
“ฮ่าๆ ได้สิ!”
หลี่เนี่ยนฝานหัวเราะฮ่าๆ พาต๋าจี่ออกมานั่งบนที่นั่งด้านนอกรถม้า
ทันใดนั้น ลมจากทะเลสาบจิ้งเยวี่ยสายหนึ่งก็พัดโชยมาราวกับมือบางลูบไล้ใบหน้า รู้สึกสบายอย่างสุดจะพรรณนา
“สบายจัง” หลี่เนี่ยนฝานรับสัมผัส อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม
เขามองไปรอบๆ แม้จะเคยมาที่นี่มาก่อน ในใจเขากลับยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นตา
ช่างเหนือจินตนาการที่ธรรมชาติสามารถสรรสร้างภูมิทัศน์ที่งามประณีตยิ่งกว่าเนรมิตได้ถึงเพียงนี้
ทั้งสองข้างฝั่งของทะเลสาบจิ้งเยวี่ยมียอดเขาสูง รายล้อมด้วยป่าทึบ ทั้งยังมีโขดหินและภูเขาแปลกๆ อยู่ไม่น้อย ทว่าบนผิวน้ำของทะเลสาบจิ้งเยวี่ยกลับไม่มีหินสักก้อนโผล่มาให้เห็น ราวกับว่าไม่อยากทำลายกระจกเงาบานนี้
ผิวทะเลสาบอันเงียบสงบตัดกับยอดเขาสูงชันทั้งสองฝั่ง ภายใต้ความแตกต่างเช่นนี้ยิ่งทำให้ผู้คนสัมผัสถึงความสงบและงดงามของทะเลสาบจิ้งเยวี่ยมากขึ้น
“เหตุผลที่เมืองลั่วเซียนเจริญรุ่งเรืองนั้นเกี่ยวข้องกับทะเลสาบจิ้งเยวี่ยแห่งนี้อย่างมาก แม้แต่คนว่างงานไม่น้อยยังรีบมาชมที่นี่”
สารถีชักชวนลูกค้ามาบ่อยๆ เขารู้จักทะเลสาบจิ้งเยวี่ยเป็นอย่างดี เขาชี้ไปที่ที่แห่งหนึ่ง “คุณชายหลี่ ดูนั่นสิ นั่นคือประตูช่องแคบพิโรธ”
เมื่อมองขึ้นไป พื้นดินสองฝั่งบรรจบกัน เกิดเป็นส่วนที่แคบมากๆ เนื่องจากทะเลสาบจิ้งเยวี่ยเริ่มต้นจากทะเลทางทิศตะวันออก กระแสน้ำขนาดใหญ่ เมื่อพื้นที่แคบลงกะทันหันย่อมทำให้เกิดกระแสน้ำไหลเชี่ยว ราวกับคลื่นพิโรธ ซัดกระหน่ำออกไปอย่างรุนแรง
แต่แล้วฉากที่น่าอัศจรรย์ที่สุดก็ปรากฏขึ้น เมื่อคลื่นรุนแรงข้ามผ่านประตูช่องแคบพิโรธไปกลับราบเรียบ รวมเข้ากับความเงียบสงบของทะเลสาบจิ้งเยวี่ยในทันทีอย่างไร้เกลียวคลื่น
หลี่เนี่ยนฝานพูดอย่างอดไม่ได้ “ดูเหมือนทะเลสาบแห่งนี้คงจะลึกน่าดูกระมัง
ไม่สิ ลึกล้ำหยั่งไม่ถึงเลยมากกว่า!”
สารถีกล่าวเตือนว่า “คุณชายหลี่ การว่ายน้ำในทะเลสาบระมัดระวังไว้จะดีกว่า พวกท่านน่าจะบอบบางกว่าพวกคนตกปลา หากตกน้ำขึ้นมาจะเป็นอันตราย”
หลี่เนี่ยนฝานยิ้มตอบ “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณที่เตือน”
“หยุด——”
ทันทีที่สารถีดึงบังเหียน รถม้าก็หยุดนิ่ง “คุณชายหลี่ ทะเลสาบจิ้งเยวี่ยอยู่ห่างจากตรงนี้ไม่ถึงร้อยเมตร ถนนข้างหน้ารถม้าเข้าไปไม่สะดวกนัก ข้าพาท่านมาส่งได้เท่านี้แล้ว”
“ได้ ลาก่อนนะ” หลี่เนี่ยนฝานจ่ายเงินแล้วก็พาต๋าจี่ออกจากรถม้า มุ่งหน้าสู่ทะเลสาบจิ้งเยวี่ย
ผู้คนมากมายมารวมตัวกันที่ริมทะเลสาบ ส่วนใหญ่ตกปลาและจับปลา ยังมีคนพายเรือไม่น้อยเทียบเรือขึ้นฝั่งรอคนมาขึ้นเรือ
มองไปไกลๆ ในทะเลสาบ มีเรือหลายร้อยลำแข่งขันกันบนทะเลสาบสีทองเรืองรอง เรือหาปลาแล่นไปข้างหน้าเอื่อยๆ กลายเป็นภาพเรือพันลำ
หลี่เนี่ยนฝานเดินไปหาชายชราสวมงอบผู้หนึ่ง เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ผู้เฒ่า เรือลำนี้ให้เช่าหรือไม่?”
“เช่า? เจ้าหนุ่ม หากพวกเจ้าจะว่ายในทะเลสาบ สองคนคิดเหรียญเงินสองตำลึง หากจะไปอีกฝั่งของทะเลสาบก็ต้องจ่ายเพิ่มอีกสองตำลึง” ชายชรากล่าว
หลี่เนี่ยนฝานยิ้มตอบ “ผู้เฒ่า พวกเรามาว่ายน้ำจริงๆ แต่เราต้องการเช่าเรือ เราจะพายเรือกันเอง”
ชายชราผงะไปครู่หนึ่ง พูดอย่างอดไม่ได้ “พวกเจ้าจะพายกันเอง? ไหวหรือ?”
หลี่เนี่ยนฝานตอบอย่างสุภาพ “ข้าพอจะเป็นอยู่บ้าง ไม่ใช่เรื่องใหญ่”
“มีเรื่องดีเช่นนี้ด้วย ข้าน่ะย่อมเห็นด้วย ทว่าการพายเรือลำนี้ดูเหมือนง่าย แต่ความจริงยากมากทีเดียว อย่าพยายามฝืนเลย” ชายชราไม่ลืมที่จะพูดตักเตือน
หลี่เนี่ยนฝานยิ้มและกล่าวว่า “ผู้เฒ่าวางใจ ต้องการเงินมัดจำเท่าไร?”
ชายชราผงะอีกครั้ง “เงินมัดจำ? เงินมัดจำคืออะไร?”
หลี่เนี่ยนฝานยิ้มแหยส่ายหน้า “ไม่มีอะไร”
เขามองดูท้องฟ้า เวลาไม่เช้าแล้ว ถ้าจะเที่ยวเล่นให้สนุกเต็มที่ ก็คงมีแต่ต้องค้างคืนบนเรือแล้ว เขาจึงจ่ายค่าธรรมเนียมเรือสองวันให้แก่ชายชรา
“ผู้เฒ่า ไปละนะ” หลี่เนี่ยนฝานโบกมือ จากนั้นก็จับไม้พายพายเบาๆ เรืออู๋เผิงก็ลอยไปยังใจกลางทะเลสาบอย่างมั่นคง
ชายชราโล่งใจ เอ่ยปากชม “โอ้ เจ้าหนุ่มผู้นี้น่าทึ่ง พ่อเจ้าก็เป็นคนพายเรือเหมือนกันกระมัง”
“ฮ่าๆ ไม่ใช่หรอก”
ชายฝั่งค่อยๆ ไกลออกไปด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ผู้คนบนฝั่งกลายเป็นจุดสีดำเล็กๆ มีเพียงเรือประมงที่แล่นผ่านหลี่เนี่ยนฝานไปเป็นครั้งคราว ผู้คนบนนั้นต่างมองดูหลี่เนี่ยนฝานด้วยความสงสัย
หายากนักที่จะมีคุณชายที่พายเรือด้วยตัวเอง มองแวบแรกยังคิดว่าเป็นคนพายเรือมือฉมัง
ส่วนต๋าจี่ พวกเขาไม่กล้ามอง แค่เหลือบมองผ่านๆ ก็ต้องหลบสายตา ช่างงดงามจนไม่กล้ามองจริงๆ
เมื่อเรือไปถึงใจกลางทะเลสาบ หลี่เนี่ยนฝานก็เก็บไม้พาย ปล่อยให้เรือล่องไปตามคลื่น
“ต๋าจี่น้อย เป็นอย่างไรบ้าง?”
“คิดไม่ถึงว่าคุณชายจะพายเรือเก่งขนาดนี้ ทั้งยังเคลื่อนไหวราบรื่น สุขใจสบายตา สงบเยือกเย็น น่าทึ่งจริงๆ” ต๋าจี่แทบจะพูดอย่างไม่ลังเล
มุมปากหลี่เนี่ยนฝานกระตุกเล็กน้อย “ข้าหมายถึงทิวทัศน์เป็นอย่างไร?”
ต๋าจี่ตอบเรียบๆ “ทิวทัศน์สวยมาก”
หลี่เนี่ยนฝานถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง เดิมทีเขาตั้งใจจะกลั่นบทกวีเตรียมขับร้องโอ้อวด แต่ตอนนี้กลืนมันลงไปแล้ว
เฮ้อ ต๋าจี่น้อยไม่เข้าใจความสุนทรีย์แห่งทัศนียภาพเท่าไหร่ ช่างเป็นสตรีแท้
หลี่เนี่ยนฝานเดินเข้าไปในเรืออู๋เผิง แล้วพูดว่า “เข้ามาเก็บของกันก่อนเถอะ”
เขาตั้งใจเลือกเรืออู๋เผิงลำนี้ ลักษณะลำเรือไม่เลว ทั้งมีพื้นที่กว้างขวางเพียงพอ กลางอู๋เผิงยังมีโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวหนึ่ง พื้นที่แต่ละฝั่งเพียงพอให้นอนได้คนหนึ่ง เช่นเดียวกับห้องเล็กๆ ทั่วไป
ต๋าจี่ถาม “คุณชาย คืนนี้เราไม่กลับไปจริงๆ หรือ?”
หลี่เนี่ยนฝานยิ้มแล้วพูดว่า “น่าจะไม่กลับแล้ว ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืด อีกอย่างไม่ได้ออกมาเที่ยวทะเลสาบบ่อยๆ ได้เพลิดเพลินกับฉากตอนกลางคืนกลางทะเลสาบก็ไม่เลว ดูสิ ข้ายังเอาโคมมาด้วยนะ”
“อ้อ”
ต๋าจี่รู้สึกดีใจเล็กน้อย รีบเข้ามาช่วยหลี่เนี่ยนฝานจัดแจงข้าวของในทันที เพราะมีพื้นที่ของระบบ การนำสิ่งของต่างๆ มาด้วยจึงสะดวกสบายอย่างมาก สิ่งของพื้นฐานอย่างทั้งเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัยล้วนมีพร้อม