ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 193 ยินดีต้อนรับผู้มาใหม่
หลังจากเสียงตะโกนของผู้คน ไอดำบางเบาฟุ้งกระจายออกจากรูปปั้น ฟ้าดินเริ่มแปรปรวนเปลี่ยนสี
สเปเชียลเอฟเฟคตระการตา ทรงพลานุภาพยิ่งใหญ่
ฉากนี้ทำให้ชาวบ้านกลุ่มนั้นตกตะลึง ยิ่งทวีความศรัทธามากขึ้น
ด้านหน้ารูปปั้น มีบุรุษชุดดำคนหนึ่งยืนอยู่ สวมเสื้อคลุมปิดบังใบหน้า มองเห็นเพียงความมืด
เวลานี้เขากางแขนสองข้างโอบฟ้า เงยมองขึ้นเชื้อเชิญ “ท่านเทพมาร ดูสาวกผู้ภักดีกลุ่มนี้สิ โปรดมายังโลกมนุษย์ ให้พรแก่โลกมนุษย์ ปลดปล่อยสรรพสัตว์ทั้งหลายให้เป็นอิสระจากทะเลทุกข์!”
รอบหมู่บ้านยังมีผู้บำเพ็ญเซียนมากกว่าสิบคน สีหน้าพวกเขายากจะทนดู มือยังคงร่ายพลังอยู่ไม่หยุด ลำแสงเจิดจ้าสูงตระหง่าน เปลวเพลิงหยาดน้ำล้อมรอบตัว ดูช่างวิเศษเป็นอย่างยิ่ง
ฝั่งตรงข้ามมีเผ่ามารมากกว่าสิบคนเช่นกัน ไอดำมหึมาปกคลุมรอบหมู่บ้าน รวมตัวหมุนวนดุจคลื่นสูงขึ้นเป็นเกราะกำบัง
ไม่ว่าผู้บำเพ็ญเซียนจะโจมตีสักเท่าไหร่ กลับยากที่จะทะลวงเกราะกำบังสีดำนั้น
“โง่เง่า เจ้าพวกโง่เง่า!”
ชายชราในชุดคลุมที่โบกสะบัดยืนอยู่นอกหมู่บ้าน ตะโกนออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวสุดจะทน
บูชามารมีประโยชน์อะไร?
เทพมารมาแล้วจะช่วยอะไรพวกเจ้าได้?
ถูกอาคมมารควบคุมเป็นหุ่นเชิดง่ายดายเช่นนี้ พวกเจ้าไม่มีจิตเต๋ากันเลยหรือ?
ไอดำในอากาศหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นรูปร่างกระแสน้ำวน เขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว สีหน้าแววตาสับสนไม่อาจคาดเดา
สุดท้ายเขาก็ถอนใจเบาๆ “เอาดาบมา!”
ผู้บำเพ็ญเซียนที่เหลือหน้าถอดสี ผู้บำเพ็ญเซียนอายุน้อยคนหนึ่งก้าวไปข้างหน้าสองก้าวอย่างอดไม่ได้ “ท่านอาจารย์ เอ่อ…”
“ไม่ต้องพูดมาก หยิบดาบมา!” ดวงตาของชายชราแน่วแน่
ศิษย์ผู้นั้นกัดฟัน คว้าดาบจากหลังยื่นให้ชายชรา
เป็นดาบเล่มยาวสีแดงเข้ม มองดูภายนอกค่อนข้างโบราณและเรียบง่าย เจือไปด้วยไอสังหาร
“ท่านอาจารย์ จะทำแบบนี้จริงๆ หรือ? หากทำแล้ว จิตมารของท่านจะ…”
“ไม่ต้องพูดมาก! หากปล่อยให้เทพมารมาเยือนจริงๆ ล่ะก็ พวกเราตายกันหมดแน่” ชายชราจับดาบ “อย่างไรก็แล้วแต่ ให้ข้าแบกรับผลแห่งการสังหารเพียงคนเดียวเถอะ”
เขาทิ้งความลังเล ขึ้นไปยืนในอากาศ “เคร้ง” ดาบถูกดึงออกจากฝัก เปลวเพลิงลุกโหมทอดยาวราวกับงูเพลิงบนท้องฟ้า
เขาสีหน้าเคร่งขรึม ทั่วร่างเต็มไปด้วยพลังปราณ “ผู้ร่วมสำนักทุกท่าน ช่วยข้า…สังหารมาร!”
ผู้บำเพ็ญเซียนที่เหลือมองหน้ากัน ถอนใจเบาๆ สุดท้ายพวกเขาก็วาดมือร่ายเวท ก่อเกิดท่าร่างขนาดเล็ก พร้อมใจกันส่งพลังปราณมากมายไหลสู่ร่างของชายชรา
“วันนี้สวรรค์เป็นพยาน ข้ากำจัดมารพิทักษ์เต๋า จำต้องสังหารฆ่าฟัน ยินยอมให้จิตเต๋าของข้าถูกทำลาย ผู้อื่นไม่เกี่ยวข้อง!” น้ำเสียงกังวานของเขาดังก้องไปทั่วฟ้าดิน
จากนั้นก็ยกดาบขึ้น
ทันใดนั้น ไอดำทั่วฟ้าก็ถูกฟันจนแตกออกเป็นรูโหว่!
เปลวไฟมหึมาราวกับมังกรพิโรธพุ่งออกมาจากดาบ โลกที่เดิมทีถูกปกคลุมไปด้วยความมืดปรากฏแสงสว่างสายยาวเส้นหนึ่ง
แล้วดาบก็สับลง!
“ฟู่ๆๆ!”
ไอดำทุกที่ที่มันตัดผ่าน พลันสลายเหลือเพียงความว่างเปล่า เปลวไฟนั้นไม่อาจขวางกั้น พลังอำนาจสูงส่งล้นฟ้า พุ่งตรงไปยังใจกลางหมู่บ้าน!
“จื้อๆๆ!”
เปลวไฟพุ่งทะลุเหนือกระแสน้ำวนสีดำ ทันใดนั้นกระแสน้ำวนก็สั่นสะเทือน คล้ายกำลังจะพังทลาย
เปลวไฟยังคงไล่ลามลงมา คล้ายต้องการแยกกระแสน้ำวนออก แสงจากเปลวเพลิงทำให้หมู่บ้านสว่างจ้า
ทั้งหมู่บ้านราวกับตกอยู่ในวันสิ้นโลก เปลวเพลิงเป็นดั่งอุกกาบาต ทันทีที่ตกลงมา หมู่บ้านก็ถูกกวาดล้าง หายไปจากโลกภายในพริบตา!
ชาวบ้านหลายพันคนก็ถูกกวาดหายไปพร้อมกัน!
ร่องรอยความเหลือทนปรากฏบนใบหน้าผู้บำเพ็ญเซียนกลุ่มนั้น
ผู้บำเพ็ญเซียนที่ประพฤติตนขัดต่อประสงค์ฟ้า เส้นทางข้างหน้าน่าหวาดหวั่น ตั้งสำนักรักษาความสงบร่มเย็น นั้นเป็นเรื่องดี สวรรค์ย่อมตอบแทนให้เส้นทางของตนยิ่งราบรื่น
และเมื่อใดที่ทำชั่ว มือแปดเปื้อนชีวิตมนุษย์ปุถุชนมากเข้า ก็อาจทำให้จิตเต๋าเสียหาย อย่างเบาก็ยากจะก้าวหน้า หนักหน่อยก็กำเนิดจิตมาร จิตเต๋าพังทลาย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการผ่านตู้เจี๋ย แค่ตู้เจี๋ยพื้นฐานก็ตายแล้ว
ดังนั้นหากไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย ผู้บำเพ็ญเซียนจะไม่มีทางทำร้ายผู้ใดก่อน และยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะฆ่าใครก่อน ยกเว้นผู้บำเพ็ญชั่วร้าย (เน้นที่การเป็นฝ่ายเริ่มต้น)
ทว่าหากอยู่บนวิถีบำเพ็ญเซียนแล้ว เช่นนั้นก็แตกต่างออกไป ผู้บำเพ็ญเซียนจะไม่อ้างว่าผู้แข็งแกร่งรังแกผู้อ่อนแอกว่า ดังนั้นวิถีการบำเพ็ญเซียนจึงโหดร้าย หลายคนคงเลือกที่จะเป็นมนุษย์ปุถุชนอย่างสงบสุขมั่นคงไปทั้งชีวิต
ชายชราฟันผ่าหมู่บ้านทั้งหมดในปราดเดียว ตัดเส้นทางในอนาคตของตนจนขาดสะบั้น!
แต่แล้วจู่ๆ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
ไอดำที่ดูเหมือนกระแสน้ำวนบนท้องฟ้าเทลาดลงมาราวกับสายน้ำสู่กระหม่อมของชาวมารผู้นั้น!
วินาทีนี้ พลังมารของคนผู้นั้นพลันระเบิดออก ใบหน้าเผยความบ้าคลั่ง ระเบิดหัวเราะดังสนั่น “ขอบคุณท่านเทพมารที่อวยพร ขอบคุณท่านเทพมารที่อวยพร!”
ทันทีที่สิ้นเสียง เขาก็ลอยขึ้นไปในอากาศ หันหน้าเข้าหาลำแสงเปลวเพลิง ดวงตาเป็นประกายแดงฉาน
ยืดข้อมือออกเล็กน้อย
ทันใดนั้นไอดำรอบๆ ก็หลั่งไหลมารวมกันที่เขา กลายเป็นก้อนทรงกลมสีดำบนฝ่ามือ ในตอนแรกมันยังสามารถมองทะลุไปได้ แต่เมื่อไอดำรวมตัวกันมากขึ้น กลายสภาพเป็นเข้มข้นดุจหมึก มองเห็นชวนให้รู้สึกสยดสยอง
จากนั้นเขาก็โบกมือเบาๆ พัดลูกกลมสีดำไปทางเปลวเพลิง
ลูกกลมสีดำตัดผ่าลำแสงของเปลวเพลิง พุ่งไปยังกลุ่มผู้บำเพ็ญเซียนเหล่านั้น
“ตูม!”
ไอดำระเบิดออก!
กลุ่มผู้บำเพ็ญเซียนหน้าซีดขาว กระอักเลือดออกมา
บุรุษชุดดำที่ยืนอยู่กลางอากาศเงยหน้าหัวเราะขึ้นฟ้าอย่างภาคภูมิใจ “เห็นหรือยัง นี่แหละคือพลังของเทพมาร! ขอเพียงพวกเจ้ามีใจซื่อสัตย์ภักดี เทพมารจะไม่เพียงแต่ให้ชีวิตนิรันดร์แก่เจ้า ยังสามารถชุบชีวิตคนในครอบครัวของเจ้าได้อีกด้วย!”
สายตาของชาวบ้านกลุ่มนั้นพลันทวีความศรัทธาคลั่งไคล้ ล้อมรอบรูปปั้น “ท่านเทพมาร ท่านเทพมาร!”
เวลานี้มีบัณฑิตผู้หนึ่งกำลังเดินมาทางนี้อย่างช้าๆ
เขาเดินเท้าเปล่า คิ้วขมวดมุ่น มองเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่นี้
เวลานี้เขายิ่งเกิดความสงสัยในวิถีของตนเอง
เทพมารที่ผู้คนกล่าวถึง กำลังเผยแผ่คำสอนเช่นเดียวกันเขา พระถังซัมจั๋งและสาวกในบันทึกท่องประจิมก็เทศนาตลอดทางที่ไปยังแดนประจิมเช่นกัน เพียงแต่วิถีที่เผยแผ่แตกต่างกันเท่านั้น
ทว่า…วิถีเหล่านี้มีประโยชน์อะไร?
หลักแห่งฟ้าดินเหล่านี้ที่ตนเข้าใจมีความหมายอะไร?
เขาเดินทีละก้าวจนมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน
พวกผู้บำเพ็ญเซียนนอนอยู่บนพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง รีบพูดว่า “อย่าเข้าไป!”
“เจ้าคนที่เป็นบัณฑิตน่ะ ถูกอาคมมารด้วยหรือเปล่า?”
เมิ่งจวินเหลียงไม่สนใจ ก้าวเท้าเข้าไปยังหมู่บ้าน ตรงไปที่รูปปั้นมาร
หือ?
กลุ่มคนเผ่ามารผงะเล็กน้อย มีคนมาเพิ่มอีกหรือ?
ดูเหมือนจะเป็นบัณฑิต ต่อไปก็ใช้บัณฑิตนี่กระจายเมล็ดพันธุ์ของเทพมาร ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้นแน่นอน
คนเผ่ามารที่ยืนอยู่ในอากาศยิ้มน้อยๆ “มีคนมาใหม่อีกแล้ว ทุกคนปรบมือต้อนรับ!”
………………………………………………