ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 192 วิถีของข้านั้น...ผิดหรือ?
ในเรือนสี่ประสาน
หลี่เนี่ยนฝานถือไข่สองฟอง ยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
วันนี้มีลาภปากแล้ว ได้ลิ้มรสไข่ไก่จากไก่ของผู้บำเพ็ญเซียน
“ต๋าจี่น้อย ถึงเราจะไม่ได้กินเนื้อไก่ แต่ก็ยังมีไข่ไก่สองฟองนี้ ทำไข่ผัดมะเขือเทศได้ บวกกับปลานึ่งอีกสักตัวก็น่าจะเพียงพอสำหรับมื้อเย็นแล้ว”
โชคดีที่ออกไปจับปลามาได้ไม่น้อยเลยมีให้กินอีกหลายวัน
จริงสิ ยังมีน้ำผึ้งอีกรัง เป็นของดีเลยล่ะ
ไม่นาน พ่อครัวเสี่ยวไป๋ก็ทำอาหารมื้อค่ำที่ดูดีออกมาชุดหนึ่ง กลิ่นหอมฟุ้งชวนให้อยากอาหาร
หลี่เนี่ยนฝานสนใจไข่ไก่ใบนั้นเป็นพิเศษ
ไข่ขาวใสแจ๋วราวกับหยก กระจ่างแวววาว ไข่แดงก็ไม่ใช่สีเหลือง แต่เป็นสีแดงราวกับเพลิง มองดูช่างแพรวพราว
ไข่ดี!
หลี่เนี่ยนฝานมองประเมิน ยิ่งรู้สึกว่าตนคิดถูกที่เก็บชีวิตไก่ตัวนั้นไว้
“ต๋าจี่น้อย รีบชิมดูสิ” หลี่เนี่ยนฝานยื่นตะเกียบคีบชิ้นหนึ่งเข้าปาก
ไข่กรอบนุ่ม รสชาติดี ทั้งยังมีความเปรี้ยวของมะเขือเทศและกลิ่นหอมของไข่ เติมเต็มกันและกัน ชวนให้เพลิดเพลินต่อมรับรส เรียกได้ว่ารสหวานอมเปรี้ยว แม้จะง่ายดาย ทว่ากลับอร่อยไร้ที่ติ
หลี่เนี่ยนฝานแสดงความคิดเห็น “ไข่นี้ไม่เลวเลย นุ่มกว่าไข่ธรรมดา เรียกได้ว่าละลายในปาก ไก่ในโลกบำเพ็ญเซียนแตกต่างไปจริงๆ”
วิหคเพลิงสูดจมูกดมกลิ่น กลืนน้ำลายอย่างอดไม่ได้ เหลือบมองมาที่นี่ไม่หยุด
แม้จะอยากกิน แต่ในใจกลับยังคงหยิ่งยโส “เหอะๆ ข้าน่ะ ชิชะ ไข่ของข้าหรือจะเทียบกับไข่ที่เกิดจากไก่ป่าในโลกมนุษย์ได้อย่างไร? นี่เจ้ากำลังดูถูก เจ้าเข้าใจหรือไม่? หากไม่ใช่เพราะความหยาบคายของเจ้า ไม่ว่ายังไงข้าก็ไม่ร่วมมือกับเจ้า!!
แล้วก็ ดูเหมือนว่าอาหารของเจ้าขาใหญ่ผู้นี้ก็ไม่เท่าไหร่ ปลาธรรมดาตัวหนึ่งกับข้าวต้มหนึ่งชาม อาหารที่ล้ำค่าที่สุดก็คือไข่ของข้า จิๆๆ”
แต่เมื่อเห็นหลี่เนี่ยนฝานจ้องมองตนก็ตกใจ ตีปีกสองสามครั้ง ในใจกรีดร้อง “ข้าผิดไปแล้วลูกพี่ขาใหญ่ อย่าฆ่าข้าเลย”
“เกือบลืมไปเลย ข้ามีอีกหนึ่งปากท้องมาเพิ่มแล้ว” หลี่เนี่ยนฝานยกชามข้าวต้มไปไว้หน้าไก่งวง “กินซะ อิ่มแล้วจะได้มีแรงออกไข่มากๆ”
วิหคเพลิงส่ายหัวอย่างหวาดกลัว รอจนกระทั่งหลี่เนี่ยนฝานหันหลังจากไป มันจึงมองไปที่ข้าวต้มสีขาวตรงหน้า
“ยามอยู่โลกเซียนข้ากินแต่น้ำค้างหยก แต่เจ้าให้ข้าวต้มข้า? จะทำได้อย่างไร”
มันยังคงพร่ำบ่นอย่างทระนงตน จากนั้นก็สูดจมูกดมกลิ่น อ้าปากดื่มอึกหนึ่ง
เอ๊ะ? ทำไมอร่อยขนาดนี้?
นี่คือข้าวต้มจริงๆ หรือ?!
ก็ได้ อย่างน้อยเรื่องอาหาร ก็ไม่ขาดทุน!
…
ใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปทางตะวันตกของราชวงศ์เซียนเฉียนหลงหลายหมื่นลี้
บัณฑิตผู้หนึ่งนั่งอยู่ในโรงน้ำชา มือถือแผ่นไม้ไผ่ มองดูโรงน้ำชาที่ว่างเปล่าด้วยความตกตะลึง สติหลุดลอย
บนแผ่นไม้ไผ่เขียนว่า ‘บันทึกท่องประจิม’
ทว่ายามนี้กลับไร้ผู้ฟัง
นอกโรงน้ำชาเต็มไปด้วยความโกลาหล เสียงกรีดร้องโหยหวน เสียงสะอื้นร่ำไห้ และเสียงตะโกนอย่างบ้าคลั่ง ส่วนมากเป็นเสียงฝีเท้าที่ฟังดูอลหม่าน
ชายชราผมหงอกขาวมองไปที่บัณฑิต อดไม่ได้ที่จะเดินเข้ามาพูด “เจ้าหนุ่ม ไปเถอะ ที่นี่อยู่ไม่ได้แล้ว”
บัณฑิตอดถามไม่ได้ “ข้ายังเล่าเรื่องไม่จบ เหตุใดคนฟังน้อยลงทุกที”
เขาถามชายชรา แต่ก็ดูเหมือนเขาถามตัวเอง
ชายชราส่ายหัว ทอดถอนใจ “เกิดโรคระบาด ขาดแคลนอาหาร มีทั้งคนอดตายและป่วยตาย จะมีใครสนใจเรื่องเล่าอีก รีบไปได้แล้ว!”
บัณฑิตถามด้วยสติล่องลอย “เรื่องเล่าของข้าแฝงด้วยสัจธรรม ยังกลัวโรคระบาดอะไรอีก?”
ชายชราตะลึงงัน พูดด้วยรอยยิ้มว่า “คนจะตาย ยังต้องการสัจธรรมใด? สัจธรรมกินได้หรือ? สัจธรรมรักษาโรคได้หรือ?”
บัณฑิตม่านตาหดวูบ ราวกับสูญเสียจิตวิญญาณ พูดอะไรไม่ออก
คำว่าตายคำเดียว สัมผัสถึงส่วนลึกในใจของเขา
เวลานี้ ชายหนุ่มคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาพยุงชายชรา “ท่านพ่อ รีบหนีกันเถอะ เจ้าบัณฑิตนี่สติไม่ดี อย่าไปสนใจเลย”
ไม่นาน โรงน้ำชาก็กลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
เมิ่งจวินเหลียงนั่งตรงนั้นอยู่นาน ในหัวก้องเสียงหวึ่งๆ คำพูดของชายชราวนไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตลอดทางเขาได้มองเห็นทิวทัศน์มามาก เรียกได้ว่าเห็นทุกสิ่งอย่างในโลกใบนี้
ทั้งเมืองที่เจริญรุ่งเรือง ทั้งซากปรักหักพังมากมาย ได้พบคนดีๆ และได้พบกับปีศาจดุร้าย ทุกครั้งล้วนได้ตื่นรู้ในสิ่งใหม่เสมอ และสัจธรรมฟ้าดินที่ตนเข้าใจก็ทำให้ผู้คนเข้าใจและเลื่อมใส
เขาคิดว่าตนเข้าใจวิถีแห่งฟ้าดินได้อย่างสมบูรณ์แล้ว สามารถเผยแผ่วิถีแห่งฟ้าดินไปทั่วโลกบำเพ็ญเซียน เพื่อให้สรรพชีวิตได้เป็นอิสระจากทะเลทุกข์ ไปสู่หนทางแห่งการหลุดพ้น
ทว่ายามนี้ เขาพบว่าตนเองคิดผิด
เขาหลับตาลง คำพูดของหลี่เนี่ยนฝานเริ่มดังก้องอยู่ในใจ
‘ธรรมชาติมีวัฏจักร วิถีอายุวัฒนะนั้นเป็นไปไม่ได้’
‘ตะวันขึ้นจันทราลับ เกิดแก่เจ็บตาย นี่เป็นหลักของธรรมชาติ แม้แต่สัจธรรมของโลกเจ้ายังไม่เข้าใจ แล้วจะแสวงหาวิถีของตนเองได้อย่างไร’
แม้แต่ในบันทึกท่องประจิม พระถังซัมจั๋งก็กล่าวไว้ในตอนต้นว่า บนโลกนี้ไม่มีวิถีอายุวัฒนะ
หรือว่า…ไม่มีวิถีอายุวัฒนะอยู่จริงๆ?
วิถีที่ข้าไล่ตามนั้น…ผิดหรือ?
เขามองดูผู้คนที่วิ่งหนีแตกตื่นอยู่ด้านนอก ดวงตาก็ยิ่งพร่ามัว
การเทศน์ การเทศน์!
ชายชราพูดถูก ตนเทศนาสิ่งเหล่านี้ไปมีประโยชน์อะไร?
เวลาก็เหมือนน้ำ
สามวันผ่านไปเพียงชั่วพริบตา
บัณฑิตนิ่งเงียบราวกับรูปปั้น เอาแต่จ้องมองตะวันและจันทราที่เลื่อนลับอยู่ภายนอก
เขากะพริบตา
เขาจำได้ว่าในบันทึกท่องประจิม พระถังซัมจั๋งและลูกศิษย์ของเขาท่องไปยังทิศประจิม ยามประสบปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ก็จะไปตามกำลังเสริม หากเส้นทางการเทศนาของตนถูกปิดกั้น เช่นนั้นตนก็ต้องไปตามกำลังเสริมเช่นกัน!
ข้าต้องกลับไปถามปรมาจารย์!
ทันใดนั้นเขาก็ลุกขึ้นเดินออกจากโรงน้ำชา มองดูฝูงชนที่ตื่นตระหนกด้านนอก คิ้วพลันขมวดแน่น
คนพวกนี้มาจากทิศตะวันตก วิ่งไปทางทิศตะวันออก
เมิ่งจวินเหลียงเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าทางทิศตะวันตก มีชั้นเมฆสีดำปกคลุม
ก่อนกลับไปตามกำลังเสริม จัดการปัญหาเล็กๆ นี่ก่อนจะดีกว่า
เขายกเท้าก้าวเดินไปยังทิศตะวันตก
ระหว่างทาง ผู้คนนับไม่ถ้วนอพยพไปทิศตะวันออก เขาเป็นเพียงคนเดียวที่เดินฝ่าต้านฝูงชนไปอย่างช้าๆ แต่กลับไม่มีใครสักคนจะสนใจเขา
ร่างไร้วิญญาณเริ่มมีให้เห็นตามทางมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นหมู่บ้านแห่งหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในระยะสายตาของเขา
เมฆดำปกคลุมเหนือหมู่บ้าน ศพผู้คนกระจัดกระจายทุกหนแห่ง คนมากมายนอนรอความตายอยู่บนพื้นอย่างอ่อนแรง
ผู้บำเพ็ญเซียนหลายคนลอยตัวอยู่บนท้องฟ้าเหนือหมู่บ้าน ส่วนมากเป็นลำแสงที่พุ่งหลบหนีไปเสียมากกว่า สายลมพัดกรรโชก มืดฟ้ามัวดิน ทั้งที่เป็นเที่ยงวันกลับดูเหมือนราตรีดึกดื่น!
กลางหมู่บ้านมีรูปปั้นหินแท่งหนึ่งตั้งตระหง่าน
คนที่รอดชีวิต ขอเพียงมีกำลังต่างก็คุกเข่าล้อมรูปปั้น อ้อนวอนด้วยความศรัทธา “ขอเทพมารโปรดอวยพร ปัดเป่าโรคร้าย ช่วยให้ข้ารอดด้วยเถอะ!”
………………………………………………