ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 204 เจ้ายังต้องเรียนรู้อีกมาก
เมิ่งจวินเหลียงเอ่ยด้วยความเคารพ “เรียนคุณชายหลี่ ไม่ไล่ตามแล้ว บนโลกนี้ไม่มีวิถีอายุวัฒนะ”
“อ้อ?” หลี่เนี่ยนฝานเลิกคิ้วมองเมิ่งจวินเหลียงอย่างประหลาดใจ
คิดได้แล้วหรือ?
“ทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นไปตามวิถีของมัน เกิดแก่เจ็บตาย ตะวันขึ้นจันทราลับ ล้วนเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ขณะเดียวกันก็มีการผันเปลี่ยนนานัปการ วิถีต่างๆ มากมายยังคงมี กลับไร้เพียงวิถีอายุวัฒนะ!”
เมิ่งจวินเหลียงรู้สึกว่าหลี่เนี่ยนฝานกำลังสังเกตเขา ดังนั้นเขาจึงตอบอย่างจริงจังและกล่าวต่อว่า “ช่วงนี้ข้าได้เดินทางไปยังที่ต่างๆ มากมาย ได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน ต่อให้เป็นเซียน มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึงอายุวัฒนะ? วิถีของโลกนี้ ข้าคิดว่าสิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงและปรับตัว เพียงแค่สองคำ!”
หลี่เนี่ยนฝานผงะเล็กน้อย ผู้ชายคนนี้เหมาะสมที่จะเป็นนักปรัชญาอย่างมาก ระบบความคิดนี้ ต้มตุ๋นคนได้เป็นชุดๆ อย่างแน่นอน
เมื่อมองไปรอบๆ พวกโจวอวิ๋นอู่ทั้งสาม ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงประหลาดใจ
แม้แต่ผู้บำเพ็ญเซียนเช่นฉินม่านอวิ๋นและเหยาเมิ่งจีก็ยังอึ้ง ท่าทางครุ่นคิด ได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้ง
แต่มาถึงโลกบำเพ็ญเซียนกลับเป็นได้เพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง หลี่เนี่ยนฝานย่อมไม่ปล่อยโอกาสอวดอ้างความเก่งกาจที่หายากนี้ให้หลุดลอย
ถูกระบบสอนมาห้าปี เรื่องต้มตุ๋น หลี่เนี่ยนฝานก็พอจะเป็นครูได้บ้าง
เขาเอ่ยว่า “แล้วเจ้าเข้าใจโลกใบนี้มากน้อยเพียงใด?”
เมิ่งจวินเหลียงอดไม่ได้ที่จะพูดอย่างภาคภูมิใจ “หลักการของโลก ข้าเข้าใจได้เจ็ดแปดส่วนแล้ว”
หลี่เนี่ยนฝานส่ายหัวกลั้นหัวเราะ
เจ็ดแปดส่วน?
เจ้าเข้าใจได้ส่วนเดียวก็เจ๋งสุดๆ แล้ว คนเขลาย่อมไม่หวาดหวั่นจริงๆ
โจวอวิ๋นอู่พูดแทนเมิ่งจวินเหลียง “คุณชายหลี่ จวินเหลียงแม้รู้เพียงชื่อและหลักเหตุผล แต่ยังขาดการฝึกฝน เขาจึงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางทหารให้กับข้า เตรียมตัวที่จะเข้าใจวิถีของโลกอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น”
“รู้ว่าต้องฝึกฝน นับเป็นความก้าวหน้าที่ไม่เลว”
หลี่เนี่ยนฝานยิ้มจางๆ “แต่หลักการของโลก ไหนเลยจะง่ายดายเช่นนี้?”
เขาก้าวออกไปหยิบใบไม้สีเหลืองขึ้นมาจากพื้นแล้วถามว่า “มองใบไม้รับรู้สารทฤดู เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?”
เมิ่งจวินเหลียงตอบอย่างไม่ลังเล “เพราะใบไม้กลายเป็นสีเหลือง ร่วงกลับคืนสู่ราก รู้ได้ว่าสารทฤดู”
หลี่เนี่ยนฝานถามต่อ “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดใบไม้ถึงกลายเป็นสีเหลือง และเหตุใดกลายเป็นสีเขียว?”
เมิ่งจวินเหลียงขมวดคิ้วเล็กน้อย “เพราะ…สารทฤดูมาถึง?”
จู่ๆ เขาก็เงียบ
ใบไม้เป็นสีเหลืองเพราะฤดูใบไม้ร่วงมาถึง ฤดูใบไม้ร่วงมาถึงใบไม้จึงเป็นสีเหลือง เช่นนี้ไม่ใช่วาจากำปั้นทุบดินหรอกหรือ?
กลับได้ยินหลี่เนี่ยนฝานถามต่อ “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ เหตุใดสารทฤดูถึงทำให้ใบไม้เป็นสีเขียวได้เช่นกัน?”
เมิ่งจวินเหลียงพูดไม่ออก สิ่งนี้ขัดกับหลักการทั่วไป
หลี่เนี่ยนฝานมองไปที่เหยาเมิ่งจี “ผู้เฒ่าเหยา ท่านรู้หรือไม่?”
เหยาเมิ่งจีครุ่นคิดครู่หนึ่ง “หากเป็นเพียงต้นไม้ธรรมดา สามารถใช้คาถาปลุกไม้แห้งได้ฝนชะโลมลูบ”
หลี่เนี่ยนฝานยิ้ม “ไม่ต้องใช้เวทมนตร์คาถา ขอเพียงเข้าใจหลักความจริง ไม่ว่ามนุษย์คนใดก็ทำได้”
ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาก็ทอดถอนใจออกมาพร้อมอารมณ์ “วิธีเต๋าวิถีธรรมชาติ เมื่อเข้าใจและประยุกต์ใช้ได้แล้ว มนุษย์ก็สามารถทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้มากมายเช่นกัน”
วิธีเต๋าวิถีธรรมชาติ…
อย่าว่าแต่เมิ่งจวินเหลียง แม้แต่เหยาเมิ่งจีและฉินม่านอวิ๋นก็ยังตกตะลึง สมองดังหวึ่งๆ ราวกับได้เบิกเนตรด้วยเครื่องเจิมที่ราดตั้งแต่ยอดกระหม่อมลงมา จนพวกเขาถึงกับสั่นสะท้าน
รู้สึกเพียงการตื่นรู้อยู่เบื้องหน้า ราวกับว่าหลักแห่งฟ้าดินใหญ่หลวงวางอยู่ตรงหน้าทว่าไม่อาจสัมผัส
เพียงคำเหล่านี้ที่คู่ควรกับหลักแห่งฟ้าดิน!
ไม่เพียงแค่มนุษย์ปุถุชน หากผู้บำเพ็ญเซียนเข้าใจในสี่คำนี้ เช่นนั้น…
เหยาเมิ่งจีและฉินม่านอวิ๋นมองหน้ากันพลันขนลุกไปทั้งตัว
เช่นนั้นก็เท่ากับว่ารู้วิชาอาคม เกรงว่าความคิดเดียวก็สามารถพลิกฟ้าพลิกดินได้!
น่ากลัวเกินไปแล้ว ระดับพลังของปรมาจารย์ยากจะจินตนาการได้
“ข้าช่างเหมือนกบในกะลา” เมิ่งจวินเหลียงถอนหายใจยาว โค้งคำนับหลี่เนี่ยนฝาน “เมิ่งจวินเหลียงได้ประโยชน์มากมายจากคำพูดคุณชายหลี่ แม้ว่าท่านไม่ยินยอมรับข้าเป็นศิษย์ แต่ในใจข้า ท่านเป็นอาจารย์ผู้มีพระคุณของข้า ข้าถือว่าตนเป็นเด็กรับใช้ของท่านเสมอ ดังนั้นคุณชายหลี่ โปรดอย่าได้ถือโทษ”
“ไม่เป็นไร” หลี่เนี่ยนฝานโบกมือ เต๊ะท่า ในใจพลันรู้สึกโล่งสบาย
ฉินม่านอวิ๋นและเหยาเมิ่งจีกล่าวชื่นชม “คำพูดของคุณชายหลี่ทำให้คนตาสว่างได้อย่างฉับพลัน พูดได้ดียิ่งนัก”
นี่สินะที่เรียกว่าใช้หลักการโน้มน้าวคน แต่วิถีที่กล่าวไปนั้นเรียบง่ายมาก สรุปเป็นคำได้ว่า วิทยาศาสตร์
พูดถึงวิทยาศาสตร์ในโลกบำเพ็ญเซียน ยังทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนถึงกับตื่นตาตื่นใจ คงนับว่าเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์
“ท่านอาจารย์”
โจวอวิ๋นอู่กลับเดินเข้ามา เรียกหลี่เนี่ยนฝานด้วยความเคารพว่าท่านอาจารย์
เขาโค้งคำนับอย่างสุดซึ้ง โดยไม่ลุกขึ้น กลับยังโค้งอยู่แบบนั้นพลางกล่าวอย่างจริงใจ “โปรดช่วยดินแดนเซี่ยของข้าด้วย”
หลี่เนี่ยนฝานรีบพยุงโจวอวิ๋นอู่และกล่าวว่า “คุณชายโจว โปรดลุกขึ้นเถอะ เกิดอะไรขึ้น?”
โจวอวิ๋นอู่พูดอย่างรีบร้อน “อาณาจักรเซี่ยของข้าปรากฏอาการของโรคระบาดแล้ว ข้ามาที่นี่เพื่อเชิญคุณชายหลี่ไปดูสักหน่อย”
“เร็วเช่นนี้เลยหรือ?” หลี่เนี่ยนฝานตกใจเล็กน้อย คราวก่อนเพิ่งได้ยินเกี่ยวกับโรคระบาด ไม่กี่วันก็แพร่กระจายมาถึงนี่แล้ว
“คุณชายโจวไม่ต้องร้อนใจ ข้าบอกแล้วว่าเรื่องนี้ข้าต้องจัดการแน่” หลี่เนี่ยนฝานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและถามว่า “เริ่มมีตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ข้าพบเมื่อเช้าวานนี้” โจวอวิ๋นอู่สีหน้าเต็มไปด้วยความขมขื่น เขากำจัดโจรได้แล้วฝ่ายหนึ่ง กำลังจะเร่งเครื่องคว้าชัยชนะ คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเสียก่อน
หลี่เนี่ยนฝานขมวดคิ้ว “เช่นนั้นรอช้าไม่ได้แล้ว”
โรคระบาดครั้งนี้ดูจะรุนแรง ยิ่งควบคุมได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ไม่เช่นนั้นต่อให้มีวิธีรักษา ก็ยังยุ่งยากไม่น้อย
เขามองไปที่เหยาเมิ่งจี พูดอย่างเกรงใจ “ผู้เฒ่าเหยา แม่นางม่านอวิ๋น เอ่อ…”
ด้านนี้มีงานเข้า เนื้อหมูเกรงว่าคงจะไม่ได้กินแล้ว
เหยาเมิ่งจีผู้ซึ่งเข้าใจผู้คนได้เป็นอย่างดี ย่อมมองความคิดของหลี่เนี่ยนฝานออกในพริบตา
เขารีบพูด “คุณชายหลี่ อันที่จริงเราก็กำลังจะไปดูอยู่พอดี โรคระบาดลุกลามรุนแรง คุณชายหลี่มากับเราได้ จะสามารถไปถึงราชวงศ์เซี่ยได้โดยเร็วที่สุด”
หลี่เนี่ยนฝานพยักหน้า “เช่นนั้นรบกวนแล้ว”
ไม่นานหลี่เนี่ยนฝานก็แช่เนื้อหมูไว้ในตู้เย็น จากนั้นก็จูงต๋าจี่ กำชับให้ต้าเฮยดูแลบ้านให้ดี แล้วรีบรุดออกไปพร้อมเหยาเมิ่งจีและคนอื่นๆ
มีเหยาเมิ่งจีเป็นผู้นำกลุ่ม ความเร็วย่อมเพิ่มขึ้นมาก เวลาเพียงหนึ่งชั่วยาม เมืองใหญ่แห่งหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
อันที่จริงก็ไม่อาจใช้คำว่าเมือง หากดูจากเค้าโครง นับได้ว่าเป็นประเทศเล็กๆ แห่งหนึ่ง
สูงกว่ากำแพงเมืองลั่วเซียนสองเท่า ทั้งยังหนากว่า เหนือกำแพงเมืองมีหอสังเกตการณ์เป็นระยะๆ แต่ละจุดมีทหารยืนเฝ้าประจำการ สายลมเหน็บหนาวแทรกซึมอยู่ในอากาศ ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกับเมืองลั่วเซียนอย่างสิ้นเชิง
………………………………………………