ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 206 นำสมัย สอนมนุษย์!
หลี่เนี่ยนฝานไม่ได้กล่าวหนัก ทว่ากลับเป็นดั่งเสียงฟ้าผ่าในหูของทุกคนที่ได้ยิน!
ครึนครัน!
โดยเฉพาะเหยาเมิ่งจีและฉินม่านอวิ๋น รู้สึกศีรษะซ่านชา หัวใจเต้นระส่ำ
ปรมาจารย์…ออกความคิดแล้ว?
โดยปกติไม่ว่าเรื่องใดปรมาจารย์ไม่เคยสนใจ ประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ที่ปรมาจารย์มอบให้พวกเขาโดยไม่ได้ใส่ใจ ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่าได้ ยามนี้…เห็นได้ชัดว่าปรมาจารย์ใส่ใจ!
เช่นนั้นประโยชน์จะยิ่งใหญ่มหาศาลเพียงใดกัน?
ไม่กล้าจินตนาการ คิดแล้วก็น่ากลัว!
ทั้งคู่หันไปมองโจวอวิ๋นอู่พร้อมกันโดยอัตโนมัติ ความริษยาในดวงตาแทบเอ่อล้นออกมา ยากจะมีสิ่งใดแทนที่ได้
เจ้าหนู เจ้ารู้อะไรไหม?
เจ้านี่โชคดีชะมัด ได้ก้าวหน้าแล้ว!
ฉินม่านอวิ๋นอดพูดไม่ได้ “ท่านอาจารย์ อยู่ๆ ข้าก็รู้สึกอิจฉาพวกมนุษย์ปุถุชน”
เหยาเมิ่งจีทอดถอนใจอย่างขมขื่น “ข้าก็เหมือนกัน”
“ความจริงเราน่าจะคิดได้ตั้งนานแล้ว” ฉินม่านอวิ๋นแววตาครุ่นคิด สลับซับซ้อนเล็กน้อย “ปรมาจารย์มักทำตัวเป็นปุถุชนในโลกมนุษย์ ย่อมมีทัศนคติต่อปุถุชนแตกต่างออกไป และเราก็ละเลยนามของปรมาจารย์มาโดยตลอด”
“หลี่…เนี่ยนฝาน...”
เหยาเมิ่งจีม่านตาหดเกร็งในทันใด เขาไม่กล้าเอ่ยออกเสียง เพียงแต่เอ่ยในใจรอบหนึ่งเร็วๆ ทันใดนั้นก็เกิดปัญญา “ใช่แล้ว มนุษย์ปุถุชนแต่เดิมเป็นกระแสหลักของโลก และปรมาจารย์ก็มีความรู้สึกพิเศษกับพวกเขา จะลงมือช่วยเหลือก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล พวกเราเพิ่งจะคิดได้ถึงความสำคัญของมัน ช่างโง่เขลายิ่งนัก”
ฉินม่านอวิ๋นสูดหายใจเข้า พูดอย่างจริงจัง “ดูเหมือนว่าต่อไปต้องเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์กับมนุษย์ปุถุชนแล้ว โดยเฉพาะจักรพรรดิผู้นั้น!”
แม้ตอนนี้โจวอวิ๋นอู่ยังเป็นองค์ชาย ทว่าอีกไม่นานเขาต้องเป็นจักรพรรดิอย่างที่ใครก็ไม่สงสัย
ในใจโจวอวิ๋นอู่และเมิ่งจวินเหลียงยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง
ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น สั่นสะท้านไปทั้งตัว
ความรู้สึกนี้เหมือนกับเด็กน้อยที่ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญบางอย่าง แล้วจู่ๆ ก็ได้รับความเข้าใจและการสนับสนุนจากพ่อแม่
อยากจะร้องไห้…
โจวอวิ๋นอู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสะอื้นอย่างอดไม่ได้ “ท่านอาจารย์ ท่านคิดว่าความคิดของข้าถูกต้องหรือ?”
“มนุษย์พึ่งพาเซียนมากเกินไป ไม่ทำอะไรให้เกิดผล ไม่สนใจศาสตร์การแพทย์ ไม่มีใจแสวงหาความก้าวหน้า ขาดความคิดสร้างสรรค์ อยู่ไปวันๆ ตาบอดและโง่เขลา ไม่อาจทานทนต่อพายุใดๆ ได้” หลี่เนี่ยนฝานทอดถอนใจ ในที่สุดก็กล่าวสรุปว่า “พวกเขา…ต้องการคนสอน!”
เมิ่งจวินเหลียงและโจวอวิ๋นอู่ตะลึงงัน ขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง ปรมาจารย์สมเป็นปรมาจารย์ ประโยคนี้สรุปได้ดีจริงๆ
พวกเขาพร้อมกันโค้งคำนับหลี่เนี่ยนฝานและกล่าวอย่างจริงใจ “ขอท่านอาจารย์เป็นผู้นำทาง!”
“ข้า? ข้าไม่สนใจหรอก?” หลี่เนี่ยนฝานส่ายหัว แม้จะมีความรู้สึกอยู่ในใจ ทว่าก็ไม่อยากจะหาความยุ่งยากมาใส่ตน เขาพูดด้วยรอยยิ้ม “นี่ไม่ใช่ความฝันของพวกเจ้าสองคนหรือ? คนหนึ่งต้องการรวมมนุษย์ปุถุชนเป็นหนึ่ง คนหนึ่งอยากเทศนาผู้คน พวกเจ้าก็เป็นผู้นำเถอะ”
ทันทีที่กล่าวจบ ไหล่ของเมิ่งจวินเหลียงและโจวอวิ๋นอู่ก็ตกลง ราวกับว่ามีบางสิ่งเพิ่มขึ้นมาบนตัว ฟ้าดินก็ปรากฏการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม
เมิ่งจวินเหลียงกระหายความรู้ “ขอถามท่านอาจารย์ จะนำได้อย่างไร?”
หลี่เนี่ยนฝานเอ่ยว่า “ไปเถอะ ข้าจะสอนพวกเจ้าเอง”
ทุกคนต่างรู้สึกทั้งกังวลทั้งตื่นเต้น มายังห้องโถงใหญ่ในส่วนลึกของพระราชวัง
ไม่เพียงแต่มีกองกำลังทหารเกรียงไกรคุ้มกัน เหยาเมิ่งจียังปล่อยกระแสจิต จับตาดูการเคลื่อนไหวโดยรอบ (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ทุกคนอดรู้สึกสังหรณ์ไม่ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ อาจทำให้โลกทั้งใบกลับตาลปัตร!
หลี่เนี่ยนฝานไม่ได้อธิบายตรงๆ แต่หยิบกระดาษและปากกาออกมา เขียนสูตรยาส่งให้โจวอวิ๋นอู่
เอ่ยว่า “ตามใบสั่งยานี้ นำไปต้มแกง สามารถช่วยให้ผู้คนต่อสู้กับโรคระบาดได้”
โจวอวิ๋นอู่รับใบสั่งยาด้วยมือสองข้างที่สั่นเทา แทบไม่อยากจะเชื่อ
ไม่เพียงแต่เขา ทุกคนต่างตะลึงตาค้าง หากไม่รู้ถึงความไม่ธรรมดาของหลี่เนี่ยนฝาน พวกเขาคงไม่เชื่อ
โรคระบาดที่ทำให้โลกบำเพ็ญเซียนโกลาหลคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด แก้ไขได้โดยง่ายดายเช่นนี้น่ะหรือ?
“ขอบ...ขอบคุณมาก” โจวอวิ๋นอู่รีบมองไปที่ใบสั่งยา กลับพบว่าในนั้นเต็มไปด้วยสมุนไพรธรรมดาๆ ไม่มีโอสถวิเศษใดๆ ไม่มีแม้แต่สมุนไพรชนิดพิเศษ สมุนไพรเหล่านี้พบได้ทั่วไปในโลกบำเพ็ญเซียน และบางชนิดก็ถูกมองว่าเป็นวัชพืชเสียด้วยซ้ำ!
เมื่อพูดถึงโอสถวิเศษ มักถูกผู้คนไขว่คว้าแสวงหา อาทิ ชำระตัดไขกระดูก ร้อยพิษไม่กล้ำกราย ทิวาเหินหาว ล้วนดึงดูดผู้คนให้ใฝ่ฝันจินตนาการไม่สิ้นสุด
ส่วนสมุนไพรทั่วไปเหล่านี้ กินแล้วมีรสขม และยังอาจเกิดพิษ จึงไม่ค่อยมีผู้ใดสนใจนัก
ทุกคนมองหลี่เนี่ยนฝานด้วยความประหลาดใจ ยากจะไม่เชื่อ “เอ่อ คือ…”
“ทุกสรรพสิ่งล้วนส่งเสริมกันและกัน ไม่มีสิ่งใดอ่อนด้อยเสียทีเดียว และไม่มีสิ่งใดแข็งแกร่งเสียทีเดียว ข้าบอกแล้วว่าตราบใดที่เข้าใจวิถีของมัน มองทะลุให้เห็นถึงแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ ก็จะสามารถแก้ปัญหาให้หมดไปอย่างง่ายดาย”
หลี่เนี่ยนฝานชะงักและพูดต่อ “ตอนนี้สิ่งที่โลกมนุษย์ยังขาดไปก็คือผู้เผยแผ่”
“ข้าเข้าใจแล้ว” โจวอวิ๋นอู่กล่าวอย่างเคารพ ให้คนนำใบสั่งยาไปเตรียมสมุนไพรทันที
เมิ่งจวินเหลียงถาม “ท่านอาจารย์ ช่วยบอกเหตุผลได้หรือไม่?”
“คุณชายเมิ่งได้เดินทางไปทั่วทุกสารทิศ คิดว่าตนเข้าใจวิถีมากมายแล้ว เรื่องนี้ยังไม่รู้อีกหรือ?” หลี่เนี่ยนฝานพูดเล่นในตอนแรก จากนั้นจึงพูดต่อ “ข้าจะเล่าเรื่องเล่าสักเรื่องให้พวกท่านฟัง”
“นานมาแล้ว สมัยที่มนุษย์ยังไร้อารยธรรม มีชายผู้หนึ่งเป็นเทพกสิกรรม เขาเห็นความทุกข์ยากของประชาชน ผู้คนนับไม่ถ้วนทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วย เขาจึงเริ่มลิ้มลองสมุนไพรร้อยชนิด สังเกตสรรพคุณทางยา เย็น อุ่น สงบ และร้อนของสมุนไพรร้อยชนิด แยกแยะเป็นความสัมพันธ์ยาหลัก ยารอง ยาช่วย และยาประสานของสมุนไพรร้อยชนิด และจดบันทึกสรรพคุณที่ใช้รักษาอาการเจ็บป่วยของผู้คน วันหนึ่งพบกับพิษเจ็ดสิบชนิด น่าเสียดายที่ในท้ายที่สุดเขาได้ลองพิษชนิดหนึ่งจนถึงแก่ความตาย”
เมิ่งจวินเหลียงตกใจลุกขึ้นพรวดอย่างอดไม่ได้ ละอายใจหนักหนา “ท่านเทพกสิกรรมอุทิศตนแก่วิถีอย่างแท้จริง ข้าไม่สามารถเทียบได้เลยแม้แต่น้อย!”
จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าแต่ก่อนตนนั้นน่าขันเพียงใด แค่มองดูทิวทัศน์ ครู่หนึ่งพลันคิดว่าตนสัมผัสเข้าถึงวิถีแล้ว อาจจะรู้จักชื่อและลักษณะของพืชต่างๆ แต่กลับไม่รู้ประโยชน์ของมัน ไม่รู้อะไรเลย นี่ไม่เรียกว่ารู้ แต่เรียกว่าโง่เขลา!
หลี่เนี่ยนฝานโบกมือ เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “แต่มันก็แค่เรื่องเล่า ไม่ต้องคิดเป็นจริงเป็นจังหรอก ถ่ายทอดให้เห็นถึงจิตวิญญาณมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของผู้บุกเบิก
โชคดีที่ข้ารู้คุณสมบัติของยามาเยอะ จึงไม่ต้องเสี่ยงชีวิตลองทีละอย่าง ลดปัญหาได้มาก” หลี่เนี่ยนฝานกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ทุกคนมองหลี่เนี่ยนฝานโดยไม่พูดอะไร
เรื่องเล่า? ขอแค่มีความฉลาดอยู่บ้างก็จะรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่า
หากเป็นเรื่องเล่าจริง แล้วเหตุใดท่านถึงรู้เรื่องคุณสมบัติทางยาของสมุนไพรเหล่านี้ได้?
แปดส่วน คุณชายหลี่คงรู้จักคนที่เรียกว่าเทพกสิกรรม หรือไม่เขาก็คือเทพกสิกรรมเสียเอง! ที่บอกว่าเทพกสิกรรมตายแล้วก็เพื่อปกปิดผู้คน!
ในเรื่องเล่าบอกว่าตอนที่มนุษย์ยังไร้อารยธรรม คงไม่ใช่ว่าตั้งแต่ตอนนั้น คุณชายหลี่ก็อยู่มาแล้วหรอกนะ?
ฟืด—
บรรพกาล? ยุคโบราณ? หรือกระทั่งก่อนหน้านั้นอีก?
น่ากลัว น่ากลัวเกินไปแล้ว!
………………………………………………