ทุกคนได้ยินเสียงในใจข้า ครอบครัวตัวร้ายพลิกชะตาฝืนฟ้า - บทที่ 189. เธอทำให้เขาขุ่นเคืองใจอีกแล้วหรือ?
- Home
- ทุกคนได้ยินเสียงในใจข้า ครอบครัวตัวร้ายพลิกชะตาฝืนฟ้า
- บทที่ 189. เธอทำให้เขาขุ่นเคืองใจอีกแล้วหรือ?
แน่นอนว่าหยุนว่านเหยาย่อมไม่มีทางขายไม่ออก ต่อให้ฮ่องเต้จะไม่ทรงหวั่นไหว ในหัวของหยุนว่านเย่ก็ยังมีตัวเลือกสำรองอื่นๆ อยู่อีก
ทว่าในเวลานี้ ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในใจของเขากลับฮุบเหยื่อเองโดยสมัครใจ เช่นนั้นแล้ว เขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องยกเรื่องตัวเลือกสำรองขึ้นมาพูดอีก
ตรงกันข้าม เขา กลับนำเรื่องนี้มาขู่หยุนเจิ้งได้อย่างสบายอกสบายใจ
คนเป็นพ่อแม่ ต่อให้มีอำนาจล้นฟ้าเลี้ยงดูบุตรธิดาได้ไปตลอดชีวิต ก็คงไม่มีใครอยากเห็นลูกของตนต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไปจนแก่เฒ่า
“เหยาเอ๋อร์ของข้าไม่มีทางขายไม่ออกหรอก!”
หยุนเจิ้งถลึงตาใส่เขา รู้สึกหงุดหงิดหง่านใจยิ่งนัก
หากรู้อย่างนี้แต่แรก ยามนั้นเขาไม่น่าตกปากรับคำฮ่องเต้องค์ก่อน ยอมยกเหยาเอ๋อร์ให้หมั้นหมายกับเจ้าเด็กโม่หยวนฮ่าวเลย จนทำให้เรื่องราวจัดการยากเย็นถึงเพียงนี้
จะยกเลิกการหมั้นหมายก็ไม่ได้ ไม่ยกเลิกก็ไม่ได้อีก
“เจ้าเด็กเวร หัวจิตหัวใจของเจ้ามีแต่แผนการใช่หรือไม่? วางแผนชั่วได้เช้าจรดค่ำ แม้แต่น้องสาวแท้ๆ ก็ยังไม่เว้น! ข้ามีลูกอย่างเจ้าได้อย่างไรกัน?”
พี่ชายบ้านไหนกันจะกล้าวางแผนส่งน้องสาวแท้ๆ ขึ้นเตียงชายอื่น?
คาดว่าคงมีแค่เจ้าคนถ่อยผู้นี้เท่านั้นที่ทำลง
ยิ่งหยุนเจิ้งมองเจ้าเด็กคนนี้ก็ยิ่งรู้สึกขัดหูขัดตา นึกเสียใจที่ไม่ได้รีบส่งเขากลับไปกองทัพให้เร็วกว่านี้
เอาเจ้าหมอนี่ไว้ที่บ้าน นอกจากจะไม่รู้จักอยู่นิ่งแล้ว ยังกล้าเอาความคิดพิเรนทร์มาตกที่องค์ฮ่องเต้กับน้องสาวแท้ๆ อีก ช่างทำเอาเขาโมโหจนแทบตายจริงๆ
“…”
คำด่านี้ออกจะฟังดูด่าแรงไปเสียหน่อย หยุนว่านเย่ลูบจมูก สีหน้าฉานเก้อขึ้นมาเล็กน้อย
ครู่ต่อมา เขาจึงพึมพำเสียงเบา “ก่อนหน้านี้ท่านพ่อไม่ได้พูดเช่นนี้นี่นา ก่อนหน้านี้ท่านพ่อยังบอกว่าข้าเป็นขุนนางผู้มีคุณูปการยิ่งใหญ่ที่สุดของแผ่นดินแท้ๆ เหตุใดถึงเปลี่ยนสีหน้าไวนัก…”
หยุนเจิ้ง: “…”
เจ้าเด็กนี่ยังกล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก! ที่เขาพูดเช่นนั้น เป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าคนถ่อยผู้นี้ไปพาตัวเหยาเอ๋อร์มาต่างหากเล่า!
“ในใจของท่านพ่อ บุตรีของผู้อื่นเข้าวังได้ แต่พอถึงทีบุตรีตนเองกลับไม่ได้ บุตรีท่านพ่อคือมนุษย์ แล้วบุตรีผู้อื่นไม่ใช่คนหรืออย่างไร?”
หยุนว่านเย่ยังคงบ่นพึมพำเสียงเบาต่อไป
หยุนเจิ้ง: “…”
มันจะไปเหมือนกันได้อย่างไร!
บุตรีผู้อื่นเกี่ยวกับอันใดกับเขา? ที่เขาสนใจย่อมต้องเป็นบุตรีของตนเองสิ!
“หากบิดาทั่วทั้งแผ่นดินคิดเหมือนท่านพ่อกันหมด เช่นนั้นฮ่องเต้จะทรงแต่งตั้งฮองเฮาไปเพื่ออันใด? แคว้นต้าอู่ของพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องมีรัชทายาทอีกต่อไป วันหน้าผู้ใดขึ้นครองราชย์ ก็เตรียมตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวไปจนแก่เฒ่าได้เลย”
“อย่างไรเสีย พระราชวังก็ไม่ใช่สถานที่ที่ดี ไม่เหมาะกับสตรี ดังนั้น วันหน้าผู้ใดเป็นฮ่องเต้ ก็โปรดครองตัวเป็นโสดไปเสียเถิด หากไม่ได้จริงๆ ก็แต่งตั้งฮองเฮาที่เป็นชายไปเลย”
หยุนเจิ้ง: “…”
ยามฟังเสียงบ่นพึมพำของหยุนว่านเย่ มุมปากของหยุนเจิ้งก็กระตุกอย่างรุนแรง ใบหน้ามืดมนจนทนไม่ไหวอีกต่อไป
“หุบปาก! เจ้าเด็กเวร ยิ่งพูดยิ่งเลอะเทอะไปใหญ่แล้ว!”
อันใดคือผู้ใดเป็นฮ่องเต้ก็ให้ครองตัวเป็นโสดไปเสีย หากไม่ได้จริงๆ ก็แต่งตั้งฮองเฮาที่เป็นชาย? ฟังดูสิว่านี่มันคำพูดสามหาวกบฏขนาดไหน?
หากเรื่องนี้แพร่ไปถึงพระกรรณของฮ่องเต้ มิใช่ว่าพระองค์จะส่งคนมาตัดหัวเจ้าเด็กนี่ข้ามคืนหรอกหรือ?
เขาแค่ไม่อยากให้เหยาเอ๋อร์เข้าวังเท่านั้น เหตุใดถึงลามปามไปถึงเรื่องฮ่องเต้จะโดดเดี่ยวจนแก่เฒ่าหรือแต่งตั้งฮองเฮาชายไปเสียได้?
หัวสมองของเจ้าเด็กนี่ วันๆ คิดแต่เรื่องพิเรนทร์อันใดกัน?
“ลูกก็แค่พูดความจริงเท่านั้น ท่านพ่อนับวันยิ่งฟังความจริงไม่ได้”
หยุนว่านเย่ย้อนกลับเสียงเบาๆ จากนั้นก็ยอมหุบปากลงอย่างฝืนๆ
ส่วนหยุนเจิ้ง ท้ายที่สุดก็มิได้เข้าวังไปนำตัวหยุนว่านเหยาออกมากลางดึก
ประการแรก หยุนว่านเย่คอยจ้องมองเขาไว้ ไม่ยินยอมให้เขาไปทำลายแผนการ
ประการที่สอง เสียเวลาไปตั้งนานปานนี้ หากฮ่องเต้คิดจะทรงทำสิ่งใดจริง ก็คงทรงทำเสร็จไปนานแล้ว ต่อให้เขาเข้าวังไปตอนนี้ ก็ไม่ทันการณ์อยู่ดี
ส่วนประการที่สาม ตอนนี้หัวสมองของเขาสับสนไปหมด เต็มไปด้วยคำพึมพำพ่นไฟของหยุนว่านเย่
แม้คำพูดเหล่านั้นจะไม่เข้าหู แต่มันก็คือความจริง หยุนเจิ้งพลันไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี เขาจำเป็นต้องตั้งสติและสงบสติอารมณ์ลงเสียก่อน
ตำหนักเฟิ่งหัว
โม่หยวนหลินสั่งให้คนนำผ้าไหมทอยกดอกขอบทองมา ไม่ชั่วครู่ก็ร่างราชโองการยกเลิกการหมั้นหมายเสร็จสรรพ โดยทำไว้สองฉบับ ก่อนจะประทับตราพระราชลัญจกรลงไปอย่างหนักแน่น
รอจนหมึกแห้งสนิท เขาก็ตราจทานดูอย่างละเอียดรอบหนึ่ง จากนั้นจึงยื่นส่งให้ดรุณีน้อยผู้ผุดผาดงดงามแปลกตาที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะทรงงาน
“ราชโองการเขียนเสร็จแล้ว คุณหนูหยุนต้องการตรวจดูหรือไม่?”
ตั้งแต่ตอนที่โม่หยวนหลินบอกว่าจะออกราชโองการ หยุนว่านเหยาก็เริ่มสติหลุดลอย จนกระทั่งได้ยินคำพูดนี้ นางจึงดึงสติตนเองกลับมา สองมือยื่นออกไปรับม้วนผ้าไหมสีทองอ่อนมาอย่างนอบน้อม
“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”
นางเอ่ยขอบคุณอย่างจริงจัง ก่อนจะเปิดม้วนผ้าไหมในมือออก สายตาก็ปะทะเข้ากับตัวอักษรลายพริ้วไหวแต่แฝงไว้ด้วยพลังทรงอำนาจไม่กี่บรรทัด
‘ผายลมรับลิขิตสวรรค์ ฮ่องเต้มีพระราชโองการ; บุตรีแห่งหนิงกั๋วกง หยุนว่านเหยา ได้เดินทางมากราบทูลขอยกเลิกการหมั้นหมายกับฉีอ๋อง; หมั้นหมายมานานถึงเจ็ดปี ฉีอ๋องยังมิอาจครองใจหยุนว่านเหยาได้ ชี้ให้เห็นว่าการหมั้นหมายนี้มิใช่เนื้อคู่แท้จริง เจิ้นมิปรารถนาจะบังคับจิตใจผู้ใด จึงอนุญาตตามคำขอของหยุนว่านเหยา ยกเลิกการหมั้นหมายระหว่างหยุนว่านเหยากับฉีอ๋อง นับแต่นี้ไป ต่างคนต่างแต่งงาน ไม่เกี่ยวข้องกันอีก จบราชโองการ’
แม้เนื้อหาในราชโองการจะไม่ได้เขียนตามที่นางปรารถนาทั้งหมด แต่ขอเพียงส่งถึงมือโม่หยวนฮ่าว การหมั้นหมายระหว่างนางกับเขาก็จะถูกยกเลิกโดยสมบูรณ์
หยุนว่านเหยาถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เมฆหมอกที่กดทับอยู่ในใจมานานแสนนานพลันสลายหายไปในพริบตา ทั้งร่างรู้สึกเบาสบายขึ้นมาทันที
แต่ในไม่ช้า นางก็อดมิได้ที่จะนึกถึงโม่หยวนฮ่าวขึ้นมา
ไม่รู้ว่าเมื่อได้รับราชโองการฉบับนี้แล้ว โม่หยวนฮ่าวจะแอบยินดีอยู่ภายในใจ หรืออยากจะบีบคอนางให้ตายกันแน่
ในตอนนั้นเอง ข้างหูก็พลันมีเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเตือนขึ้น
“คุณหนูหยุน กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ ราชโองการเขียนเสร็จสิ้นแล้ว หากยามนี้เจ้าคิดจะเปลี่ยนใจ ก็สายเกินไปเสียแล้ว”
หยุนว่านเหยาเงยหน้าขึ้น ก็พบว่าเขากำลังจ้องมองนางด้วยสายตาทรงลึกล้ำ ดำมืดไปด้วยอารมณ์ที่นางยากจะอ่านออก แต่นางสามารถรู้สึกได้อย่างลางๆ ว่าเขาดูเหมือนจะทรงไม่พอพระทัยอยู่บ้าง
นางไปทำให้เขาขุ่นเคืองอีกแล้วหรือ?
หยุนว่านเหยาห่อไหล่ลง กอดราชโองการไว้ พลางเอ่ยเสียงเบาอย่างน่าสงสาร “เรื่…เรียนฝ่าบาท หม่อมฉันมิได้คิดจะเปลี่ยนใจเพคะ”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
น้ำเสียงของเขานุ่มนวลลงมาก หยุนว่านเหยาถอนหายใจโล่งอกเบาๆ หันหน้าแอบมองไปทางประตูทิศทางเดิม ทว่าตรงนั้นยังคงว่างเปล่า ไร้เงาร่างของคนที่นางตั้งตารอคอยมาแสนนาน
เจ้าหยุนว่านเย่ตัวดี ไปนานขนาดนี้แล้วยังไม่กลับมาอีก ไม่กลัวว่าหากนางทำเรื่องพังแล้วจะลากเขาออกมาหรือไร?
หรือว่า เขาจะรู้อยู่แล้วว่านางทำเรื่องพัง จึงได้เผ่นหนีแน่บทอดทิ้งให้นางอยู่ที่นี่คนเดียว?
คงมิใช่เช่นนั้นจริงๆ หรอกนะ?
หยุนว่านเหยาเบิ่งตาโต ภายในใจยากจะเชื่อ
ทันใดนั้น นางก็ถูกช้อนตัวอุ้มขึ้นมาอีกครั้ง
เพล้ง! ด้วยความตกใจกลัว ราชโองการในมือจึงร่วงหล่นลงพื้น ทว่าคนทั้งสองกลับไม่มีใครหันไปมองมันแม้แต่น้อย
หยุนว่านเหยาหันหน้าไป ก็พบว่าโม่หยวนหลินกำลังอุ้มนางไว้ ดวงตาดำขลับคู่นั้นมองนางด้วยความสนใจยิ่ง
“มองอันใดอยู่หรือ?”
“ฝะ…ฝ่าบาท…”
หยุนว่านเหยาตัวเกร็งไปหมด ใบหน้าเล็กขมวดวุ่นแทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
นางรู้ตัวว่าผิดไปแล้ว นางไม่ควรมาหว่านเสน่ห์ยั่วยวนฮ่องเต้เลย แต่ฮ่องเต้ก็ทรงทราบเจตนาร้ายของนางแล้ว เหตุใดยังทรงทำเช่นนี้อยู่อีก?
“ทำไมหรือ?”
เขาเลิกคิ้ว มองดูดรุณีน้อยในอ้อมอกที่หน้าซีดเผือดแทบจะร้องไห้ด้วยความขบขัน
ทุครั้งที่นางเห็นเขา มักจะทำท่าทางราวกับหนูเห็นแมว คงเป็นเพราะเรื่องเมื่อปีนั้น… ได้ฝากบาดแผลทางใจไว้ให้นางเป็นแน่
เมื่อนึกถึงเรื่องราวในปีนั้น สายตาของโม่หยวนหลินก็พาดผ่านความรู้สึกนึกเสียใจอย่างรวดเร็ว
ต้องโทษตัวเขาเองในปีนั้นที่มืดมนและชั่วร้าย จนทำให้นางตกใจกลัว
เพียงแต่ ยามนั้นนางยังเด็กมาก และเวลาผันผ่านมากี่ปีแล้ว แต่นางกลับยังไม่ลืมเลือนไปเสียที
“ฟ้…ฟ้ามืดมากแล้ว หม่อมฉัน…ควรจะต้องกลับบ้านแล้วเพคะ แปะ…แล้วพี่รองเหตุใดยังไม่กลับมาอีก? หม่อมฉันเกรงว่าเขาจะตกส้วมตาย อยากจะไปตามหาเขาเพคะ”
หยุนว่านเหยาพยายามฝืนยิมออกมา ทว่าแท้จริงแล้วกลับทั้งกลัวทั้งลนลาน หัวสมองสับสนวุ่นวาย จนแทบจะสูญเสียความสามารถในการไตร่ตรองไปสิ้น
โม่หยวนหลิน: “…”
คิ้วของเขากระตุกเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเท้าส่ายยาวตรงไปที่เตียง แล้วอุ้มนางนั่งลง
“รู้หรือไม่ว่าเหตุใดอาเย่ถึงยังไม่กลับมา? เขาเจตนาน่ะ การที่คุณหนูหยุนมาหว่านเสน่ห์ยั่วยวนเจิ้นในคืนนี้ แท้จริงแล้วเป็นความคิดของเขาใช่หรือไม่?”
หยุนว่านเหยา: “…”
นางสัญชาตญาณสั่งให้ส่ายหน้าปฏิเสธ ทว่ายังไม่ทันได้ลงมือทำ ข้างหูก็ตอบรับด้วยเสียงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจของชายหนุ่มต่อ
“เขาคิดจะวางแผนอันใด เจิ้นก็ขี้เกียจจะไปใส่ใจ แต่คุณหนูหยุน ก่อนจะมาหว่านเสน่ห์ยั่วยวนเจิ้น มิได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้เลยหรือว่าอาจจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น?”
หยุนว่านเหยา: “…”
ต้องเตรียมตัวอันใดกัน?
ทั่วทั้งแคว้นต้าอู่มีใครบ้างไม่รู้ว่าฮ่องเต้ไม่ทรงเข้าใกล้สตรี?
นางก็แค่ต้องการทำพอเป็นพิธี เพื่อหลอกเอาเงินสองพันตำลึงเท่านั้น หากรู้อย่างนี้แต่แรกว่าเรื่องราวจะกลายเป็นเช่นนี้ นางคงไม่กล้าทำเด็ดขาด
“อาเย่ในยามนี้ คาดว่าคงจะกลับถึงบ้านแล้ว การทิ้งเจ้าไว้ในวัง ชี้ชัดว่าต้องการทิ้งเจ้าไว้ให้เจิ้นจัดการตามใจชอบ แล้วเหตุใดคุณหนูหยุนต้องรีบร้อนกลับไปด้วยเล่า?”
หยุนว่านเหยา: “…”
เจ้าหยุนว่านเย่ตัวดี กลับบ้านไปแล้วจริงๆ หรือ? แล้วนางจะทำอย่างไรดีเล่า?
หยุนว่านเหยารู้สึกสับสนมึนงง ในใจเอาแต่ด่าทอหยุนว่านเย่ไม่หยุด นึกเสียใจอย่างยิ่งที่คอยปกปิดความผิดให้เขา หากรู้อย่างนี้ว่าเขาจะชั่วร้ายถึงเพียงนี้ ควรจะลากเขาออกมาเสียแต่แรก
“ฝ่าบาท พระองค์มิได้ไม่ชอบสตรีหรอกหรือเพคะ? พระองค์คงจะไม่ทำอันใดหม่อมฉันใช่หรือไม่?”
นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างแดงขอบ มอบเขาด้วยสายตาอันเต็มไปด้วยความ不安
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ โม่หยวนหลินก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยกมุมปากหัวเราะออกมา ยื่นมือไปแตะริมฝีปากของนางเบาๆ
“ใครบอกเจ้าหรือ ว่าเจิ้นไม่ชอบสตรีน่ะ หืม?”
“ก็…ก็เขาลือกันเช่นนั้นทั้งนั้น…”
นางสั่นสะท้านไปทั้งตัว ไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ ผู้คนต่างก็พูดเช่นนี้กันทั้งนั้น หรือว่าเขาจะไม่ได้ยินเลยแม้แต่น้อยหรือ?
อีกอย่าง หากไม่ได้ไม่ชอบสตรีจริง เหตุใดกระทั่งสนมสักคนก็ยังไม่มีเล่า?
โม่หยวนหลินถึงกับหัวเราะด้วยความโมโห
“เหอะ ผู้อื่นนินทาเจิ้นไปทั่ว คุณหนูหยุนนอกจากจะเชื่อแล้ว ยังกล้ามานินทาต่อหน้าเจิ้นอีก คุณหนูหยุนช่างเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ”
“หม่อมฉันรู้ตัวว่าผิดไปแล้วเพคะ ไม่กล้านินทาฝ่าบาทอีกแล้ว ได้โปรดฝ่าบาททรงระงับพระโทสะด้วย…”
คนอยู่ใต้ชายคา ย่อมต้องก้มหัวให้เป็น
แม้หยุนว่านเหยาจะไม่ค่อยฉลาดนัก แต่บางครั้งก็มองสถานการณ์ออก นางรู้ว่าการทำให้ฮ่องเต้กริ้วย่อมไม่มีผลดีอันใด จึงรีบเอ่ยขอพระราชทานอภัยโทษอย่างว่าง่ายทันที
ขอเพียงไม่ลงโทษนาง จะให้นางยอมรับผิดอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น
“หากอยากให้เจิ้นหายโกรธ ก็ใช่ว่าจะไม่ได้… เงยหน้าขึ้นมาสิ”
เขาหรี่ตาลง หยอกเย้านางอย่างไม่รู้จักเบื่อ รู้ทั้งรู้ว่านางกลัวเขา แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะแกล้งขู่น่ากลัวใส่
ันดานของบุรุษโดยธรรมชาติ เผยออกมาอย่างเด่นชัดในวินาทีนี้
หยุนว่านเหยาเงยหน้าขึ้นอย่างสั่นเทา ดวงตาคู่สวยคลอน้ำตาแดงก่ำ ใบหน้าประณีตเลิศเลอฉายความกลัวออกมาบางเบา
ทว่าในสายตาของชายหนุ่ม กลับราวกับนางมารร้ายที่คอยยั่วยวนดึงดูดวิญญาณของเขา
ดวงตาดำขลับพลันหรี่ลง ลำคอรู้สึกแห้งผากอย่างควบคุมไม่ได้จนกลืนน้ำลายลงคอ เขาเอียงหน้าลงมาเล็กน้อย รุกเข้ามาตรงหน้าของนาง เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างลึกลับ
“จูบเจิ้นสิ”