ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2599 เริ่มถอนคำสาป
ภายในใจของมู่เฉียนซีโกรธเคืองเป็นอย่างมาก ทั้งเผ่าเทพ เผ่าคำสาปและเผ่าวิญญาณต่างก็คิดร้ายต่อจิ่วเยี่ย เป็นศัตรูที่ไม่ต้องการให้จิ่วเยี่ยมีชีวิตที่ดีทั้งนั้น
เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าตอนนี้นางรวบรวมวัตถุดิบที่ใช้ในการถอนคำสาปมาได้ครบถ้วนแล้ว มันเหลือเพียงก้าวสุดท้ายเท่านั้น แต่กลับต้องถูกศัตรูเหล่านี้เข้ามารบกวนอย่างกะทันหัน
และอนาคตที่สดใสต้องถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกเช่นนี้ มู่เฉียนซีกล่าวด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำว่า “อู๋หยา นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าต้องการอย่างนั้นหรือ?”
แสงจันทราสว่างวาบผ่านมา และร่างของอู๋หยาก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าของมู่เฉียนซี
เขาส่ายศรีษะพลางกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ข้าต้องการ แต่ผลลัพธ์ที่ข้าต้องการคือรอให้ฝ่าบาทจิ่วเยี่ยเป็นคนสังหารเจ้า ทว่าก่อนหน้านั้น เจ้าต้องมอบคัมภีร์หมื่นคำสาปและวัต ตถุดิบที่ใช้ในการถอนคำสาปมาให้ข้า”
“ตอนนี้คำสาปได้สูญเสียการควบคุมไปแล้ว อู๋หยา ข้าไม่มีหนทางเลย หรือว่าเจ้ามีทางกันล่ะ?”
“ใช่แล้ว! ข้ามีหนทาง! ดังนั้น เจ้าจะยอมเสียสละหรือไม่? มู่เฉียนซี”
มู่เฉียนซีกำหมัดเอาไว้แน่น พร้อมด้วยร่างกายที่สั่นเทา
ฝูเซิงกล่าวว่า “เจ้านาย อย่าไปเชื่อคำพูดบ้า ๆ ของเจ้านี่นะขอรับ”
จื่อโยวกล่าวว่า “ใช่แล้ว เราจะเชื่อเจ้าร่างทรงนี่ไม่ได้นะ!”
อ้านยืนขวางหน้าของมู่เฉียนซีเอาไว้ พลังแห่งความมืดได้ทะลุผ่านพลังแห่งดวงดาราที่อยู่ตรงหน้านั้น และเขาก็กล่าวขึ้นมาอย่างเย็นชาว่า “ไม่ว่าผู้ใด ก็มิอาจทำลายเจ้านายของข้า าได้”
“มู่เฉียนซี สิทธิ์ในการเลือกอยู่ที่เจ้า” อู๋หยากล่าว
“รอให้เจ้าถูกทำลายอย่างสมบูรณ์เมื่อไร สิ่งของเหล่านั้นก็จะมาตกอยู่ในมือของข้าอยู่ดี เพราะอย่างไรเสียก็ไม่มีใครสามารถถอนคำสาปให้ฝ่าบาทจิ่วเยี่ยได้อีกแล้ว รอให้เขาทำลายทุ กสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่เจ้าให้ความสนใจทั้งหมดจะไม่มีทางเหลืออยู่อีก ทั้งญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหาย…”
จิ่วเยี่ยในเวลานี้ได้ทำลายคนของเผ่าคำสาปและคนของเผ่าวิญญาณไปเรียบร้อยแล้ว และหลังจากนั้นเขาก็เดินมาทางมู่เฉียนซี
เมื่อเผ่าปีศาจเหวนรกได้ไล่ล่าลูกน้องของจักรพรรดิสงครามเหล่านั้นจนมาเผชิญหน้ากับจิ่วเยี่ยในสภาพเช่นนี้ มันก็ทำให้พวกเขาทั้งหมดคลานอยู่บนพื้นด้วยความกลัว และนี่ก็คือความย ยำเกรงต่อผู้ที่แข็งแกร่งกว่า
เหล่าสัตว์เทพและสัตว์ร้ายเหล่านั้นก็เช่นเดียวกัน พวกมันต่างก็สั่นเทาขึ้นมาทันที ความรู้สึกที่ทำให้พวกมันตัวสั่นเทานี้เหมือนกับหอคอยนิรันดร์มิมีผิด ซึ่งมันก็มีความแตกต่างจาก กความรู้สึกของสัตว์ร้ายและสัตว์เทพที่แข็งแกร่งที่สุดทั่วไป
ดูเหมือนว่าชายที่แข็งแกร่งผู้นี้จะสามารถนำพาพวกมันไปสู่ความพินาศได้ตลอดเวลา และพวกมันก็ไม่อาจตอบโต้ได้เลยแม้แต่น้อย
ในขณะที่อู๋หยากำลังรอคำตอบจากมู่เฉียนซี นางก็ถูกจิ่วเยี่ยขังไว้ในอ้อมแขนอย่างแน่นหนาเสียแล้ว และคำตอบที่มู่เฉียนซีมีให้กับอู๋หยาก็คือ “อู๋หยา หากข้าต้องเชื่อเจ้า ข้าไ ไม่สู้เชื่อจิ่วเยี่ยไม่ดีกว่าหรือ”
อู๋หยาแสดงท่าทางที่ผิดหวังตอบกลับมา เขาถอนหายใจด้วยความผิดหวังเป็นอย่างมากพลางกล่าวว่า “มู่เฉียนซี เจ้าจะต้องเสียใจภายหลังแน่นอน”
หลังจากนั้นพลังอันแข็งแกร่งของจิ่วเยี่ย ก็ได้ทำลายร่างเงาของอู๋หยาโดยตรง เขาได้กลายเป็นแสงของดวงดาวและหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เบื้องหน้าคือสนามรบอันรกร้างว่างเปล่า และที่เห็นอยู่ไกล ๆ นั้นก็คือซากปรักหักพังของเมืองเทพสังหาร
เขาต้องการที่จะพาซีไป สิ่งนี้คือของเขา มันคือของเขา!
ถึงจิ่วเยี่ยจะต้องการพามู่เฉียนซีไป แต่สุดท้ายเขาก็ถูกอ้านขวางเอาไว้เสียก่อน พร้อมกับกล่าวว่า “ปล่อยเจ้านายของข้าเดี๋ยวนี้นะ!”
หลังจากนั้นจิ่วเยี่ยก็ลงมือทันที และมันก็ให้อ้านไม่สามารถเข้าใกล้มู่เฉียนซีได้เลยแม้แต่คืบเดียว
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังจะต่อสู้กันขึ้นมา มู่เฉียนซีก็กล่าวขึ้นมาว่า “จิ่วเยี่ย พวกเราไปที่หุบเขาลั่วซีกันเถอะ”
“หุบเขาลั่วซีหรือ!” เมื่อได้ยินคำนี้ ดวงตาของจิ่วเยี่ยก็เปล่งประกายแวววาวขึ้นมาในบัดดล
และทันใดนั้น จิ่วเยี่ยก็หายไปต่อหน้าต่อตาพวกเขาภายในพริบตาเดียว
ในตอนที่ฝูเซิงและอ้านกำลังจะไล่ตามไป จื่อโยวก็ได้มาขวางพวกเขาเอาไว้พลางกล่าวว่า “ในเวลาเช่นนี้พวกเจ้ายังกล้าไล่ตามหลังเยี่ยไปอีกหรือ! ข้าคาดว่าเขาน่าจะทำลายพวกเจ้าจนไ ไม่เหลือซากเป็นแน่”
“ในเมื่อคนงามเลือกที่จะเชื่อเยี่ย พวกเราก็ควรเลือกที่จะเชื่อคนงามด้วยเช่นกัน เพราะพวกเขาเคยยืนหยัดกับเรื่องเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว และครั้งนี้ก็เป็นครั้งสุดท้าย ข้า เชื่อว่าไม่ยากเกินไปสำหรับพวกเขาหรอก”
ถึงนี่จะเป็นการระเบิดของคำสาปครั้งสุดท้าย แต่มันก็เป็นครั้งสุดท้ายที่อันตรายที่สุดเช่นกัน
มู่เฉียนซีก็รู้ว่าครั้งนี้อันตรายมากแค่ไหน แต่กลับคิดไม่ถึงเลยว่าจิ่วเยี่ยจะยอมทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ตนเองอยู่ในภาวะของการจำศีลไปในที่สุด
ก่อนที่จิ่วเยี่ยจะหลับลึกนั้น เขาได้กระซิบที่ข้างหูของมู่เฉียนซีว่า “ซี เรื่องต่อจากนี้มอบให้เป็นหน้าที่เจ้าแล้ว ไว้คำสาปถูกถอนไปเมื่อไร ข้าก็จะกลายเป็นของเจ้าเสียที”
มู่เฉียนซีจูบลงบนหน้าผากของเขาอย่างแผ่วเบาพลางกล่าวว่า “ตกลงตามนั้น!”
มู่เฉียนซีรู้ดีว่า การที่เขาทำเช่นนี้เป็นการทำร้ายตนเองอย่างร้ายแรง แต่ทว่ามันก็เป็นเพียงหนทางเดียวเท่านั้น
หลังจากที่พวกของจิ่วเยี่ยเข้าไปในหุบเขาลั่วซีก็เป็นเวลาทั้งหมดเจ็ดวันแล้ว และภายในระยะเวลาเจ็ดวันนี้ ก็ทำให้แดนนรกหลังจากที่เผชิญหน้ากับสงครามใหญ่กลับมาสงบสุขอีกครั้ง
เนื่องจากเผ่าเทพได้รับความเสียหายอย่างหนัก พวกเขาจึงคาดว่าเผ่าเทพคงจะไม่กล้ามาโจมตีแดนนรกได้อย่างง่ายดายอีกแล้ว
“คนงาม ดีจริง ๆ ที่เจ้าไม่เป็นอะไรไป” จื่อโยวกล่าวขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม
ส่วนจิ่วเยี่ย จื่อโยวเห็นจิ่วเยี่ยกำลังหลับไหลอยู่ริมทะเลสาป และกลิ่นอายของเขาก็อ่อนแอมากอีกด้วย
จื่อโยวกล่าวถามว่า “คนงาม เยี่ยเขา…”
“พวกเจ้ารีบคุ้มกันข้าเถอะ จากนี้ไปข้าจะพยายามถอนคำสาปให้จิ่วเยี่ยอย่างเต็มที่ รอให้คำสาปถูกถอนไปแล้ว จิ่วเยี่ยก็จะฟื้นขึ้นมาเอง” มู่เฉียนซีกล่าวกับเขา
“ตกลง!” พวกเขาพยักหน้ากล่าว
ไม่ได้มีเพียงแค่ฝูเซิง จื่อโยว และอ้านที่คอยคุ้มกันให้นางเท่านั้น มู่เฉียนซียังให้พวกของอู๋ตี้และเสี่ยวหงออกมาด้วยเช่นกัน
มู่เฉียนซีกล่าวกับพวกเขาว่า “หากข้าไม่ได้บอกให้พวกเจ้าเข้ามาใกล้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ห้ามพวกเจ้าเข้ามาใกล้ทางนี้เป็นอันขาด”
“อื้ม! พวกเราเข้าใจแล้ว”
พวกเขาแยกย้ายกันออกไปทันที และเฝ้าอยู่โดยรอบหุบเขาลั่วซีเพื่อคุ้มกันมู่เฉียนซีเอาไว้ แม้แต่ความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย พวกเขาก็ไม่มีทางปล่อยผ่านไปแน่นอน
หลังจากที่พวกเขาออกไปแล้ว มู่เฉียนซีก็นำเอาคัมภีร์หมื่นคำสาปออกมา นางกล่าวว่า “กระบวนการถอนคำสาปแห่งความมืดที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างละเอียดนี่ เจ้าแน่ใจว่ามันจะไม่ผิดพลาดใช่หร รือไม่?”
คัมภีร์หมื่นคำสาปกล่าวว่า “เจ้าถามข้ามาหลายครั้งมากแล้วนะ แต่มันก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรหรอก”
“อะไรที่เรียกว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอก?” มู่เฉียนซีเลิกคิ้ว
“ทักษะคำสาปนี้ มันจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละคน หากใช้คำสาปแห่งความมืดที่แข็งแกร่งนี้กับคนธรรมดาที่ไม่มีพลังเลยแม้แต่น้อยมันย่อมแตกต่างจากการใช้กับคนที่มีพลังอันแข็งแกร่งจน นหาที่เปรียบไม่ได้อยู่แล้ว ถึงจะมีตัวแปรที่ปรากฏขึ้นมาภายหลังมากขึ้น แต่มันก็เป็นตัวแปรที่ข้าคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้ว! แต่ข้ารับประกันได้ว่า มันจะเป็นปัญหาเพียงเล็กน้อยเท่านั น ไม่ถึงชีวิตแน่นอน” คัมภีร์หมื่นคำสาปกล่าวตอบ
ดูเหมือนว่ามู่เฉียนซีจะจำลองวิธีการถอนคำสาปหลายครั้งมากแล้ว และในที่สุดนางก็ตัดสินใจที่จะลงมือจริง ๆ เสียที
นางกล่าวว่า “เสี่ยวโม่โม่! ออกมา”
ปีกของหงส์นิลสีดำสยายอยู่กลางอากาศ มู่เฉียนซีกล่าวว่า “เสี่ยวโม่โม่ ข้าต้องการเอาแก่นเลือดของเจ้า เจ้าทนหน่อยนะ”
เสี่ยวโม่โม่พยักหน้าพลางกล่าวว่า “เจ้านายไม่ต้องเป็นห่วงข้า ข้าไม่กลัวหรอก!”
เสี่ยวโม่โม่ลงมือด้วยตนเอง มันบีบคั้นแก่นเลือดของตนเองออกมา และแก่นเลือดสีดำหยดหนึ่งก็หยดออกมาจากปากของมัน จากนั้นมู่เฉียนซีก็รับแก่นเลือดของหงส์นิลแห่งความมืดนี้เอาไว ว้
และในที่สุดนางก็ได้รับหนึ่งในสี่วัตถุดิบที่ใช้ถอนคำสาปอย่างแก่นเลือดของหงส์นิลแห่งความมืดมาแล้ว
เสี่ยวโม่โม่กล่าวว่า “นายท่านสู้ ๆ ข้าจะไปข้างนอกหุบเขาแห่งนี้เพื่อคุ้มกันนายท่านเอง นายท่านจะต้องทำสำเร็จแน่นอน ต้องทำได้แน่!”
หลังจากนั้นเสี่ยวโม่โม่ก็บินออกไปนอกหุบเขา และมู่เฉียนซีก็นำเอาวัตถุดิบอีกอย่างหนึ่งออกมา ซึ่งนั่นก็คือกระดูกมังกรของมังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงสว่างนั่นเอง
ทันใดนั่นพลังแห่งแสงสว่างก็แผ่กระจายไปทั่วทั้งหุบเขา และมู่เฉียนซีก็นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตอนที่นางได้รับกระดูกมังกรของมังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงสว่างชิ้นนี้ ไม่รู้ว่าตอนน นี้ศิษย์พี่จะเป็นอย่างไรบ้าง?
นอกจากกระดูกมังกรของมังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงสว่างแล้ว ก็ยังมีหัวใจของไม้เทพแห่งชีวิตอีกด้วย
นางได้รับมันมาตอนที่เคยเป็นเพียงเมล็ดพันธุ์เท่านั้น แต่ทว่าตอนนี้มันไม่ได้เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์อีกแล้ว
นั่นก็เป็นเพราะหลังจากที่ชิงอิ่งหายไป เขาก็เหลือไว้เพียงหัวใจเท่านั้น
ดูเหมือนว่ามู่เฉียนซีในเวลานี้จะสามารถสัมผัสได้ถึงตอนที่มันเคยเต้นอยู่ในร่างกายของชิงอิ่ง และความทรงจำของนางก็ได้ล่องลอยไปถึงไม้เทพแห่งชีวิตที่กำลังเติบโตอยู่ในมิติแห่งชีว วิต ในเวลานี้มู่เฉียนซีรู้สึกว่าหน้าอกของตนเองนั้นปวดตุบ ๆ ขึ้นมาทันที
ตั้งแต่ตอนที่นางอยู่อาณาจักรจื่อเยว่ไปจนถึงแดนซวนเทียน ชิงอิ่งก็มักจะคอยปกป้องนางอยู่เสมอ ซึ่งมันทำให้นางคิดถึงมากจริง ๆ
และสุดท้าย ก็คือดีกิเลนที่ถูกนางบรรจุเอาไว้ในกล่องที่เป็นเหมือนเปลวเพลิงก็มิปานกล่องนี้